'อ้อน'เปิดใจหลังหายไปกว่า10ปี ลั่นอยากขอโทษ'ดู๋ สัญญา'


   

 

          หายหน้าหายตาไปนานกว่า 10ปี สำหรับอดีตนักร้อง-นางเอกสาว อ้อน-เกวลิน คอตแลนด์ ที่ล่าสุดมาเปิดใจทั้งเรื่องของความรักต้องห้ามที่ถึงขั้นโดนลงโทษเพราะคบกันในที่ทำงาน รวมไปถึงเหตุที่ค้างคาใจและอยากจะกล่าวคำว่า "ขอโทษ" กับพิธีกรชื่อดัง ดู๋-สัญญา คุณากร ผ่านทางรายการ คุยแซ่บshow

ไปอยู่ที่ไหน ทำอะไรมา
อ้อน : หลายคนก็จะบอกว่าหาย แต่จริงๆในใจอ้อนก็ไม่ได้หายนะ แต่ว่าแค่ไม่ได้รับละคร คนจะติดภาพเราเล่นละครบ่อย แล้วพออ้อนไม่รับละครเลยก็เลยหายไป จบจากละครปุ๊บก็ไปเป็นนักร้องเต็มตัว แล้วหลังจากนั้นก็เดินสายทัวร์คอนเสิร์ต มีเพลง ก็กลายเป็นว่าภาพละครคือหายไปเลย

ตอนเป็นนักร้องก็คือดังมาก
อ้อน : ค่อยๆดังมากกว่า ตอนนั้นอ้อนน่าจะเป็นนักร้องคนเดียวในประเทศไทยมั้งที่เพลงเดียว อัลบั้มเดียวทัวร์ไป 3 ปี

ตอนนี้ลูก 2 คนแล้ว
อ้อน : อิคคิว 10 ขวบ ไอค่อนจะ 4 ขวบ จริงๆอิคคิวเป็นลูกของสามี ไม่ได้แต่งงาน เขามาแต่งงานกับอ้อน อ้อนเลี้ยงเขามาตั้งแต่แบเบาะ เดิมทีอ้อนไม่ได้เป็นคนรักเด็ก เป็นคนเลือกที่จะทำงาน แล้วด้วยความที่เราทำงานมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วไม่เคยอุ้มหลานคนไหนในบ้านเลย แล้วเราก็ไม่ชอบเด็ก เวลาอ้อนทำงานอ้อนก็จะบอกว่าอ้อนไม่ชอบเด็กเลย แล้วต้องมาดูแลเขา มาอยู่กับเขา คำเดียวก็คือเรารักแฟนเรา แล้วรักทุกคนที่เกี่ยวข้อง

 

 

กลัวไหมว่าจะเกิดการรักเด็กสองคนไม่เท่ากัน
อ้อน : เราพยายามให้เขารู้สึก คือซื้ออะไรก็จะมีทั้งสองอัน แล้วก็จะพยายามบอกเขาตลอดว่าที่ไปที่มาเป็นยังไง มันก็จะมีโมเมนต์ที่เขาจะไปคุยกับพ่อเขาจริงๆ ว่าแบบแม่ไม่ชอบเด็กเหรอ แม่ไม่รักเด็กใช่ไหม อิคคิวต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองใช่ไหม ต้องพัฒนาใช่ไหม คือเขาพยายามเข้าหาเราด้วย อ้อนก็พยายามที่จะปรับตัว แล้วก็พยายามไม่แบกอะไร ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนประเภทเพอร์เฟคชั่นนิสต์ คือทุกอย่างจะต้องเรียบร้อย แล้วจะมีโมเมนต์หนึ่งที่อ้อนแยกออกมาจากบ้านแม่อ้อน แต่ก่อนต้องบอกก่อนว่าอยู่กับแม่ อยู่กับน้องคืออ้อนเป็นครอบครัวใหญ่ แล้วพอตัดสินใจเอาเขามาเลี้ยงที่กรุงเทพฯ เขาเพิ่งมาจากเชียงราย เขาเพิ่งย้ายโรงเรียน เพิ่งมาอยู่เมื่อ พฤษภาคม ที่ผ่านมา เลยกลายเป็นว่าครอบครัวอ้อนตอนนี้ต้องปรับเป็นการใหญ่ ก็คือเหมือนแยกออกมาแล้วมาสร้างครอบครัวกันเอง เขาก็เลยบอกว่าออกมาตรงนี้ เพราะอิคคิวใช่ไหม ต้องมาหาโรงเรียนนู้น นี่นั่น ก็กลายเป็นว่าปีนี้ของอ้อนปรับตัวเยอะมากและยุ่งมาก

รวยมากแต่ก็ยังสอนให้ลูกรูกจักคุณค่าของเงิน
อ้อน : ใช่ คือ อ้อนมาจากการที่เราลำบากกว่าการที่เราจะได้เงิน แล้วพ่อแม่ก็ไม่ได้มีฐานะอะไร แล้วเราจำความลำบากของแม่ได้ บวกกับกว่าที่อ้อนจะมีวันนี้ได้ กว่าที่อ้อนจะได้ทำงาน กว่าที่อ้อนจะได้เก็บเงิน อ้อนก็มาจากไม่มีมาก่อน

 

 

ที่อ้อนบอกว่าลำบากนี่ลำบากขนาดไหน
อ้อน : เคยมีเงินเหลือแค่ 400 บาทในชีวิต ตอนนั้นเราก็เข้าวงการแล้ว คือมันมีช่วงหนึ่งที่อ้อนไปทำธุรกิจส่วนตัว แล้วเรารอเงินที่มันจะเกิดขึ้น ช่วงเวลานั้นก็มีแค่นั้นจริงๆ กับสามี ก็เลยทำให้ความรักที่มีต่อสามี เรามองไม่เห็นเลยว่าเราจะทะเลาะกันได้วันไหน เรามองไม่เห็นเลยว่าเราจะมีวันเลิกกับเขา เพราะเราผ่านความลำบากมาด้วยกัน

ย้อนไปสมัยตอนที่เราเด็กๆ ทานข้าวต้องทานจานเดียวกัน
อ้อน : คุณแม่เล่าให้ฟังว่าแต่ก่อนแม่เลี้ยงลูกมาทุกคน อ้อนเป็นพี่คนโตแล้วมีน้องสาวอีก 2 คน ก็เลยรู้เลยว่าแม่กว่าจะเลี้ยงเราลำบากมาก เขาบอกว่าเขาล่ามโซ่ขาลูกเอาไว้แล้วเขาก็ทำงาน ต้องรอพ่อกลับมาก่อนที่จะได้กินข้าวจานเดียวกัน หมายความว่าแม่ไม่สามารถเหลือเงินที่จะซื้อข้าวได้อีกจาน ต้องรอกินพร้อมพ่อ แล้วเงินที่เหลือก็เป็นค่านมให้อ้อนกับน้องสาว เราเห็นความยากลำบากของแม่ พอโตขึ้นมาหน่อยบ้านเราอยากจะกินหมอนทอง แม่ก็เล่าให้ฟังว่า ต้องไปกู้เขาลูก กู้เงินเพื่อได้กินหมอนทองกันทั้งบ้าน แล้วพวกเราก็นั่งล้อมวง ตั้งหน้า ตั้งตาเพื่อจะได้กินของอร่อย

 

 

พอเข้าวงการบันเทิง มันทำให้ครอบครัวดีขึ้นไหม
อ้อน : ดีขึ้นมาก เป็นครั้งแรกที่เราได้เงินแสน

คือเริ่มแรกคุณพ่อพาไปประกวด
อ้อน : ใช่ คอฟฟี่เมต ชาเลนจ์ ตอนนั้นเราเฉยๆ ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร ต้องไปเจออะไร พ่อก็เลยบอกให้ไปทำก็ไปทำ

ซื้อบ้านได้ตำแหน่ง
อ้อน : ใช่ แต่ตอนเขาบอกคุณผ่านการคัดเลือกให้ไปสัมภาษณ์ ดีใจมากนะคะ แต่ยังไม่รู้ว่าจะไปเจออะไร

แสดงว่าการเข้าวงการบันเทิงคือการพลิกชีวิตของครอบครัวอ้อน
อ้อน : มากเลยค่ะ แต่บอกตรงๆ อ้อนไม่เคยกลัวความยากจนเลย ถึงแม้ว่าขึ้นสุดแล้วลงสุดก็ไม่เคยกลัว

 

 

แล้วตอนที่อ้อนมาเล่นละครเห็นว่า พี่ดู๋ สัญญา เป็นคนพาไปเล่น เห็นว่าอ้อนอยากขอโทษพี่ดู๋ด้วย มันเรื่องอะไร
อ้อน : คืออยากจะบอกว่ามามีชื่อเสียง มีละครให้ทุกคนได้เห็น มาจากการเลือกในวันนั้นของพี่ดู๋ หลังจากที่เราชนะคอฟฟี่เมตชาเลนจ์ เรายังไม่มีโอกาสได้ร้องเพลง แต่มีพี่เขาพาไปแคสติ้งบริษัทหนึ่ง แล้วนั่นคือผลงานชิ้นแรกที่พี่ดู๋เป็นผู้กำกับครั้งแรก แกก็เลยอยากมีส่วนร่วมในการแคสติ้ง นั่นก็คือวันแรกที่อ้อนได้เจอพี่ดู๋ พี่ดู๋บอกให้ทำอะไรอ้อนทำหมดเลย แล้วพี่ดู๋ก็เลยบอกว่า ฉันเอาคนนี้ ปรากฎพอวันไปออกกองถ่ายจริงๆก็เรียบร้อยเลย อยู่ๆเป็นอะไรไม่รู้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง อ้อนกลายเป็นนักแสดงที่เดินไปด้วยพูดไปด้วยไม่ได้ ต้องหยุดแล้วค่อยพูด ถึงขั้นพี่ดู๋พูดใส่หน้าอ้อนว่าพี่ผิดเองที่เลือกเรา ตอนนั้นเราก็รู้สึกอยากตาย รู้สึกขอโทษมากๆ ร้องไห้ไม่รู้กี่รอบ แล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะไม่เล่นละครอีกต่อไป แต่มาอีก 50 เรื่องจ้า

ถ้าตอนนี้พี่ดู๋ ดูอยู่อยากบอกอะไรกับเขา
อ้อน : ไม่เคยมีโอกาสได้บอกพี่ดู๋เลย เพราะอ้อนรู้สึกว่าอ้อนกลัวพี่ดู๋ อยากขอบคุณพี่ดู๋มากๆ ที่เลือกอ้อนวันนั้น พี่เลือกไม่ผิด แล้วอ้อนมามีทุกอย่างวันนี้ได้ ครอบครัว แล้วลูกๆหลานๆที่นั่งอยู่ตรงนี้ มาจากการที่พี่ตัดสินใจเลือกอ้อนในวันนั้น ไม่รู้จะกราบขอบพระคุณและทดแทนบุญคุณพี่ยังไง ขอบคุณมากๆ

เพราะจุดตรงนั้นหรือเปล่าที่ทำให้อ้อนพยายามเอาชนะคำดูถูก ฉันต้องทำให้ได้
อ้อน : เป็นไปได้ เพราะหลังจากเรื่องเจ้าพ่อจำเป็น เรื่องนั้นปุ๊บ เรื่องต่อไปเป็นละครที่คนทั่วประเทศไทยรู้จัก เกวลิน เลย คือบ้านสอยดาว

 

 

หลายคนบอกว่าอ้อนแต่งงานกับสามีรวย สามีเลี้ยงก็เลยหายไปจากวงการ
อ้อน : ไม่ใช่เลย คือจริงๆอ้อนบอกก่อนว่าอ้อนเป็นคนเชื่อเรื่องเดสตินี่ มาก เพราะว่าเราเชื่อว่าความรักของพ่อกับแม่เป็นไอดอลของอ้อน พ่อกับแม่เล่าให้ฟังว่ากว่าที่แกจะรักกันได้ แกส่งจดหมายหากัน แล้วแม่ได้รับจดหมายจากพ่อถึง 5 ปี เต็มหีบเลยแต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้แล้วความตายก็แยกทั้งคู่ออกจากกัน อ้อนเชื่อว่าถ้าของที่มันใช่มันก็จะอยู่กับเรา แต่ถ้าของที่มันไม่ใช่ต่อให้รักกันมากแค่ไหนมันก็ไม่อยู่ เพราะฉะนั้นอ้อนเลยอยู่กับเขา เราเจอกันเป็นพี่ เป็นน้อง สวัสดีกัน แค่นี้ 5 ปี

เพราะมันเป็นรักต้องห้ามหรือเปล่า เขาว่าคู่ของคุณเป็นคู่ที่รักกันไม่ได้
อ้อน : ไม่ คือต้องบอกแบบนี้ พอรักแล้วมันดันมีประเด็นนี้ สั่งห้ามว่าไม่ให้รักกัน แต่ก่อนหน้านี้อ้อนไม่เคยสปาร์คกับเขานะคะ คือรู้สึกเป็นพี่เป็นน้องจริงๆ จนกระทั่งได้มีโอกาสได้นั่งคุยแล้วได้แลกไลน์ ประเด็นคืออ้อนอยากจะไปซื้อหนังสือ แล้วเขาชอบอ่านหนังสือ เขาแนะนำหนังสือให้อ้อนเล่มหนึ่ง อ้อนแค่อยากจะบอกว่า เห้ย...อ้อนไปซื้อถูกเล่ม ส่งให้พี่ดูนะ แค่นั้นเอง แล้วหลังจากนั้นเขาก็เริ่มคุยกินข้าวหรือยัง ทำอะไร แล้วเรารู้สึกว่าเราอยากคุยกับเขา ทำไมรู้สึกดีจังเวลาได้คุยกับเขา

 

 

แล้วใครมาห้ามไม่ให้คุณรักกัน
อ้อน : ธุรกิจที่ทำมันมีกฎของผู้บริหารว่าห้ามรักกัน อ้อนว่าที่ไปที่มาของกฎนี่มันมาจากการที่คู่อื่นๆ ทำไว้ไม่ค่อยดี คู่อื่นๆทำให้รูปแบบธุรกิจมันเสียหาย แล้วมีการเสียผลประโยชน์ของธุรกิจเกิดขึ้น ก็เลยถูกสร้างกฎนี่ขึ้นมา ตอนนั้นก็แหกกฎ กลายเป็นคู่เดียวแล้วคู่สุดท้ายของบริษัท ทุกวันนี้ก็ยังทำงานอยู่ที่บริษัทเดิม

เห็นว่ามีการลงโทษด้วย
อ้อน : โห...ถ้าบอกนี่คือละครเรื่องหนึ่งเลยนะ ก็ห้ามคุย ห้ามเจอ ไม่งั้นจะถูกเก็บภาพไปฟ้อง ยิ่งกว่าสมัยตอนเป็นดาราอีก

แล้วเขารู้ได้ยังไงว่าคบกัน
อ้อน : มีคนไปบอก คืออ้อนวางงานเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะเรารับผิดชอบ โตเป็นผู้ใหญ่พอรู้ว่าอะไรสำคัญ เรื่องความรัก และเรื่องครอบครัวคือเป็นเรื่องรองอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นอ้อนจะเจอเขาเดือนหนึ่งไม่เกิน 5 วัน แล้วจะเจอในเส้นทางที่ป้ะเจอกันพอดี หมายถึงว่าเขาอยู่แถวนั้นพอดี พอเจอกันก็มีคนเก็บภาพไปบอกผู้บริหารใหญ่

 

 

แล้วบทลงโทษนั้นคือ
อ้อน : ถูกแบนไม่ให้ขึ้นสอน ไม่ให้ขึ้นเป็นเทรนเนอร์บนเวที แล้วสื่อการให้ความรู้บนเวทีถูกถอดออกทั้งหมด แล้วพี่นิคมโดนไล่ให้ไปบวชเป็นพระ

ทำไมเราไม่ลาออกแล้วหางานใหม่
อ้อน : เอาจริงๆมันคือกฎ อ้อนยอมรับว่าอ้อนทำผิดกฎ มันเป็นกฎที่เรารู้อยู่แล้ว แล้วเราเป็นผู้บริหาร แล้วเราไปทำแบบนั้นมันเป็นอะไรที่ไม่ดีอยู่แล้ว เรายอมรับผิด เราก็ชวนกันขึ้นตำแหน่งสร้างยอดขาย คือมันยากมาก ตำแหน่งที่อ้อนบอกมันสร้างวอลุ่มแบบดับเบิ้ลเลยกว่าจะได้อีกขั้น แต่อ้อนข้ามได้ถึงสองขั้นเลย แล้วไม่ใช่อ้อนคนเดียว เราช่วยกันพาทีมงานอ้อนขึ้นด้วย ก็เลยกลายเป็นไม่ได้มีอะไรเสีย คบกันมีแต่เรื่องดี องค์กรก็มีความรู้ขึ้น แล้วช่วยกันทำมาหากิน เขาก็เงียบไปปล่อยให้งานแต่งงานเกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันไม่มีใครสามารถไปได้ในงานแต่งของอ้อน

 

 

 

 

 

ขอบคุณภาพประกอบเพิ่มเติมจากอินสตาแกรม aon.kevlin

 

 

 

 

 

 

 


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน