คำอ้าง “ประชาธิปไตย” ดาบ 2 คมที่กำลังทิ่มแทง "อนาคตใหม่"


   

    แม้การเลือกตั้งที่ผ่านมา “พรรคอนาคตใหม่” ที่เป็นพรรคการเมืองป้ายแดงใหม่เอี่ยมอ่อง ฟอร์มทีมกันได้เพียงปีเดียว แต่ก็สามารถกวาดคะแนนในสนามเลือกตั้งได้กว่า 6.3 ล้านเสียงทั่วประเทศ ส่งผลให้พวกเขามีเก้าอี้ในสภาฯ ถึง 81 คน โดยแบ่งเป็น ส.ส.แบบแบ่งเขต 30 คน และปาร์ตี้ลิสต์อีก 51 คน

                ที่น่าสนใจกว่านั้น พวกเขาสามารถคว้าเก้าอี้ได้จากทุกภาคในประเทศไทย ตามที่นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคลั่นวาจาไว้ก่อนการเลือกตั้ง ในขณะที่ใครหลายคน “ยิ้มเยาะ” คำพูดดังกล่าว เพราะไม่ว่ามองมุมไหน พวกเขาก็ยังเป็นรอง “นักการเมืองเขี้ยวลากดิน” ที่ขลุกอยู่ในพื้นที่มานานอยู่หลายขุมของพรรคอื่นๆ หรือแม้ว่าพรรคแนวร่วมอย่าง “ไทยรักษาชาติ” จะถูกยุบไปแล้วก็ตาม

                ด้วยภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ จากการรวมตัวกันของคนหลากหลายสาขาอาชีพ ทั้งนักวิชาการ นักธุรกิจ คนรุ่นใหม่ที่ความถนัดเรื่องต่างกัน กลุ่มแรงงาน หรือกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ อันมี ”ความใหม่“ และ ”ความหลากหลาย” เป็นการจุดประกายความหวังให้กับบรรดาคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า ที่เบื่อหน่ายกับการเมืองแบบเดิม และพร้อมจะกาให้เพื่อทดลอง พรรคที่พวกเขาเชื่อว่าจะสามารถ “เปลี่ยนแปลง” อนาคตของประเทศได้ ด้วยแนวทาง “การทำพรรคการเมืองแบบตะวันตกจ๋า”

                อีกส่วนสำคัญต้องยอมรับว่า นอกจากชื่อพรรค, ชื่อนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ชื่อของนักวิชาการหัวก้าวหน้าอย่างนายปิยบุตร แสงกนกกุล และบรรดา ส.ส.หัวแถว คนอื่นแล้วนั้น การลงพื้นที่อย่างขะมักเขม้นของบรรดา ส.ส.เขตทั่วประเทศ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขามีเก้าอี้ปาร์ตี้ลิสต์ถึง 51 ที่ ซึ่งบรรดาผู้สมัครส่วนใหญ่นั้นจะไม่เคยมีประสบการณ์ในสนามการเมืองมาก่อน แต่ก็มีบางคนที่มีชื่อเสียงในพื้นอยู่บ้างที่ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด จากการที่เคยทำพื้นที่มาบ้างแล้ว มาก-น้อยต่างกันไป อย่างที่ปรากฏเป็นความขัดแย้งในข่าวล่าสุด

                ซึ่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย อย่างการที่เป็นพรรคใหม่และไม่ได้มีเวลาฟอร์มทีมกันนานนัก ทำให้มีวัฒนธรรมพรรคที่ไม่เข้มแข็ง และกระบวนการสรรหาผู้สมัครที่ในบางพื้นที่เอง อาจจะไม่ได้เอาตัวอดีต ส.ส.มาเป็น แต่บางคนอาจเคยมีประสบการณ์ในฐานะผู้สมัครในนามพรรคการเมืองอื่น หรือเคยทำหน้าที่ในฐานะ “หัวคะแนน” ในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา เมื่อพวกเขาเหล่านี้ถูกลดทอนความสำคัญลง จึงเกิดคำถามตามมา

                ขณะที่เรื่องทัศนคติของคนที่มีช่วงอายุต่างกัน จนนำไปสู่ความเห็นต่างกันทั้งในเชิงนโยบาย และแนวความคิดที่มีต่อเรื่องบางเรื่อง ก็มีส่วนไม่น้อย ซึ่งในครั้งนี้นับว่าไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคอนาคตใหม่มีปัญหาภายในพรรค หากยังจำกันได้ กรณีของเครือข่ายเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่นำโดย “นานา วิภาพรรณ วงษ์สว่าง” ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่

                โดยทางพรรคชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวเกิดจากการใช้งบประมาณที่ไม่ชอบมาพากล ซึ่งทางฝ่าย NGN เองก็ออกมาสาวหมัดสวนกับพรรคผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างดุเดือด ก่อนเรื่องจะค่อยๆ เงียบหายไป โดยผลสรุปคือ เครือข่ายดังกล่าวไม่ขอร่วมสังฆกรรมกับพรรคอีกต่อไป

                จากนั้นไม่นานก็ปรากฏข่าวว่า บรรดาแคนดิเดตผู้สมัคร ส.ส.ในกรุงเทพฯ บางส่วน ออกมาโวยว่า กระบวนการทำไพรมารีโหวตเป็นไปอย่างไม่โปร่งใส มีการคัดเอาคนที่ใกล้ชิดกับบรรดาแกนนำพรรคมาเป็นผู้สมัคร ก่อนเรื่องรายงานความขัดแย้งจะเงียบหายไป

                จนปรากฏอีกครั้งหลังการเลือกตั้งใหญ่ ช่วงที่กำลังเฟ้นหาทีมลงสมัครทีมเลือกตั้งท้องถิ่น ที่ปรากฏขึ้นใน จ.นนทบุรี เป็นที่แรก ตามมาด้วย จ.ชลบุรี จ.จันทบุรี ตามลำดับ ซึ่งทั้ง 3 จังหวัดมีปัญหาเดียวกันคือ แกนนำพรรค “ล็อก” ทีมผู้สมัครไว้แล้ว และคาดว่าจะไม่ได้มีเพียง 3 จังหวัดข้างต้นเท่านั้น และเมื่อมีการประกาศวันเลือกตั้ง อบจ.อย่างเป็นทางการ คงจะมีตัวแทนจากจังหวัดอื่นที่พรรคส่งประสบปัญหาเดียวกัน แต่จะออกมาโวยวายหรือไม่นั้น ขอให้จับตาดูกันให้ดี

                และล่าสุด สดๆ ร้อนๆ กับกรณี “ลูกเมียน้อย” ที่มี ส.ส.เขตที่มีประสบการณ์การทำงานการเมืองมาบ้าง เริ่มไม่พอใจ “อภิสิทธิ์” ที่บรรดา ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ หัวแถวได้รับ บางคนขอให้บรรจุชื่อตัวเองอยู่ในกรรมาธิการเรื่องหนึ่ง แต่พอถึงเวลาเคาะชื่อ กลับไปมีชื่ออยู่กับกรรมาธิการอีกชุดซะอย่างนั้น และแม้ว่าจะมีการขอร้อง-วิงวอนกันแล้วก็ตามที กลับไม่ได้ตามที่หวัง ยังไม่รวมกับกรณี ”ว่าที่งูเห่าสีส้ม” ตัวแรก ที่เผยโฉมมาแล้ว จนโดนบรรดา “แฟนคลับ” พรรคอนาคตใหม่เข้าไปถล่มแบบเสียคน จนต้องปิดเฟซบุ๊กหนีกันเลยทีเดียว

                เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นล้วนเกิดมาจาก “การตัดสินใจของคนเพียงไม่กี่คนในพรรค” ซึ่งช่างย้อนแย้งกับแนวทางของพรรคการเมืองที่ประกาศตัวเองว่า มี ”ความเป็นประชาธิปไตย” ภายในพรรคมากที่สุดพรรคหนึ่งในเมืองไทย

                ต้องจับตาดูกันให้ดีถึงแนวทางการจัดการปัญหาเหล่านี้ของพรรคอนาคตใหม่ ว่าจะเดินไปในทิศทางไหน “ธนาธร-ปิยบุตร” จะเอาบรรดา ส.ส.แก่พรรษา อยู่หรือไม่ หรือนี่จะเป็นชนวนความขัดแย้งสำคัญที่สั่นคลอนเอกภาพในพรรค จนไม่สามารถกลับมาประสานเหมือนเดิมได้ ขอให้จับตาดูไว้..อย่าได้กะพริบตาเป็นอันขาด.

 


"สัสสส......"! ต้องบอกว่า "บัดซบมาก" ตอนศาลให้โอกาสแก้ข้อกล่าวหา ถามอะไรก็ตอบแต่ว่า "ผมจำไม่ได้..ผมจำไม่ได้"

คู่มือฉบับ 'คุกและยุบพรรค"
รำพึง-รำพัน 'วันโลกเปลี่ยนยุค'
ไม่อยากอยู่จึงอยู่ไม่เป็น
แล้ว 'ทอน' จะรู้ว่าผิดอะไร
"ทอน-บุตร" ประเทศกูมี
"๓.๖ ล้าน" สู่วีรชนลำพะยา