หวังพลิกวิกฤติGSP นายกฯให้3กระทรวงเจรจาอุปทูตอเมริการุดพบสมคิด


เพิ่มเพื่อน    

 “ประยุทธ์” เรียกประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจถกด่วนเรื่องสหรัฐตัดจีเอสพี หวังพลิกวิกฤติเป็นโอกาส ตั้งคณะทำงาน 3 กระทรวง ทั้งพาณิชย์-แรงงาน-ต่างประเทศ รีบเจรจากับมะกัน ย้ำอย่าวิตกเกินเหตุ “หม่อมเต่า” ลั่นไม่ให้ต่างด้าวตั้งสหภาพ-ด่านายจ้างแน่ อุปทูตอเมริการุดพบ “สมคิด” แจงสัมพันธ์อยู่ช่วงขาขึ้น GSP ยังไม่สะเด็ดน้ำต้องคุยกันอีก เผยหากถูกลงดาบจริงไทยก็ยังคงได้รับสิทธิพิเศษสูงที่สุดในโลก “เฮียกวง” ดีดปากหญิงหน่อย อย่าโยงการเมืองระหว่างประเทศ 

    เมื่อวันอังคารที่ 29 ตุลาคม ยังคงมีความต่อเนื่องถึงผลพวงประเทศสหรัฐอเมริกาประกาศระงับการให้สิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) สินค้าไทย 573 รายการชั่วคราว ในอีก 6 เดือนข้างหน้า โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เรียกประชุมด่วนคณะรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจในช่วงเช้า 
ต่อมาเวลา 09.45 น. ภายหลังการประชุม ครม.เศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามถึงแนวทางและมาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวสั้นๆ ว่าก็ต้องหาวิธีการเจรจาพูดคุย เดี๋ยวเขาทำกันเอง อย่าเพิ่งไปตื่นเต้น
    หลังประชุม ครม.ในช่วงบ่าย พล.อ.ประยุทธ์แถลงเรื่องนี้อีกครั้ง ว่า นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ชี้แจงแล้ว ซึ่งอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ เรื่องนี้มีการทำอย่างต่อเนื่อง ทั้งในส่วนของกระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว มีการเจรจากันทุกปี แต่ครั้งนี้เมื่อเขาประกาศออกมา เราก็ต้องไปดูสิ่งที่เป็นปัญหามันอยู่ตรงไหน เพื่อหาทางเจรจาพูดคุยกัน ซึ่งเราเคยเจรจาขอคืนสิทธิในเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว โดยปีก่อนได้คืนมา 7 รายการ
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีผลเฉพาะกับไทย ประเทศในอาเซียนก็โดนไปด้วย ซึ่งถ้าเรามองวิกฤติเป็นโอกาส ก็ต้องพยายามเจรจา ในระยะสั้นขอคืนสิทธิให้ได้โดยเร็ว จะยกขึ้นเจรจาภายใต้กรอบการตกลงทางการค้าการลงทุนไทย-สหรัฐต่อไป ส่วนในระยะยาวสิ่งที่เราต้องทำคือหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดเดิม รวมทั้งใช้ประโยชน์จากการจัดทำความตกลงเขตการค้าเสรี FTA ต่างๆ ขยายการลงทุนไปยังประเทศที่ได้รับสิทธิจีเอสพีสหรัฐ โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นการขยายตลาด ขยายการลงทุน รวมทั้งยังต้องปรับกลยุทธ์ในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้า ยกระดับความสามารถด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เป็นสิ่งที่เราต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
    “ขอให้พวกเราอย่าวิตกกังวลเรื่องนี้ให้มากนัก อันนี้จำเป็นต้องหารือกับภาคเอกชนของเราด้วย ว่ามีมาตรการช่วยเหลืออะไรกันอย่างไร เป็นธรรมดาเมื่อมีการให้ ก็มีสิทธิเรียกคืน ส่วนเรื่องแรงงานก็มีกฎหมายหรือบางมาตรการที่เราปฏิบัติไม่ได้ เพราะว่าเป็นเรื่องภายในของเรา ซึ่งต้องระมัดระวังผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอื่นๆ อีกหลายอย่างด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิประโยชน์เรื่องสหภาพของแรงงานต่างด้าว หลายประเทศก็ไม่ได้ทำเหมือนกับเรา เดี๋ยวไปดูอีกที อย่าเอาไปยึดโยงกับเรื่องนู้นเรื่องนี้เลย มันไม่เกิดประโยชน์ วันนี้ก็ขอให้ลดผลกระทบในเรื่องเหล่านี้ ฝากไปถึงประชาชน สังคม ให้ลดในเรื่องนี้ลงไป มันจะไม่มีผลดีต่อการพูดคุยในอนาคต” นายกฯ กล่าว
    เมื่อถามว่า กรณีดังกล่าวเกี่ยวกับการแบน 3 สารพิษหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยวข้อง เมื่อถามว่าไม่เกี่ยวได้อย่างไรในเมื่อสินค้าของสหรัฐมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถส่งมาไทยได้ เนื่องจากติดเงื่อนไขขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "ก็เดี๋ยวมีการเจรจา" 
ตั้งทีมงานเจรจามะกัน
    ด้านนายจุรินทร์กล่าวหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่าที่ประชุมได้มอบหมายกระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกันหาแนวทางในการขอให้สหรัฐทบทวนเรื่องนี้ เพราะผลที่จะเกิดขึ้นจากการยกเลิกจีเอสพีในอีก 6 เดือนข้างหน้าจะทำให้ไทยต้องเสียภาษีนำเข้าสินค้าไปไปสหรัฐประมาณ 1,500-1,800 ล้านบาท จากเดิมเป็นศูนย์ โดยก่อนหน้านี้ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ประสานกับทูตไทย วอชิงตัน หารือกับตัวแทนผู้แทนการค้าสหรัฐ (ยูเอสทีอาร์) ซึ่งคงจะมีคำตอบกลับมาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปในเร็วๆ นี้
    นายจุรินทร์กล่าวต่อว่า ปัญหาในระยะยาวนั้น ก่อนหน้านี้ พณ.เตรียมบุกตลาดทั่วโลกเพื่อเพิ่มมูลค่าการส่งออก โดยจะร่วมมือกับเอกชนเปิด 10 กลุ่มตลาดใหญ่ เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น แอฟริกา เยอรมนี และตุรกี รวมไปถึงสหรัฐ ซึ่งในส่วนของสหรัฐจะเจาะลึกรายมลรัฐ เพราะพบว่ามีศักยภาพซื้อสินค้าไทย แม้ถูกตัดจีเอสพีก็ตาม ขณะที่กระทรวงแรงงานที่ดูแลในเรื่องของแรงงานที่ต้องการให้แรงงานต่างด้าวตั้งสหภาพนั้น กระทรวงแรงงานจะเตรียมทำความเข้าใจกับสหรัฐในเรื่องนี้
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องหารือกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นที่จะต้องกังวล และอย่าเอาเรื่องจีเอสพีไปผูกโยงกับเรื่องสารพิษ เพราะเป็นคนละเรื่อง 
    นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ กล่าวเช่นกันว่า  เป็นเรื่องที่ไทยกับสหรัฐต้องหารือกัน ถ้าไม่พูดคุยกันคงไม่เกิดประโยชน์อะไร โดยนายวิลเบอร์ รอสส์ รมว.พาณิชย์ของสหรัฐจะเดินทางมายังไทย เพื่อเข้าร่วมการประชุม Indo-Pacific Business Forum ในระหว่างประชุมสุดยอดอาเซียนและการประชุมอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง รมว.พาณิชย์ของไทยคงถือโอกาสนี้นัดหมายการหารือกับนายวิลเบอร์ในเรื่องของจีเอสพี
    เมื่อถามว่า สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ต้องไปพูดคุยกับยูเอสทีอาร์ด้วยหรือไม่ นายดอนกล่าวว่า ปกติสถานเอกอัครราชทูตไทยสามารถขอนัดพบเขาได้อยู่แล้ว และเมื่อเกิดข่าวออกมาก็อยู่ในวิสัยที่เราต้องไปหารือกับยูเอสทีอาร์ในเร็วๆนี้ ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ถ้าไม่ไปคุยกันจะถือเป็นเรื่องแปลก แต่คิดว่าอย่าห่วงกังวลต่อกรณีดังกล่าวมากเกินไป เพราะเรื่องจีเอสพีเป็นสิ่งที่ไทยกับสหรัฐได้เจรจากันมานานแล้ว จึงไม่ใช่เรื่องใหม่หรือไม่เคยมีการพูดมาก่อน แต่เมื่อใดก็ตามที่เกิดประเด็นสำคัญ ฝ่ายไทยกับสหรัฐก็สามารถพูดคุยเจรจากันได้อยู่แล้ว 
“ทุกคนไม่ต้องกังวล ข่าวที่ออกมาตอนนี้ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเกี่ยวโยงกับเรื่องต่างๆ จนดูว่ามีความซับซ้อน ทั้งที่จริง ฝ่ายสหรัฐมีกำหนดประกาศเรื่องจีเอสพีในช่วงปลายเดือน ต.ค.หรือต้นเดือน พ.ย.อยู่แล้ว ทุกอย่างมีเรื่องความประจวบเหมาะ ซึ่งหลายเรื่องที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อน มันก็เกิดขึ้น” นายดอนกล่าว
ส่วน ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รมว.แรงงาน กล่าวหลังประชุม ครม.เศรษฐกิจ ว่าได้หารือเรื่องจีเอสพีซึ่งมีความสำคัญมากกว่าเรื่องของแรงงาน โดย พณ.มีหน้าที่ไปเจรจาเรื่องจีเอสพี ขณะที่เรื่องแรงงานไม่ค่อยมีอะไร โดยเรื่องที่สหรัฐต้องการให้ตั้งสหภาพแรงงานต่างด้าวในไทยนั้น เวลานี้เราให้คนต่างด้าวด้อยกว่าคนไทย เพราะหากให้คนไทยเท่ากับต่างด้าวอย่างนี้ก็จะยุ่ง กระบวนการของไทยไม่ได้มาอย่างนั้น เราไม่ได้เป็นประเทศที่เสรีภาพมากมาย กฎหมายของเราไม่ได้เป็นสากล และคิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสากล
ไม่ยอมต่างด้าวตั้งสหภาพ
    “ประเทศใครประเทศมัน ถ้าให้ตั้งแรงงานต่างด้าวเป็นสหภาพแรงงาน เราก็เหนื่อย คนต่างด้าวพูดภาษาไทยไม่ได้แล้วแบบนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร แม้กระทั่งกรณีสหภาพแรงงานที่เป็นคนไทยก็ยังทะเลาะกันเอง และอยู่ดีๆ จะมีต่างชาติล้านคนมาเป็นสหภาพกลุ่มใหญ่ ซึ่งเราผลักดันให้ไม่ได้ แต่ตอนนี้ไม่ได้คิดอะไร จึงได้ตอบยาก ต้องดูก่อนว่ากระทรวงพาณิชย์ของไทยกับสหรัฐจะเจรจาตกลงเรื่องจีเอสพีได้หรือไม่ ถ้าตกลงได้ แต่มีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับแรงงานแล้วมาถามเราว่าทำอะไรได้บ้าง เราจึงจะได้ลงแรงคิดต่อไป” ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าว
    เมื่อถามว่า คิดว่าเรื่องแรงงานเป็นข้ออ้างในการใช้ตัดจีเอสพีหรือไม่ ม.ร.ว.จัตุมงคลกล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น เขามีเงื่อนไขเช่นนี้ 11 ข้อ ซึ่งสหรัฐยังไม่รับเรื่องการให้สิทธิ์แก่แรงงานต่างด้าว เพราะให้สิทธิคนต่างด้าวดีกว่านั้นอยู่แล้วก็ไม่รู้ เพราะไม่เคยไปเป็นคนต่างด้าวที่นั่น และ 2 ข้อที่เขาจะให้เรารับ เราก็รับไม่ค่อยได้ เพราะมันมากกว่าสิทธิ์ของคนไทย
    “ผมไม่อยากพูดว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เป็นกระบวนการ ความเป็นมาของสังคม และกฎเกณฑ์ประเทศ ต่อไปเป็นอย่างไรไม่รู้ วันนี้กฎหมายเราไม่ใช่กฎหมายสากล และความเจริญของประเทศมีระดับหนึ่ง การทะเลาะไม่ค่อยมี เขาต้องการให้คนงานต่างด้าวด่านายได้ เราก็ไม่เห็นว่าจะมีใครให้คนงานด่านายเลย ต่อให้แก้กฎหมายแรงงาน ก็ยังติดกฎหมายอาญา หากจะแก้กฎหมายอาญาเพื่อให้สิทธิ์แรงงานที่เป็นคนของประเทศกลุ่มหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงเรียน ครม. ว่าถ้ามีอะไรช่วยได้นิดๆ หน่อยๆ จะช่วยพยายาม ตอนนี้ก็นั่งคิดอะไรอยู่”
    ทั้งนี้ ภายหลังการประชุม ครม. นายไมเคิล ฮีธ  อุปทูตรักษาราชการสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ได้เดินทางเข้าพบนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่ห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง
    นายไมเคิลกล่าวหลังเข้าพบว่า ความสัมพันธ์ของไทยและสหรัฐช่วงนี้ถือว่าเป็นขาขึ้น จากการที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งกระบวนการจีเอสพีเป็นเรื่องที่มีการตัดสินใจมานานแล้ว ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแบน 3 สารพิษของไทย นี่คือหัวใจที่สหรัฐได้คุยกับนายสมคิด  
    “การตัดจีเอสพีไทยนั้นพูดคุยกันมานานแล้ว และจีเอสพีเป็นสิทธิพิเศษที่ไทยได้รับมานานกว่า 30 ปี แม้จะถูกตัดสิทธิ์ไปแล้ว แต่ไทยก็ยังคงได้รับสิทธิพิเศษสูงที่สุดมากกว่าประเทศใดในโลกในปัจจุบัน ดังนั้นจะหารือกับทางรัฐบาลไทยในข้อกฎหมายต่างๆ ในเรื่องของแรงงานว่าจะดำเนินการร่วมกันอย่างไร ทั้งนี้ การตัดสิทธิ์จีเอสพีมีผลกระทบไม่มาก ตัวเลขไม่เยอะ และกระบวนการนี้ยังไม่ถือว่าสิ้นสุด” นายไมเคิลกล่าว 
    ส่วนนายสมคิดกล่าวว่า คณะของสหรัฐจะมาร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 ในระหว่างวันที่ 31 ต.ค.-4 พ.ย. จึงพยายามเตรียมการทุกอย่างให้สมบูรณ์ เพราะต้องการมาลงทุนในไทย และจะลงพื้นที่ในโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) นอกจากนี้ยังจะหารือถึงเรื่องจีเอสพี ซึ่งนายไมเคิลระบุว่า การตัดสิทธิ์จีเอสพียังไม่ถึงที่สุด และมีมูลค่าไม่มากนักหรอก แต่ว่าสิ่งเหล่านี้น่าจะพูดคุยกันและสื่อสารกัน โดยนายไมเคิลย้ำว่าการตัดจีเอสพีเกิดขึ้นในช่วงที่คณะของสหรัฐกำลังเดินทางมาไทย เป็นช่วงเวลาบังเอิญ และเมื่อยังไม่ถึงที่สุดอยู่ที่การพูดจากัน
    เมื่อถามว่า ในเรื่องแรงงานสหรัฐได้ขอความร่วมมืออย่างไรบ้าง นายสมคิดกล่าวว่า เขาไม่ได้ขอ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่เราบอกว่าใน 7 ข้อ ให้ไปตั้ง 4 ข้อแล้ว อีก 3 ข้อค่อยคุยกัน เขาก็เข้าใจ ซึ่งเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย พูดแต่ว่าอนาคตจะร่วมมือกันอย่างไร ส่วนเรื่องจีเอสพี กระทรวงพาณิชย์ต้องหารือกับตัวแทนยูเอสทีอาร์ ซึ่งอยู่ที่การสื่อความให้เขาทราบ และบอกว่าเราเป็นมิตรที่ดีมีกลุ่มต่างๆ จำนวนมากตั้งใจไปลงทุนประเทศเขาด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาโดยรวม อย่าพิจารณาเป็นชิ้นๆ อย่างไรก็ตาม นายไมเคิลมีบรรยากาศที่เป็นมิตรภาพสูง ซึ่งจริงๆ แล้วไทยเลยเวลาที่จะเป็นจีเอสพีมานานแล้ว จีเอสพีมีไว้สำหรับประเทศที่ด้อยพัฒนา เป็นความช่วยเหลือกันมาตั้งแต่ดั้งเดิม ส่วนไทยนั้นพัฒนาแล้ว เพียงแต่เราเป็นเพื่อนกัน ก็เก็บไว้ก่อนสิ จะรีบร้อนไปทำไม
เฮียกวงอบรมหญิงหน่อย
    เมื่อถามว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุว่าต้องการให้เจรจาแบบคู่ค้าที่เท่าเทียมกัน ไม่ใช่ลูกไล่ นายสมคิดกล่าวว่า เรื่องมิตรภาพเป็นเรื่องสำคัญ ต้องไม่เอาสิ่งเหล่านี้มาเป็นประเด็นการเมือง อย่าลืมว่า ทั้งสหรัฐ จีน และญี่ปุ่น เป็นประเทศใหญ่ การที่เราสร้างสัมพันธ์ได้เป็นสิ่งที่ดี ส่วนอะไรที่ไม่เป็นธรรม เราต้องเจรจากับเขาว่าเราทำเต็มที่แล้ว ต้องเกื้อกูลกัน ต้องเป็นเหตุเป็นผล และการที่นายไมเคิลมาเข้าพบ เขาก็ให้เกียรติทุกอย่าง รวมถึงหวังอย่างยิ่งว่าคณะที่มาจากสหรัฐจะได้เข้าพบนายกฯ
    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงผลประชุม ครม.ว่า ที่ประชุมรับทราบกรณีที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี โดย ครม.เศรษฐกิจได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศ, กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ ตั้งคณะทำงาน และหาช่องทางยื่นเรื่องให้สหรัฐทบทวนการเรื่องดังกล่าวและทำการคืนสิทธิ์ให้กับไทย ขณะเดียวกันได้สั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมการร่วมกับภาคเอกชน เพื่อหาช่องทางในการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเร่งหาตลาดเพิ่มขึ้น รวมถึงเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการ โดยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออก ซึ่งกำหนดตลาดใหม่ที่สำคัญไว้ใน 10 ประเทศ รวมถึงสหรัฐ
    ส่วน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า รัฐบาลควรให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับประชาชน และควรหาทางเจรจากับสหรัฐเพื่อขอคืนสิทธิจีเอสพี เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลายประเทศก็เคยเจรจาจนได้รับสิทธิคืนมาแล้ว ที่สำคัญคือ พล.อ.ประยุทธ์ควรให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่พี่น้องประชาชนกับสิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลไม่ควรปัดความรับผิดชอบ เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับประชาชนและผู้ประกอบการ
         นายศราวุธ เพชรพนมพร รองเลขาธิการพรรค พท. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในส่วน กมธ.จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมสัปดาห์หน้า โดยเราต้องการทราบว่าการที่สหรัฐตัดสิทธิ์จีเอสพี มีอะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริง เพราะจากคำกล่าวของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าถูกตัดสิทธิ์ เพราะเราเติบโตและพัฒนาเร็วเกินไปนั้น เห็นว่าไม่น่าจะใช่เหตุผลที่ถูกต้อง 
    “ช่วงระยะเวลาที่เหลืออีก 6 เดือน ก่อนถูกตัดสิทธิ์ รัฐบาลต้องหาทางเจรจากับสหรัฐ เพราะหลายประเทศที่ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีก็เดินหน้าเจรจาสำเร็จมาหลายประเทศแล้ว ที่สำคัญรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องหามาตรการเยียวยาผู้ประกอบการส่งออกที่จะได้รับผลกระทบ โดย กมธ.จะเชิญกรมการค้าระหว่างประเทศและกระทรวงการต่างประเทศมาหารือเพื่อหามาตรการเยียวยากลุ่มผู้ประกอบการด้วย” นายศราวุธกล่าว.


โทษทีเถอะ.... มัวไปนอนเล่นที่โรงพยาบาลซะ ๒ วัน เรื่อง "ตำรวจ-อัยการ" สั่งไม่ฟ้อง "นายบอส เรดบูล" เลยเหมือนผม "สับไกค้าง"

ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?