ชัยวัฒน์มอบตัวสู้ DSIปัดกลั่นแกล้ง


   

    "ชัยวัฒน์" นำลูกน้องรวม 4 คน มอบตัวดีเอสไอสู้คดีอุ้มฆ่าบิลลี่ ยันเป็น ขรก.มีศักดิ์ศรีไม่หนี พร้อมปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ข้องใจโดนฟ้องศาลคดีอาญาทุจริตฯ "ไพสิฐ" ระบุทำตามพยานหลักฐานไม่ได้กลั่นแกล้ง "พงส." คุมต้องส่งศาลฝากขังผลัดแรก 12 วัน "เมียบิลลี่" ค้านประกันกลัวขู่พยาน สุดท้ายศาลให้ปล่อยตัวชั่วคราว ตีหลักทรัพย์คนละ 8 แสนบาท "ชุด DSI" บุกค้นไร่อดีตหัวหน้าฯ แก่งกระจาน ที่ จ.เพชรบุรีใช้โดรนสำรวจใต้บ่อน้ำขนาดใหญ่หาหลักฐานสำคัญ "นายกฯ" ย้ำทุกอย่างว่ากันตามกฎหมาย
    ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) วันที่ 12 พ.ย. เวลา 10.00 น. นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 9(อุบลราชธานี), นายบุญแทน บุษราคำ, นายธนเสฏฐ์ หรือนายไพฑูรย์ แช่มเทศ และนายกฤษณพงษ์ จิตต์เทศ ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีอุ้มฆ่านายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านโป่ง-บางกลอย เดินทางมาพบพนักงานสอบสวนดีเอสไอเพื่อเข้ามอบตัวตามหมายจับดังกล่าว 
    นายชัยวัฒน์กล่าวว่า มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อดูหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง ทำไมถึงเร่งรีบสอบสวนภายใน 6 เดือน ซึ่งทราบสาเหตุเรื่องราวทั้งหมด พบหัวกะโหลก ดีเอ็นเอ จนถึงขนาดขอศาลอาญาคดีทุจริตออกหมายจับในข้อหาทำร้ายผู้อื่นจนเสียชีวิต ทั้งๆ ที่ศาลอาญาทุจริตฯ ชื่อก็บอกอยู่ว่ามีอำนาจสอบสวนคดีทุจริต ไม่ใช่คดีอาญา โดยหลังเข้าพบพนักงานสอบสวน ได้เห็นหลักฐานดีเอ็นเอและหัวกะโหลก จะเปิดเผยทุกเรื่องว่าเป็นอย่างไร 
    “ผมและลูกน้องพร้อมจะสู้ ไม่คิดหนีไปไหน เพราะครอบครัวทุกคนอยู่ที่นี่ ผมเป็นข้าราชการ รักเกียรติ รักศักดิ์ศรี จะให้ความร่วมมือกับดีเอสไอ ผมกับลูกน้องทุ่มเทรักษาป่ามาตลอดชีวิต รักสถาบัน แต่ต้องมายืนอยู่ตรงนี้เพราะข่าวที่สื่อสร้างเรื่องราวทำให้ผมได้รับความเสียหาย ทุกคนยังไม่รู้ว่าอะไรจริง อะไรเท็จ ข่าวที่นำเสนอออกไปทำให้ผม ครอบครัว และสถาบัน กลายเป็นผู้ร้ายในโลกโซเชียล ผมในฐานะผู้พิทักษ์ป่าไม้ ไม่ว่าจะข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ใหญ่แค่ไหน ถ้าผมยังยืนอยู่ ผมสอยร่วงทุกคนแน่นอน”นายชัยวัฒน์กล่าว
    จากนั้นพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้นำหมายจับมาแจ้งให้นายชัยวัฒน์และพวกรวม 4 คนรับทราบข้อกล่าวหา ก่อนนำตัวขึ้นไปยังห้องสอบสวนทันที
    มีรายงานว่า พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้แยกห้องสอบปากคำผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย โดยมีเจ้าหน้าที่นิติกร กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ร่วมฟังการสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนได้ตั้งประเด็นคำถามสอบถามนายชัยวัฒน์กับพวกมากกว่า 10  ประเด็น เริ่มตั้งแต่วันเกิดเหตุจับตัวนายบิลลี่ไปอยู่ที่ไหน ทำอะไร ไปจนถึงเวลาปล่อยตัวนายบิลลี่ และยังสอบถามว่ารู้จักนายบิลลี่ หรือไม่ โดยในช่วงแรกของการสอบสวนนายบุญแทน, นายธนเสฏฐ์ หรือไพฑูรย์ และนายกฤษณพงษ์ ได้เล่าเหตุการณ์ที่เป็นประโยชน์ แต่เมื่อทนายความได้เข้ามาพูดคุย ผู้ต้องหาทั้ง 3 รายก็กลับคำให้การ และไม่ขอให้การใดๆ ในชั้นสอบสวน โดยจะขอต่อสู้และให้การในชั้นศาลแทน  
    ทั้งนี้ บรรยากาศในการสอบสวนพบว่าผู้ต้องหาทั้ง 3 รายมีความเครียด ระหว่างการสอบสวนได้ขอสูบบุหรี่เป็นระยะๆ
มั่นใจพยานหลักฐานมัด
    พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า คดีนี้ดีเอสไอสอบปากคำพยานบุคคลไปแล้วกว่า 100 ปาก ในสำนวนคดียังมีวัตถุพยานนิติวิทยาศาสตร์ ภาพจากกล้องวงจรปิด พยานหลักฐานทางเทคนิค และบันทึกการใช้โทรศัพท์ รวมทั้งสำนวนคดีจากสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ที่พบว่านายชัยวัฒน์จับตัวนายพอละจีหรือบิลลี่ไป แต่ไม่มีหลักฐานในการปล่อยตัว และนายบิลลี่ก็ได้หายตัวไป
     "นายชัยวัตน์ยังมีข้อพิพาทกับกลุ่มกะเหรี่ยงในพื้นที่ และเป็นคู่กรณีขัดแย้งกันมาตลอด ทั้งปัญหาที่อยู่อาศัย ปัญหาผู้นำชุมชนที่ถูกยิง และยังมีข้อมูลจากศาลปกครองที่มีคำสั่งให้ชดใช้บ้านเสียหายกะเหรี่ยงที่ถูกเผา" พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว
    อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า สำหรับประเด็นการสอบสวน จะเน้นการเชื่อมโยงหลักฐานที่มีทั้งหมด แต่ยังไม่ขอเปิดเผยในรายละเอียด ส่วนจะมีการออกหมายเรียกหรือหมายจับผู้ใดอีกหรือไม่ ต้องดูพยานหลักฐาน ซึ่งยืนยันดีเอสไอไม่ได้กลั่นแกล้งผู้ใด แต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนและพยานหลักฐานที่มี
    ต่อมาพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้คุมตัวนายชัยวัฒน์พร้อมพวกรวม 4 คนเดินทางไปขออำนาจศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางฝากขังผลัดแรก หลังสอบปากคำทั้งหมดนานกว่า 4 ชม. โดยระหว่างเจ้าหน้าที่คุมตัวนายชัยวัฒน์และพวกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดออกมา นายชัยวัฒน์บอกเพียงสั้นๆ ว่า "จะไปขอยื่นประกันตัวในชั้นศาล" ก่อนถูกคุมตัวขึ้นรถออกไปทันที
    พ.ต.ท.ปกรณ์ สุชีวกุล รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งพฤติการณ์ของผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา และไม่ได้ใช้สิทธิขอปล่อยตัวชั่วคราวในชั้นสอบสวน ทางพนักงานสอบสวนจึงนำตัวไปขออำนาจศาลฝากขัง ซึ่งพนักงานสอบสวนจะคัดค้านการประกันตัว ส่วนจะยื่นประกันตัวในชั้นศาลหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้ต้องหา
    ถามว่า นายชัยวัฒน์ตั้งข้อสังเกตข้อหาที่ถูกแจ้งเป็นคดีอาญาแต่เพราะเหตุใดถึงขอหมายจับที่ศาลคดีอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ต.ท.ปกรณ์กล่าวว่า เนื่องจากเป็นการทุจริตในหน้าที่ราชการ ประพฤติโดยมิชอบ 
    "วันนี้ดีเอสไอเข้าตรวจค้น 4-5 จุดในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในคดี ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่คดีนี้ดีเอสไอไม่ได้ตั้งธงหรือพุ่งเป้าไปที่ใคร ทุกอย่างว่าเป็นไปตามพยานหลักฐาน" รองอธิบดีดีเอสไอกล่าว
    เวลา 14.25 น. พนักงานสอบสวนนำนายชัยวัฒน์พร้อมพวก เดินทางมาถึงศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติกลาง ถ.นครไชยศรี มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรกเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 12-23 พ.ย.นี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบพยานบุคคลอีก 10 ปาก และรอผลตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาและอื่นๆ โดยการฝากขังนี้พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 ด้วย 
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายชัยวัฒน์ลงจากรถตู้ของดีเอสไอ สื่อมวลชนหลายสำนักต่างสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งนายชัยวัฒน์ตอบสั้นๆ ยืนยันความบริสุทธิ์ว่าไม่ได้ทำ โดยส่วนตัวไม่กังวลในเรื่องของคดีความ เพราะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว และกำลังจะขอยื่นประกันตัว โดยตนเตรียมใช้เอกสารรับรองจากกรมอุทยานฯ ที่จะใช้ตำแหน่งตนเองมายื่นเป็นหลักทรัพย์ด้วย
    ต่อมาเวลา 15.30 น. ศาลได้เปิดห้องพิจารณาคดีที่ 8 เพื่อพิจารณาคำร้อง โดยมีผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมด้วยพนักงานสอบสวนดีเอสไอและ น.ส.พิณนภา หรือมึนอ พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจแทนบุตรสาวโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสี่ ร่วมรับฟังการพิจารณาคำร้องฝากขัง
    ศาลสอบถามพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับคำร้องแล้ว ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 นายพอละจีได้ขี่รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียน ขพง 988 เพชรบุรี บรรทุกน้ำผึ้งป่าจากบ้านพักใน ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี นำไปส่งให้นายธีระ โชควิบูลย์ ที่สั่งไว้ ตามเส้นทางมายังที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พบว่าเมื่อมาถึงด่านตรวจเขามะเร็ว นายเกษม ลือฤทธิ์ และเจ้าหน้าที่อีก 2 นายได้ตรวจพบน้ำผึ้ง จึงแจ้งให้นายชัยวัฒน์ ผู้ต้องหาที่ 1 รับทราบ แล้วได้ขับรถยนต์ส่วนตัว หมายเลขทะเบียน ยล 7821 เพชรบุรี มาพร้อมผู้ต้องหาอีก 3 คน เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุ พร้อมอาวุธปืน ได้ควบคุมตัวนายพอละจี พร้อมน้ำผึ้งของกลางขึ้นรถยนต์โดยไม่ได้ส่งพนักงานสอบสวน แต่อ้างว่าได้ปล่อยตัวระหว่างทาง
    ต่อจากนั้นมารดา, ภรรยา และญาตินายพอละจี ได้ยื่นร้องทุกข์ต่อตำรวจ ขอให้ติดตามตัวนายพอละจี เพราะหาตัวนายพอละจีไม่พบ กระทั่งเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2562 ดีเอสไอได้ร่วมกับศูนย์วิจัยฯ  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ใช้ยานสำรวจใต้น้ำบริเวณสะพานแขวน พบวัตถุทรงเหลี่ยม จึงดำน้ำแล้วนำเอาถังน้ำมันขึ้นมา ซึ่งในถังมีชิ้นส่วนกระดูกมนุษย์ จำนวน 20 ชิ้น จึงได้ทำการส่งตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ผลตรวจสารพันธุกรรมสอดคล้องกับนางโพละจี มารดาของนายพอละจีจึงสันนิษฐานได้ว่าเป็นของนายพอละจี ต่อมาดีเอสไอจึงได้ขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เมื่อวันที่ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา และผู้ต้องหาทั้ง 4 ได้มามอบตัวในวันนี้ (12 พ.ย.) โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไอยังดำเนินการสอบสวนเสร็จสิ้น ต้องสอบปากคำพยานบุคคลอีก 10 ปาก และตรวจสอบลายนิ้วมือ กับรวบรวมหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ จึงต้องขอฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 4 ไว้เป็นเวลา 12 วัน
    ศาลสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้านกระบวนการขอฝากขัง ศาลพิจารณาคำร้องแล้วจึงอนุญาตฝากขังได้ ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 4 คน ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นเงินสดคนละ 500,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้ 
    ขณะที่ น.ส.พิณนภา หรือมึนอ ภรรยาของบิลลี่ เป็นผู้รับมอบอำนาจบุตรสาวโดยชอบธรรม อายุ 15 ปี ยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัว ระบุเหตุผลว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คนถูกดำเนินคดีร้ายแรง นับตั้งแต่นายพอละจีถูกผู้ต้องหาทั้ง 4 คนควบคุมตัวเมื่อวันที่ 17 เม.ย.2557 กระทั่งหายตัวไป ซึ่งระหว่างการตามหาตัวนายพอละจีได้ขอให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยเหลือ และยังมีชาวบ้านในหมู่บ้านที่เกี่ยวข้องกับนายพอละจีถูกคุกคามข่มขู่จากคนที่อ้างว่าเป็นลูกน้องของผู้ต้องหา ซึ่งทำงานอยู่ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 2 คน โดยชาวบ้านที่ถูกคุกคามข่มขู่ล้วนเป็นคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่นายพอละจีออกมาร้องเรียน ผู้ร้องจึงขอคัดค้านการให้ประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน เพราะเกรงว่าหากปล่อยตัวแล้วจะเข้ายุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานได้ รวมทั้งเกรงว่าครอบครัวของนายพอละจีจะไม่ปลอดภัย
    กระทั่งเวลา 17.30 น. ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลางได้มีคำสั่งเรื่องการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหา โดยพิจารณาคำร้องขอปล่อยชั่วคราวและหลักทรัพย์ที่ผู้ต้องหาทั้ง 4 คนยื่นซึ่งเป็นเงินสดแล้ว อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้ง 4 คน โดยตีราคาประกันคนละ 800,000 บาท
    ต่อมา เวลา 19.00 น. ภายหลังได้รับการประกันตัว นายชัยวัฒน์ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจากนี้ตนพร้อมที่จะสู้คดีในชั้นศาลในวันที่ 16 พ.ย.นี้ ตนจะเดินทางไปที่สะพานแขวนเพื่อสาบานยืนยันความบริสุทธิ์ ซึ่งหากใครทำในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำ ก็ขอให้บุคคลนั้นมีอันเป็นไป ตนพร้อมที่จะสู้แบบเปิดหน้า ขออย่ามองคดีนี้เป็นเพียงประเด็นดราม่า ส่วนตัวคิดมาตลอดว่าอาจจะมีประเด็นเรื่องการถูกกลั่นแกล้งจากที่ตนได้ทำงานมาซึ่งมีการจับกุมคดีใหญ่ๆ หลายคดี
    สำหรับการประกันตัวทั้ง 4 ผู้ต้องหา ศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามผู้ต้องหาทั้ง 4 คนเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลด้วย และให้ผู้ต้องหาทั้ง 4 มารายงานตัวต่อศาลในวันที่ 25 พ.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันครบกำหนดฝากขังครั้งแรก
ดีเอสไอบุกค้นไร่"ชัยวัฒน์"
    วันเดียวกัน ตั้งแต่ช่วงเช้า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอพร้อมกำลังตำรวจภูธรภาค 7 และตำรวจภูธรในพื้นที่ ได้นำกำลังเข้าตรวจค้นในพื้นที่บริเวณไร่ชัยราชพฤกษ์ ต.สองพี่น้อง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังศาลอนุมัติหมายจับนายชัยวัฒน์พร้อมพวกรวม 4 คน ในคดีอุ้มฆ่านายบิลลี่ โดยมีนายไพโรจน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้ดูแลไร่ดังกล่าวได้อนุญาตให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจค้น
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตรวจค้นเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่ของไร่ชัยราชพฤกษ์โดยเด็ดขาด รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย โดยมีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอคอยยืนควบคุมอยู่บริเวณประตูทางเข้าไร่ 
    มีรายงานด้วยว่า ชุดปฏิบัติการพิเศษและพนักงานสอบสวนจากศูนย์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านไร่ชัยราชพฤกษ์ของนายชัยวัฒน์ นอกจากการตรวจค้นภายในอาคารที่พัก ดีเอสไอยังได้นำโดรนฟินิกส์บินสำรวจเก็บหลักฐานทางอากาศทั่วบริเวณเนื้อที่ 200 ไร่ของบ้านไร่ชัยราชพฤกษ์ รวมทั้งนำโดรนสำรวจใต้น้ำเข้าตรวจหลักฐานในบ่อน้ำขนาดใหญ่ภายในไร่ชัยราชพฤกษ์
    "เบื้องต้นจากการนำพิกัดภาพถ่ายทางอากาศมาเปรียบเทียบกับดีซีแมป (DSI MAP) พบว่าที่ตั้งของไร่ชัยราชพฤกษ์อยู่ภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่ายางน้ำกลัดเหนือและป่ายางน้ำกลัดใต้ ซึ่งกันเป็นพื้นที่ปลูกป่าในโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ" แหล่งข่าวจากดีเอสไอระบุ
    ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งอยู่ระหว่างการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.กาญจนบุรี กล่าวถึงคดีนายชัยวัฒน์และพวกว่า ตนคงไปสั่งการในเรื่องของกฎหมายไม่ได้ ฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมจะเป็นผู้ตัดสิน ทุกอย่างจะต้องไปตามวัตถุพยาน พยานหลักฐาน พยานบุคคล ก็ว่าไปตามขั้นตอน 
    "การที่จะไปตรวจบ้านพักหากเป็นขั้นตอนตามกฎหมายเขาก็สามารถตรวจสอบได้ ถือเป็นเรื่องของกระบวนการ ผมไม่มีส่วนไปเกี่ยวข้อง ถ้าผิดก็ว่ากันไปตามผิด ผมไม่ไปช่วยเหลือใครทั้งสิ้น" นายกฯ กล่าว.


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'