นับถอยหลัง 20 พ.ย. ศาล รธน. ตัดสินคดี “ธนาธร” รอด-ไม่รอด และผลที่ตามมา


เพิ่มเพื่อน    

 

กลางสัปดาห์หน้านี้ คือวันพุธที่ 20 พ.ย. จะได้รู้กันแล้วว่า ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะได้กลับมาทำหน้าที่เป็น ส.ส.อย่างเต็มตัวอีกครั้งหลังหยุดพักการปฏิบัติหน้าที่มาร่วมหกเดือน หรือสุดท้ายจะไม่รอดถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิการเป็น ส.ส. ในคดีถือหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง จนทำให้ธนาธรกลายเป็นอดีต ส.ส.ที่เคยเข้าประชุมสภาแค่นัดเดียว ไม่กี่นาทีตอนโหวตเลือกประธานสภาฯ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่เคยได้กลับเข้าห้องประชุมสภาอีกเลย เพราะถูกศาล รธน.ตัดสิทธิการเป็น ส.ส. จะทำได้ก็แค่การเป็นกรรมาธิการวิสามัญชุดต่างๆ  เช่น กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ 2563 ที่ธนาธรเป็นอยู่อย่างในปัจจุบัน

            เส้นทางการเมืองของธนาธรดังกล่าวก็จะได้รู้กันเสียที กับการลงมติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 เสียง ที่จะลงมติชี้ขาดคำร้องดังกล่าว ในวันพุธนี้ 20 พ.ย.

           อันพบว่า ถึงขณะนี้ ธนาธร ยังเชื่อมั่นว่าคำร้องคดีนี้ เขาและทีมกฎหมายพรรคอนาคตใหม่แจงได้ทุกประเด็น เคลียร์ได้ทุกข้อสงสัย ทั้งข้อสงสัยจากสื่อ-สังคม รวมถึงตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีการเปิดฉากไต่สวนคำร้อง เรียกธนาธรกับคนในครอบครัว ทั้งมารดาและภรรยา มาเบิกความเมื่อ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยพบว่าฝ่ายธนาธรยังเชื่อมั่นระดับหนึ่ง มีโอกาสรอด แม้ต่อให้ยามนี้ผู้คนที่สนใจข่าวแวดวงการเมืองส่วนใหญ่จะมองว่า ธนาธร-รอดยาก ก็ตามที

ทั้งนี้ คำร้องคดีธนาธรดังกล่าวคือคำร้องคดีถือหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.ของธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ต้องสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ กรณีถือครองหุ้นสื่อมวลชน บริษัท วี-ลัค มีเดีย ซึ่งเข้าลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งพอ กกต.ส่งคำร้องมา ก็พบว่าคดีนี้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องนานกว่าที่หลายฝ่ายคาดคิด เพราะนับจากวันที่ศาล รธน.รับคำร้อง คือ เมื่อ 23 พ.ค. และนัดอ่านคำวินิจฉัย วันที่ 20 พ.ย. เท่ากับใช้เวลาร่วม 6 เดือน อีกทั้งยังมีการเปิดห้องพิจารณาไต่สวนคำร้อง โดยเรียกพยานบุคคลที่ส่วนใหญ่ก็คือพยานฝ่ายผู้ถูกร้อง (ธนาธร) มาไต่สวนถึง 10 ปาก

                ทั้งที่ก่อนหน้านี้บางฝ่ายมองว่าศาลรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาตัดสินคำร้องคดีธนาธรได้เร็ว เพราะมองว่าคดีดังกล่าวมีการกลั่นกรอง-ทำสรุปสำนวนเบื้องต้นมาแล้วจาก  กกต.ที่มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวน กลั่นกรองสำนวน พิจารณาข้อกฎหมายชงมาให้ กกต.ใหญ่แล้ว จน กกต.ใหญ่ที่ส่วนใหญ่เป็นนักกฎหมาย ลงมติให้ส่งคำร้องคดีดังกล่าวมายังศาล รธน.

ผนวกกับมองว่า จากหนังสือ บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5) ที่บริษัท วี-ลัคฯ ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังปรากฏชื่อธนาธรเป็นผู้ถือหุ้น ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงวันที่ 21 มีนาคม 2562 ซึ่งก็คือถือไว้จนถึงก่อนหน้าการเลือกตั้ง 24มีนาคม เพียงแค่ 3 วัน แต่ธนาธรไปยื่นสมัครลงรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ต่อ กกต.เมื่อ 4 ก.พ. กกต.จึงมองว่าธนาธรมีคุณสมบัติต้องห้าม การลงสมัคร ส.ส.เพราะถือหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง จึงส่งคำร้องไปยังศาล รธน.ดังกล่าว

            ด้วยมุมมองว่า หนังสือ บอจ.5 ดังกล่าว ที่เป็นหนังสืออย่างเป็นทางการ เป็นพยานลายลักษณ์อักษรอย่างดี ทำให้ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายจึงมองว่าคดีธนาธรน่าจะจบเร็ว แต่สุดท้ายก็อย่างที่เห็น ศาล รธน.ใช้เวลาในการพิจารณาคำร้องคดีธนาธรกินเวลาเกือบหกเดือน และยังเปิดโอกาสให้ธนาธรขึ้นเบิกความ เมื่อ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา พร้อมกับเรียกพยานบุคคลที่อยู่ในฝั่งธนาธรมาเบิกความ เช่น นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร-นางรวิพรรณ ภรรยาธนาธร และชัยสิทธิ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร เป็นต้น

ที่ส่วนใหญ่ก็เบิกความไปในทางเดียวกันคือ ธนาธร ได้มีการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ รวมถึงบริษัทอื่นๆ อีกร่วม 14 บริษัท ให้กับนางสมพร มารดา และน้องชาย เมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่เป็นวันก่อนยื่นลงสมัครรับเลือกตั้ง ไม่ใช่ 21มี.ค. แต่อย่างใด

การที่ศาล รธน.ให้โอกาสการสู้คดีต่อธนาธรมากถึงเพียงนี้ ซึ่งถ้าศาล รธน.ยกคำร้อง ธนาธรชนะคดี เรื่องก็คงจบเร็ว ไม่เกิดการสร้างกระแสไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาล รธน.ตามมา แต่หากตรงกันข้าม ธนาธรไม่รอด ก็มีการมองกันว่า อาจมีการสร้างกระแส ธนาธร-อนาคตใหม่ อยู่-ไม่เป็น จึงโดนสกัด

โดยในช่วงนับถอยหลังก่อนถึงวันชี้ชะตา 20 พ.ย. หากถอดรหัสความคิด ความเชื่อมั่นของธนาธร พบว่าเขาก็ยังแสดงออกว่าตัวเองจะรอดในคดีดังกล่าว เพราะเชื่อว่า  แนวทางการต่อสู้คดี ของตนเองในชั้น กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ เคลียร์ทุกประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของบริษัท วี-ลัคฯ ที่เลิกกิจการ เลิกจ้างพนักงาน เลิกผลิตนิตยสารในเครือบริษัท วี-ลัคฯ ก่อนวันยื่นลงสมัคร ส.ส. คือทุกอย่างจบสิ้นในช่วงเดือน พ.ย.ธ.ค.2561 ดังนั้น เมื่อบริษัท วี-ลัคฯ เลิกกิจการ ไม่มีรายได้เข้าบริษัท ความเป็นนิติบุคคล จึงสิ้นสุดสภาพไปแล้ว จึงย่อมไม่ถือว่าครอบครองหุ้นสื่อก่อนเลือกตั้ง

แต่ประเด็นสำคัญในข้อต่อสู้ของ ธนาธร ในคดีนี้ก็คือ เรื่อง วัน-เวลา-สถานที่ในการโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ให้กับมารดาและน้องชาย ที่ธนาธรเบิกความต่อศาล รธน.และแจงหลายครั้งว่า ได้ทำธุรกรรมโอนหุ้นดังกล่าวเมื่อวันที่ 8 ม.ค. ที่บ้านพักส่วนตัว หลังเดินทางกลับจากการไปหาเสียงที่บุรีรัมย์ และเป็นธุรกรรมซึ่งเกิดขึ้นก่อนยื่นลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.เมื่อ 4 ก.พ. ไม่ใช่ 21 มี.ค.หลังยื่นใบสมัครลงรับเลือกตั้งแต่อย่างใด

เรื่องวันที่ 20 พ.ย.ที่จะถึง ผมก็มั่นใจว่า ถ้าดูจากเอกสารแวดล้อม บริษัทที่ไม่มีผลิตภัณฑ์ ไม่มีพนักงาน ไม่ใช่บริษัททำสื่อแน่ เพราะบริษัทปิดตัว

ผมจึงไม่มีเจตนา เพราะบริษัทเลิกทำก่อนจะมีการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาการเลือกตั้ง ส.ส.เสียอีก ซึ่งสำหรับผม ไม่เคยเครียดกับเรื่องนี้ เพราะมั่นใจมาก(ธนาธร-17 พ.ย.)

ทั้งนี้ คำร้องดังกล่าวของ กกต. เป็นแค่เรื่องการให้ตัดสิทธิการเป็น ส.ส.ของธนาธรเท่านั้น นั่นหมายถึงหากศาล รธน.ยกคำร้อง ธนาธรก็กลับมาเป็น ส.ส.เต็มตัว และอาจได้เห็นเขาปล่อยของ หลังอัดอั้นมานาน ด้วยการเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่จะลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้

แต่หากผลของคำวินิจฉัยของศาล รธน.ออกมาในทางไม่เป็นคุณกับธนาธร คือโดนศาล รธน.ตัดสิทธิการเป็นส.ส. นั่นหมายถึง เขาก็จะพ้นสภาพการเป็น ส.ส.อย่างเป็นทางการทันทีหลังการอ่านคำวินิจฉัยกลางเสร็จสิ้นลง ส่วนผลต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป ต้องดูรายละเอียดทั้งหมดในคำวินิจฉัยกลางที่จะเขียนออกมาตาม มติเสียงข้างมากของที่ประชุมตุลาการศาล รธน. ที่จะลงมติในช่วงเช้าวันพุธที่ 20 พ.ย.

โดยหากคำวินิจฉัยของศาล รธน. มีการระบุในลักษณะว่า ศาล รธน.เชื่อหรือเห็นว่าธนาธรมีเจตนาหรือจงใจ ในการลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ทั้งที่รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ เพราะถือหุ้นสื่อก่อนเลือกตั้ง อันเท่ากับเป็นการทำผิด พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.

ก็ต้องดูว่า กกต.จะขยายผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวหรือไม่ เพราะพบว่า ใน พ.ร.บ.เลือกตั้ง มาตรา 151 มีการบัญญัติว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้นมีกําหนดยี่สิบปี

ขณะที่เรื่องการยื่นยุบพรรคอนาคตใหม่ได้หรือไม่ ก็พบว่า ในมาตรา 132 (3) ของ พ.ร.บ.เลือกตั้ง ส.ส. ก็มีบทบัญญัติที่มีเนื้อหาโดยสรุปว่า หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรครู้เห็น ปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทํานั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรมให้ กกต.เสนอคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นด้วย

แต่ทว่ากว่าจะไปถึงขั้นตอนตัดสิทธิการเมืองธนาธร ยาวร่วมยี่สิบปี หรือถึงขั้นยื่นคำร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ฝ่ายธนาธรพยายามโต้แย้งตลอดว่า คนที่พูดเรื่องนี้เข้าใจผิด ซึ่งกว่าจะไปถึงจุดนั้นได้ ลำดับแรก ไม่ต้องอะไรมาก รอดูคำวินิจฉัยของศาล รธน.วันที่ 20 พ.ย.กันก่อนว่าจะบานปลายไปถึงขั้นนั้นได้หรือไม่

เส้นทางการเมืองของธนาธร-การเป็น ส.ส.ของหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จะดวงดับ อับแสง หรือจะถูกปลดปล่อย ได้กลับมาเป็น ส.ส.เต็มตัวเสียที รอติดตามมติที่ประชุมตุลาการศาล รธน. 20 พ.ย.นี้.

.............................................

 


วานซืน....... ๑๒๐ คณาจารย์ โผลหัวจากง่ามตูดเพนกวิน ออกมาหนุน ๑๐ ข้อเสนอ "ล้มสถาบันกษัตริย์" ที่เวทีธรรมศาสตร์ ของฮองเฮาเกศินี ที่นายปริญญาเป็นโปรโมเตอร์ เมื่อ ๑๐ สิงหา.

'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?