‘ทอน’ดิ้นเฮือกสุดท้าย ส่งทนายฟ้อง7กกต.-สื่อ‘ช่อ’ปลุกมวลชน20พ.ย.


เพิ่มเพื่อน    

  ดิ้นเฮือกสุดท้าย "ธนาธร" ส่งทนายร้องศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เอาผิด กกต.ทั้ง 7 คน โทษฐานทำคดีหุ้น วี-ลัค มีเดีย เร็วเกินไป เหมือนรู้ล่วงหน้าว่าแพ้ "ช่อ" ปลุกม็อบ! เผย 20 พ.ย.นี้จะมีมวลชนไปให้กำลังใจ "ทอน" ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ถึงขั้นลงถนนแต่คงมีอารมณ์กันนิดหน่อย 
    เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 18 พฤศจิกายน ที่พรรคอนาคตใหม่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ แถลงว่า ในวันที่ 20 พ.ย.นี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยในคดี บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งในวันนี้นายธนาธรได้มอบหมายให้ทีมทนายความไปยื่นต่อศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฟ้องร้อง กกต.ทั้ง 7 คน โดยพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้ฟ้องร้อง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต.ตามที่สื่อฉบับหนึ่งได้นำเสนอไป 
    เธอกล่าวว่า ข้อหาที่ฟ้องร้อง กกต.คือข้อหาประพฤติมิชอบ ในการที่ไม่ได้ใช้อำนาจในการไต่สวนพยานหลักฐานสืบหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่ ในคดีการกล่าวหาว่านายธนาธรถือครองหุ้นสื่อ บ.วีลัค-มีเดีย จำกัด นายธนาธรได้กล่าวแล้วว่ามีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อไต่สวนข้อเท็จจริง ก่อนที่จะส่งเรื่องให้ กกต.เพื่อดำเนินการต่อไป แต่ กกต.กลับไม่รอให้การไต่สวนเรียกพยานเข้ามาให้ปากคำต่อคณะอนุกรรมการ กลับรวบรัดและส่งคดีไปยังศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่การไต่สวนของคณะอนุกรรมการจะเสร็จสิ้น เป็นเหตุให้ชวนสงสัยได้ว่ามีการเร่งรัดคดีโดยมีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้เราจึงตัดสินใจฟ้อง กกต.ในข้อหาประพฤติมิชอบเร่งรัดไต่สวนคดี ทำให้เกิดความเสียหายต่อนายธนาธรใน 2 ประการ คือ 1.การถูกระงับการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. 2.ความเสียหายต่อชื่อเสียงของนายธนาธรเอง เนื่องจากทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจไปแล้วว่านายธนาธรได้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งที่มีคุณสมบัติต้องห้ามตามกฎหมาย ซึ่งกรอบระยะเวลาการดำเนินคดีก็คงจะยาวนานหลายเดือน แต่เราถือว่าได้ทำดีที่สุดเพื่อให้ประชาชนได้เห็นว่าเกิดการดำเนินคดีด้วยกระบวนการที่ไม่เป็นธรรมในคดีความของนายธนาธร"
    ทั้งนี้ คดีดังกล่าวจะเป็นการฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง คดีหมายเลขดำที่  อท.168/2562 นัดวันที่ 3 ธ.ค.62 เวลา 09.00 น.ว่าจะรับหรือแก้ฟ้อง 
    โฆษกพรรคอนาคตใหม่ยังแถลงกรณีนักการเมืองใช้สื่อเป็นเครื่องมือ กรณีเครือเนชั่นและการขยายผลกรณีเฟกนิวส์ว่า หลายเดือนที่ผ่านมาสภาพการณ์การเมืองไทย ในประเด็นการเป็นเจ้าของสื่อของนักการเมือง ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ห้ามไม่ให้ผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งถือครองหุ้นสื่อ โดยเจตนารมณ์คือไม่ต้องการให้นักการเมืองครอบครองสื่อ เพื่อใช้ให้เป็นคุณแก่ตัวเองและใช้เป็นโทษแก่คนอื่น แต่ในประเทศไทยมีกรณีที่นักการเมืองมีความเกี่ยวพัน เป็นเจ้าของสื่อชัดเจน แต่ไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ คือกรณีของนางสาววทันยา วงษ์โอภาสี ได้ลาออกจากผู้บริหารเครือเนชั่น ก่อนให้สามีคือ นายฉาย บุนนาค ดำรงตำแหน่งผู้บริหารของเนชั่นแทน
    ทำให้เกิดคำถามว่า ในขณะเรื่องการถือหุ้นสื่อของ ส.ส.หลายสิบคนเป็นเรื่องจนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งที่ปัญหาเกิดจากใบบริคณห์สนธิ บางกรณีนักการเมืองแสดงหลักฐานทุกอย่างแล้วว่าโอนหุ้นก่อนแต่ก็ยังมีคดี แต่กรณีของนางสาววทันยากลับชัดเจน แต่กฎหมายไม่สามารถทำอะไรได้ ไม่เพียงเท่านั้นเนชั่นได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ทำการอันเป็นคุณแก่พรรคการเมืองบางพรรคและเป็นโทษแก่พรรคการเมืองบางพรรคอย่างเป็นระบบ
ซัดเครือเนชั่น
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อว่า เครือข่ายของเนชั่นประกอบด้วยเครือเนชั่นกรุ๊ป และนิวส์ เน็ตเวิร์ค มีทั้งสำนักข่าวเนชั่น หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ทีนิวส์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ช่องสปริงนิวส์ NBC  นอกจากนี้ยังมีการตั้งสถาบันทิศทางไทย ที่พยายามยกระดับเพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือในเครือของเนชั่น ซึ่งกรรมการผู้ก่อตั้งสถาบันทิศทางไทยประกอบด้วย นายฉาย, นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม, นายเวทิน ชาติกุล, นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย ซึ่งคนเหล่านี้เป็นผู้บริหารเครือเนชั่น มีการแลกเปลี่ยน และอ้างอิงข่าวสารกันไปมา
    "เนชั่นเสนอข่าวพรรคอนาคตใหม่เฉลี่ยวันละ 9 ข่าว 36 นาที เฉลี่ยเป็นเบรกเช้า เที่ยงเย็น ช่วงละประมาณ 12 นาที หมายความว่าจะมีข่าวอนาคตใหม่ 1 เบรกเต็มๆ ในทุกช่องข่าวหลักของเนชั่น คนในวงการโทรทัศน์ทราบดีว่าทุกนาทีเป็นเงินเป็นทอง เวลา 36 นาทีย่อมเป็นเงินมหาศาล เราได้เก็บข้อมูลช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าตั้งแต่วันที่ 1-10 พ.ย. รายการคมชัดลึกของเนชั่นนำเสนอข่าวพรรคอนาคตใหม่ 44.44% ในเวลาทั้งหมดโดยเฉลี่ย โดยเป็นการเชิญบุคคลมาสัมภาษณ์เพื่อชี้นำความเห็นเชิงลบ อาทิ นายทรงกลด ชื่นชูผล, คุณอุ๊-หฤทัย ม่วงบุญศรี หรือคุณไพบูลย์ นิติตะวัน ซึ่งล้วนแต่เป็นคนที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพวกเขามีทัศนคติอย่างไร แต่กลับไม่มีการนำคนที่มีทัศนคติต่างมาออกรายการตามจรรยาบรรณของสื่อมวลชน" 
     โฆษกพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า รายการคมชัดลึกสุดสัปดาห์นำเสนอข่าวพรรคอนาคตใหม่ถึง  48.40% ในรูปแบบที่เป็น บ.ก.สามคนร่วมกันวิเคราะห์ข่าว ขณะที่รายการเนชั่นสุดสัปดาห์นำเสนอข่าว  54.28% ในส่วนของรายการขยี้คดีโกงมีการนำเสนอข่าวพรรคอนาคตใหม่ถึง 34% ทั้งที่เราเพิ่งจะตั้งพรรคมาหนึ่งปีกว่าๆ ยังไม่มีอำนาจรัฐ ขณะที่เราพบรูปแบบการนำเสนอข่าวที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง โดยการที่พวกเขาหยิบยกเอาข้อมูลในเพจข่าวปลอมมาเผยแพร่ อาทิ ตบดิ้น, ห่วยตูน, ปราชญ์สามสี, เดรัจฉานแฉ เป็นต้น ก่อนจะนำไปเผยแพร่ในรายการทีวี รวมทั้งเพจปอกเปลือกซึ่งเป็นเพจที่สถาบันทิศทางไทยมักจะแชร์ในช่วงก่อตั้ง หมายความว่าข่าวปลอมเหล่านี้เริ่มต้นจากเพจข่าวปลอมที่ไม่มีตัวตน
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวต่อไปว่า ต้องยอมรับว่าข่าวปลอมมีอยู่เยอะและเป็นอันตรายต่อสังคม แต่อย่างน้อยมันไม่เคยถูกยกมาเป็นข่าวในโทรทัศน์ซึ่งเป็นช่องทางที่เข้าถึงประชาชนมากที่สุด ตัวอย่างเช่น  "ชำแหละแถลงการณ์ ธนาธรโอนหุ้น ส่อนิติกรรมอำพราง", "ธนาธรอันตรายคล้ายฮิตเลอร์" หรือ "ธนาธรสารภาพคิดการใหญ่" หรือวิจารณ์ยับกินอาหารหรู ซึ่งกรณีกินอาหารหรูได้มีการยืนยันแล้วว่ามื้อนั้นเฉลี่ยกินคนละ 600 บาท ก่อนจะถูกขยายความต่อไป เช่นเดียวกับข่าวธนาธรคล้ายฮิตเลอร์ ซึ่งในเนื้อหาไม่ได้มีข้อเท็จจริงแต่อย่างใด มีเพียงความเห็นของพิธีกรรายการเท่านั้น
    "มีคนแสดงความเป็นห่วงหลายคน อย่าง 4 สมาคมสื่อที่ออกแถลงการณ์กรณีเนชั่นปล่อยคลิปเสียง  หากสื่อมวลชนอ้างเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารโดยไร้ขอบเขต สร้างความเกลียดชัง คุณจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้ได้อย่างไร หรือคุณสุทธิชัย หยุ่น อดีตประธานกรรมการบริหารบริษัทเนชั่นเอง หรือนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.ภูมิใจไทย ซึ่งเราต้องการเรียกร้องเรื่องนี้ไปยังสังคมว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนี้จะได้รับความเชื่อถือจากสังคมได้อย่างไรหากมีการดำเนินการลักษณะนี้"
    เธอบอกว่ารัฐบาลตั้งศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ แต่ที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยเห็นว่าศูนย์นี้ต่อต้านเฟกนิวส์ จริง หรือเพียงแค่ทำลายข่าวที่เป็นโทษของรัฐบาลกันแน่ หลังจากวันนี้พรรคอนาคตใหม่จะนำข้อมูลจากเพจข่าวปลอมทั้งหมดกว่า 100 หน้าไปมอบให้ศูนย์ต่อต้านเฟกนิวส์ โดยจะมอบให้ถึงมือนายพุทธิพงษ์  ปุณณกันต์ รมว.ดิจิตอล และจะรอดูว่าศูนย์นี้จะทำอะไรกับข่าวปลอมเหล่านี้หรือไม่ หรือท่านจะต่อต้านข่าวที่เป็นโทษของรัฐบาลเท่านั้น
ปลุกม็อบหน้าศาล รธน.
    น.ส.พรรณิการ์เผยว่า นายธนาธรเตรียมไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีถือครองหุ้นสื่อในวันที่ 20 พ.ย. โดยจะเดินทางถึงศาลในเวลา 13.30 น. ซึ่งผลจะออกมาทางไหนก็ได้เราคาดการณ์ไม่ได้  ซึ่งแม้จะออกมาทางไหนก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่านายธนาธรจะต้องหยุดการทำงาน เพียงแต่จะเป็นการทำงานในรูปแบบไหน ถ้าได้สถานะ ส.ส.ก็ทำงานในรูปแบบ ส.ส. แต่ถ้าไม่มีตำแหน่ง ส.ส.ก็ยังเป็นหัวหน้าพรรคและเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 งานก็ดำเนินต่อไป
     เมื่อถามว่าการโพสต์เฟซบุ๊กของนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค ในเรื่อง Lawfare นิติสงคราม จะถือเป็นการกดดันศาลหรือไม่ โฆษกพรรคอนาคตใหม่ตอบว่าไม่มีใครกดดันศาลได้ ทุกอย่างอยู่ในดุลยพินิจของศาลว่าจะต้องทำอย่างไร เพียงแต่เราอยากจะให้ข้อมูลกับประชาชนเกี่ยวกับคดีนี้ว่ามีอะไรบ้าง เนื่องจากคดีความค่อนข้างซับซ้อน มีข้อมูลหลายด้าน ที่เราทำได้คือทำให้เห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นบ้างในตอนนี้
     น.ส.พรรณิการ์กล่าวด้วยว่า คาดว่าในวันที่ 20 พ.ย.จะมีมวลชนมาให้กำลังใจจำนวนหนึ่ง เพราะมีการถามไถ่กันเข้ามา ซึ่งไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรคงไม่ถึงขั้นลงท้องถนนกัน แต่ก็คงจะมีอารมณ์กันนิดหน่อย แต่คงไม่ถึงขั้นลุกลามบานปลายอะไร ตนคิดว่าทุกคนคงเข้าใจ และไม่ได้แตกหักขนาดว่านายธนาธรจะต้องหายไปจากวงการการเมือง ก็ยังเข้าสภาทำงานในกรรมาธิการได้ตามปกติ
    เมื่อถามว่าการตัดสินคดีนี้จะเป็นโดมิโนนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่หรือไม่ เธอตอบว่าไม่เกี่ยวกันเลย คดีนี้ไม่สามารถนำไปสู่การยุบพรรคอนาคตใหม่ได้ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะเป็นสถานะส่วนตัวของนายธนาธรว่าจะพ้นหรือไม่พ้นสภาพการเป็น ส.ส. เนื่องมาจากลงสมัครโดยมีคุณสมบัติต้องห้ามกรณีถือหุ้นสื่อ นี่คือคุณสมบัติของนายธนาธร ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับพรรค และที่มีการตีความกันว่าหัวหน้าพรรคไม่มีคุณสมบัติ ส.ส.แล้วไปเซ็นรับรองผู้สมัครคนอื่น คนอื่นจะเป็นโมฆะไปด้วยหรือไม่นั้น มันเกินตัวบทไปมาก การเซ็นรับรองเซ็นในฐานะหัวหน้าพรรค ไม่ได้เซ็นในฐานะ ส.ส. ฉะนั้นไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เรื่องนี้ไม่ว่าจะตีความยังไงก็ไม่สามารถนำไปสู่การยุบพรรคได้แน่นอน
    นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีนายธนาธรว่าอย่าพูดกันก่อน หากพูดไปจะกลายเป็นอย่างอื่น เพราะเรื่องนี้ยังมีเวลาอีก 1-2 วัน หากตัดสินเป็นลบก็ลบ หากตัดสินเป็นบวกก็บวก อย่าไปเดาคำตัดสินเลย ซึ่งรัฐบาลไม่ควรพูดถึงเรื่องนี้ หากมีผลเป็นลบก็ไม่รู้ว่าจะลบมากน้อยอย่างไร 
    เมื่อถามว่าหากคำตัดสินเป็นลบจะทำให้พ้นสมาชิกภาพ ส.ส.และจะต้องเลื่อน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ขึ้นมาแทนหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่าถ้าเป็นการพ้นเฉพาะตัวก็เลื่อนลำดับถัดไปขึ้นมา เรื่องนี้มีคำตอบในตัวอยู่แล้ว แต่หากตัดสินออกมาในทางบวกก็มาปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ได้ ให้รอฟังคำวินิจฉัยจากศาล ไม่วิเคราะห์ไม่คาดเดา
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีการจัดกิจกรรม "อยู่ไม่เป็น" ของพรรคอนาคตใหม่ว่า "แล้วทำไม ไม่ต้องประเมิน ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้อง"
    ด้านนายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กล่าวว่า ไม่เป็นไร จะอยู่เป็นหรืออยู่ไม่เป็นก็ไม่เป็นไร เราคนไทยด้วยกัน และเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ เข้าใจสถานการณ์การเมืองดี 
    "วันนี้บ้านเมืองต้องต่อสู้และเดินหน้าต่อไปกับภาวะเศรษฐกิจโลกที่อาจไม่ค่อยดีนัก เชื่อว่าหลายฝ่ายก็ช่วยกัน และสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่ปัญหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นทั่วโลก วันนี้รัฐบาลทำงานเต็มที่ เอกชนก็เดินเครื่องเต็มที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่มีใครอยากให้เกิดเหตุที่ไม่เหมาะสม  การประท้วงหรือทำให้เป็นปัญหาประชาชนเดือดร้อน เมื่อเราต้องต่อสู้กับเศรษฐกิจโลกที่ถดถอยก็ต้องช่วยกัน ไม่ควรทำให้เป็นเงื่อนไขให้ประเทศติดขัดในการเดินหน้า" นายพุทธิพงษ์กล่าว.


นี่แหละที่ว่า........ "คนทำดี...ฟ้าดินป้อง คุ้มครองเอย" มันเป็นอย่างนี้ พวก "ความหวังใหม่-ธนาธร" กำลังได้ที ฉวยโอกาส ยกเหตุที่เกิด "เทอร์มินอล 21" โคราช ไล่กระทืบกองทัพ

จะเอาให้ 'เผาศาล' กันใช่มั้ย?
จำเลย 'สารภาพ' แต่ดิ้นโชว์
"ออมสิน" ในปริศนา "เสี่ยสั่ง"
เรือสำราญ 'อย่าเป็นม้าอารี'
อย่าหลง 'รบอยู่กับคลื่น'
'โคราช' สะท้อน 'บทบาท สส.'