มติ 7 ต่อ 2 ธนาธร มีพิรุธ 3 ปมสำคัญ ตอกฝาโลงฉากสองหนักอาจพักยาว 20 ปี!


   

 

ประเด็นสำคัญในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 20 พ.ย.ที่มีมติ 7 ต่อ 2 ให้ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ พ้นจากการเป็น ส.ส. ก็คือการที่ศาล รธน.เห็นว่า ข้อต่อสู้ทางคดีของธนาธร ที่อ้างว่าได้มีการโอนหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด เมื่อ 8 ม.ค.2562 ก่อนยื่นเอกสารลงสมัครรับเลือกตั้งเมื่อ 6 ก.พ.2562 เป็นนิติกรรม ที่มี ข้อพิรุธหลายประการ

 

โดยเมื่อศาล รธน.ชี้ประเด็นไว้ว่า กระบวนการไต่สวนของ กกต.ที่ยื่นเรื่องมายังศาล รธน.ให้ตัดสิทธิ์การเป็น ส.ส.ของธนาธร ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย และบริษัท วี-ลัคฯ แม้จะมีการเลิกจ้างพนักงาน ปิดกิจการไปเมื่อ พ.ย.2561 แต่บริษัท วี-ลัคฯ ที่แจ้งวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งบริษัทเพื่อประกอบกิจการเกี่ยวกับสื่อ  ซึ่งการผลิตนิตยสารของบริษัทจึงเข้าข่ายตาม พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ฯ ดังนั้น แม้ธนาธรจะอ้างว่าบริษัทวี-ลัคฯ ได้เลิกกิจการไปแล้วแต่ศาลเห็นว่ายังไม่มีการจดทะเบียนแจ้งยกเลิกกิจการ จึงสามารถประกอบการกิจการอีกเมื่อใดก็ได้ จึงย่อมถือว่าบริษัท วี-ลัคฯ ยังเป็นนิติบุคคลที่ยังทำกิจการสื่ออยู่

 

ไฮไลต์สำคัญที่เป็น ปมตอกฝาโลง ให้ธนาธรพ้นจากการเป็น ส.ส.ก็คือ การที่ศาล รธน.ชี้ว่า ข้ออ้างการโอนหุ้นก่อนลงเลือกตั้งของธนาธรมีข้อพิรุธหลายประการ สรุปได้ดังนี้

 

1.การยื่นเอกสารสมุดบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นหรือ บอจ.5 ของบริษัท วี-ลัคฯ ต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ที่มีการโอนหุ้นระหว่างธนาธร กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา รอบสุดท้าย มีความล่าช้าผิดปกติ

 

โดยศาล รธน.ระบุว่าได้ตรวจสอบย้อนหลัง 3 ปีก่อนหน้านี้พบว่า บริษัท วี-ลัคฯ ทุกครั้งหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ทางบริษัทจะมีการส่งเอกสารให้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างรวดเร็ว โดยจะใช้เวลาในการยื่นเอกสารหลังมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นแค่ 42-45 วัน แต่การโอนหุ้นของธนาธรกับนางสมพรที่อ้างว่าโอนเมื่อ 8 ม.ค. กลับไม่มีการปฏิบัติให้รวดเร็วแบบเดียวกัน

 

ศาล รธน.จึงระบุว่าเป็นความล่าช้าที่ผิดปกติ ทั้งที่หากมีการโอนหุ้น 8 ม.ค. การเปลี่ยนแปลงชื่อผู้ถือหุ้นรอบนี้จะมีความสำคัญมากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากตัวธนาธรจะลงสมัครรับเลือกตั้งอยู่แล้ว เมื่อมีการโอนหุ้นให้นางสมพรแล้ว จึงควรต้องรีบแจ้งโดยเร็ว เพราะหากทำล่าช้าจะต้องขาดคุณสมบัติการลงเลือกตั้ง อีกทั้งในความเป็นจริงก็สามารถส่ง บอจ.5 ดังกล่าวทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งบริษัท วี-ลัคฯ ก็เคยทำในการส่งงบดุลช่วงปี พ.ศ.2559-2561

 

2.การขึ้นเช็คที่นางสมพรจ่ายเป็นค่าโอนหุ้น หลังได้รับหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ จากธนาธรและนางรวิพรรณ ภรรยา วงเงิน 6,750,000 บาท

 

คำวินิจฉัยชี้ประเด็นไว้ว่า การขึ้นเช็คดังกล่าวใช้เวลานานผิดปกติ แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะนางรวิพรรณนำเช็คไปขึ้นเงินเมื่อเดือน พ.ค.2562 หลังอ้างว่า จ่ายเช็คทันทีในตอนรับโอนหุ้นเมื่อ 8  ม.ค. ทั้งที่เป็นเช็คซึ่งสามารถมอบอำนาจให้คนอื่นไปดำเนินการแทนได้หรือนำเช็คเข้าบัญชีธนาคารของตัวเองในวันรุ่งขึ้น 9 ม.ค.ก็ยังทำได้ ไม่จำเป็นต้องรอถึงสี่เดือนกว่า คือเดือน พ.ค. ถึงค่อยนำเช็คไปขึ้นเงิน ฯ

 

ศาลจึงเห็นว่า ข้ออ้างของนางรวิพรรณตอนมาเบิกความต่อศาล รธน.ว่า ที่ทำธุรกรรมเช็คดังกล่าวล่าช้าเพราะอยู่ระหว่างการเลี้ยงดูลูกที่เพิ่งคลอด จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อถือได้

 

3.การโอนหุ้นบริษัท วี-ลัคฯ ของนางสมพร ที่อ้างว่าหลังรับซื้อหุ้นมาจากธนาธร ต่อมาโอนให้กับ ทวี จรุงสถิตพงศ์ หลานชาย แต่กลับพบว่าการโอนหุ้นรอบดังกล่าวกลับไม่มีการจ่ายเงินค่าหุ้นให้แก่กัน อันจะเป็นหลักฐานที่พิสูจน์ได้จริงถึงช่วงเวลาการโอนหุ้น อีกทั้งเอกสารต่างๆ ที่ต่อมาฝ่ายธนาธร นำมาสู้คดีว่านางสมพรโอนหุ้นให้หลาน ก็เป็นเอกสารของบริษัท วี-ลัคฯ ที่ทำย้อนหลังได้

 

ที่สำคัญ ศาล รธน.ระบุตอนหนึ่งสรุปความได้ว่า นางสมพรรับโอนหุ้นจากธนาธร ที่เป็น บุตรชาย แต่นางสมพรกลับต้องจ่ายเงินให้ ธนาธร-ลูกชาย หกล้านกว่าบาท แต่นางสมพรกลับอ้างว่าได้โอนหุ้นให้กับหลาน โดยหลานไม่ต้องจ่ายค่าหุ้นให้ จึงย้อนแย้งกับการที่นางสมพรต้องจ่ายเงินหกล้านกว่าบาทให้กับธนาธร ที่เป็นลูกแท้ๆ

 

ศาล รธน.จึงเห็นว่าการโอนหุ้นดังกล่าวมีข้อพิรุธหลายจุด หลายประการ ทำให้ธนาธรต้องพ้นจากการเป็น ส.ส.

 

และเมื่อผลคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปก็คือ จากผลคำวินิจฉัยดังกล่าวที่มีหลายวรรคหลายตอนระบุไว้ว่า การทำนิติกรรมโอนหุ้นดังกล่าวของธนาธรมีพิรุธ จึงต้องรอดูว่าฝ่าย กกต.จะดำเนินการอย่างไรต่อไป เพราะท่าทีของฝ่าย กกต.ก็พบว่า คนในสำนักงาน กกต.อย่าง พ.ต.อ.จรุงวิทย์  ภุมมา เลขาธิการสำนักงาน กกต. ก็ระบุชัดว่า กกต.จะดำเนินการสอบสวนกรณีของธนาธรต่อไป ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ฯ มาตรา 151

 

ทั้งนี้ มาตรา 151 ที่บัญญัติไว้ว่า "ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่า ตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ได้สมัครรับเลือกตั้งหรือทำหนังสือยินยอมให้พรรคการเมืองเสนอรายชื่อ เพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี"

 

หากสุดท้าย กกต.เห็นว่า ธนาธรมีเจตนาทำผิดตามมาตรา 151 แล้วส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ตัวธนาธรก็ต้องไปสู้คดีในชั้นศาลดังกล่าวต่อไป

 

เดิมพันรอบต่อไปจึงสาหัสกว่าตอนสู้คดีในชั้นศาล รธน.หลายเท่า เพราะของศาล รธน.ก็แค่พ้นจากการเป็น ส.ส. แต่หากส่งไปถึงศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งแล้วเกิดแพ้ อาจถึงขั้นต้องออกจากการเมืองยาว 20 ปี หรือโดนโทษอาญาจำคุกกันเลยทีเดียว. 


ไว้อาลัยแด่นักการเมืองรุ่นใหม่! คงติดโรคมาจากเมื่อครั้งเป็นพิธีกรข่าวโอ๊คทีวี พักหลัง ช่อ-พรรณิการ์ วานิช ถึงได้เปิดโรงน้ำแข็งหลอดรายวัน

งูเห่าหรือจะสู้ผึ้งแตกรัง
เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ
ทหารเกณฑ์ 'เกณฑ์ไปทำไม?'
ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"
เพื่อไทย 'หลอกแก้ผ้า' น้องใหม่
'ความลับทางทหารที่จำแม่น'