ฝังกลบ “ธนาธร-อนาคตใหม่” ฝ่ายค้านกระอัก-สภาสั่นคลอนศรัทธา


เพิ่มเพื่อน    

            แม้คะแนนเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกมา 7 : 2 แทนที่จะเป็นเอกฉันท์ให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรณีถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อและไม่เชื่อว่ามีการโอนหุ้นจริง ขณะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ถึงคำวินิจฉัยจะไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็ไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ ที่จะทำให้ภาพของนายธนาธรดีขึ้น นอกเหนือไปจากการให้สัมภาษณ์ และการแถลงของนายธนาธรโต้แย้ง

                รวมไปถึงการตั้งประเด็นของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ถึงความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญในแง่ของระยะเวลา และในแง่หลักเกณฑ์ของข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงเมื่อเทียบกับอีกหลายกรณีที่คนในซีกฝ่ายรัฐบาลหลุดรอดพ้นบ่วงกรรมมาได้ราวปาฏิหาริย์

                ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานะของนายธนาธรกลับฟื้นคืนชีพความเป็น ส.ส.ขึ้นมาได้ มิหนำซ้ำผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวยังจะกระทบไปถึงนายธนาธรที่ “อาจ” จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองก็เป็นได้

                นั่นคือคณะกรรมการสืบสวนและสอบสวน กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวนนายธนาธรว่ากระทำความผิดมาตรา 151 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังลงสมัคร ส.ส. ซึ่งต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี

                ข้อต่อสู้ของนายธนาธรมีเพียงว่า ตนไม่ได้กระทำผิด ไม่รู้ว่าขาดคุณสมบัติ โดยเชื่อว่าไม่ได้ถือหุ้นสื่อ เพราะโอนเสร็จสิ้นแล้ว

ถึงตอนนั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ต้องดูรายละเอียดการไต่สวน การแจ้งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายธนาธรและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบว่าตอนสมัคร ส.ส.รู้หรือไม่ว่าตนเองขาดคุณสมบัติ

                ถ้ารู้แล้วเจตนาหรือจงใจสมัครก็เข้าข่ายความผิด แต่ถ้าไม่รู้และไม่ได้เจตนาก็ไม่ผิดในขั้นสุดท้าย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะพิจารณาและพิพากษาเอง ซึ่งถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ สำหรับขวากหนามที่รอนายธนาธรอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว

นายธนาธรนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำใจดีสู้เสือประกาศขึงขังดังวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ว่า “..ถ้าผมพูดความจริง ยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องจบชีวิตในคุกในตะรางก็ภูมิใจ...” (นายธนาธรกล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 )

ในโลกความเป็นจริงมีใครสักกี่คนไม่กลัวติดคุก ไม่กลัวตาย ถึงจะไม่ห่วงตัวเอง แต่ลูกเมียที่อยู่เคียงข้างจะยอมรับได้หรือไม่

                สิ่งที่จะกระทบไปถึงพรรคอนาคตใหม่ จนอาจถูกยุบพรรคได้ เป็นอีกประเด็นที่ ส.ส.ของพรรคและบรรดาแฟนคลับ กองเชียร์ทั้งหลายคงจะอยู่ในภาวะระทึกขวัญไม่น้อย

                เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 บัญญัติว่า หากหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำ แต่ไม่ระงับยับยั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอยุบพรรคได้ 

เป็นใครก็ต้องเสียวสันหลัง ยังมีกรณีที่นายธนาธรนำเงินส่วนตัวมาให้พรรคอนาคตใหม่กู้ ไม่รู้จะผิดหรือจะถูกกฎหมาย

                หลายเรื่องหลายราวประดังเข้าใส่ อนาคตฝากไว้ที่องค์กรอิสระต่างๆ ศาลรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่ศาลยุติธรรมพอจะพยากรณ์กันได้ว่า ฉากสุดท้ายไม่น่าจะสะสวยรื่นรมย์นัก

                เมื่อพรรคอนาคตใหม่ขาดแม่ทัพมานำทีม ย่อมเกิดผลกระทบกับบทบาทของพรรค ได้แก่ในการเดินหน้าปฏิบัติงานในสภาฯ ซึ่งจะต้องอภิปราย ประสานงานกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อเร่งรัดระเบียบวาระ การลงมติ การผลักดันเรื่องสำคัญ ฯลฯ

                การขับเคลื่อนนโยบายหลักของพรรคให้ผ่านสภาผู้แทนฯ ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การออกกฎหมายเลิกการเกณฑ์ทหาร, การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯลฯ          

ปัญหาหนักอกที่ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่กำลังเผชิญคือ ความไม่เป็นเอกภาพในหมู่ ส.ส.ของพรรค จากกรณีมี ส.ส.บางส่วนกล้าขัดมติพรรค

                การรณรงค์เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกผลอย่างไร ได้แก่ อบต. เทศบาล อบจ. เมืองพัทยา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มทยอยเปิดฉากสู่การจัดเลือกตั้ง ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

                พร้อมๆ กันนั้นแรงเหวี่ยงที่กระทบนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ก็กระเทือนไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านอีก 6 พรรคในการทำหน้าที่ในสภาฯ

                ลำพังแค่เหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน จากกรณีนายสิระ เจนจาคะ และนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ พรรคพลังประชารัฐ มาเดินหน้าชนแบบไม่เกรงใจใคร เพื่อหวังสกัดขัดขวางทุกรูปแบบไม่ยอมให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง ก็ทำเอา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ปวดหัวนั่งกุมขมับ

                เหตุการณ์การทะเลาะเบาะแว้งในที่ห้องประชุมกรรมาธิการ, การตอบโต้โจมตีกันผ่านสื่อนอกสภาฯ, การยื่นคำร้องต่อองค์กรต่างๆ ฯลฯ จากเรื่องที่เป็นส่วนตัว บานปลายไปถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

                 ความอาฆาตแค้น การเล่นเกมการเมืองเพื่อหักโค่นเอาชนะ ไม่มีใครยอมใครระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนเคยเบื่อหน่ายมาแล้วในอดีต กำลังหวนคืนกลับมาหลอกหลอนในปัจจุบัน

                ใคร ฝ่ายไหน พรรคใดผิด-ถูกในประเด็นไหน อย่างไร ก็คงเถียงกันกันต่อไป รวมทั้งการเกิดวิวาทะกันไม่เว้นแต่ละวันของ ส.ส.ก็หาข้อยุติไม่ได้ ภาพนักการเมืองและพรรคการเมืองยังวนเวียนอยู่กับกลเกมน้ำเน่าไม่จบไม่สิ้น

                มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประกาศใช้และกลไกการตรวจสอบพฤติการณ์ ตลอดทั้งบทลงโทษกรณีมีการฝ่าฝืนที่วางไว้ก็มิได้มีความหมายแต่อย่างใด

                แทนที่ ส.ส.จะแก้ปัญหาข้อพิพาทความขัดแย้งของชาวบ้านด้วยกัน หรือชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหาทางปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในการเร่งรัดเร็วขึ้น หาทางเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิฯ การหาทางเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อลดคดีในโรงพัก ในอัยการและในศาล ส.ส.กลับมาฟ้องร้องกันเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

                ความเสื่อมศรัทธาของชาวบ้านต่อนักการเมือง พรรคการเมืองค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับคำถามว่า ผู้แทนฯ ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน คนยากคนจนบ้าง

 เพราะวันๆ เห็นมีแต่ทะเลาะกัน และแย่งชิงอำนาจเพื่อตัวเอง.

              ทีมข่าวการเมือง

 


วานซืน....... ๑๒๐ คณาจารย์ โผลหัวจากง่ามตูดเพนกวิน ออกมาหนุน ๑๐ ข้อเสนอ "ล้มสถาบันกษัตริย์" ที่เวทีธรรมศาสตร์ ของฮองเฮาเกศินี ที่นายปริญญาเป็นโปรโมเตอร์ เมื่อ ๑๐ สิงหา.

'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?