"อนุทิน "เปิดWar Room ทำสงคราม 3สารเคมีต่อ จัดทีมเฝ้าติดตามรายงานผลทุกสัปดาห์


เพิ่มเพื่อน    

 

25 พ.ย.62- นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ. สุขุม กาญจนพิมาย ปลัด สธ. และผู้บริหาร ประชุมทางไกลผ่านระบบวิดีโอนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดและ ผอ.รพ.ทั่วประเทศ และร่วมกันแถลงข่าว “ความห่วงใยของกระทรวงสาธารณสุขกรณี 3 สารเคมีอันตรายทางการเกษตร” ได้แก่ พาราควอต ไกลโฟเสต และคลอไพริฟอส และให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ สธ.  ได้ร่วมกันแถลงข่าวแสดงจุดยืนที่จำเป็นจะต้องแบนสารพิษทั้ง 3 ชนิด โดยขอให้มีผลตามกฎหมายตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการฯ ทั้ง 29 ท่านมีมติเป็นเอกฉันท์ให้หยุดการใช้สารพิษทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ในส่วนของ สธ.มีหน้าที่ ในการดูแลสุขภาพของประชาชน สารเคมีที่ใช้ไม่ได้เกิดอันตรายเฉพาะตัวเกษตรกรผู้ใช้ที่เกิดจากการสัมผัส แต่ยังส่งผลต่อเนื่องไปยังผู้บริโภค เพราะสารเคมีจะแพร่ลงในดิน แหล่งน้ำ ผัก-ผลไม้ที่ปลูกจะมีสารเคมีอยู่ภายในเนื้อเยื่อ และมีผลทางการแพทย์ชัดเจนว่าสามารถดูดซึมเข้าไปในร่างกายทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆ ได้


        “ขอยืนยันว่าเราไม่สามารถสนับสนุนให้มีการใช้สารพิษต่อไปได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลทางการค้า ทางการพาณิชย์ ทางเศรษฐกิจใดๆ ก็ตาม สธ. คำนึงถึงสุขภาพของพี่น้องประชาชนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ไม่สามารถเอาอะไรมาทดแทนได้ เราต้องรักษาชีวิตของพี่น้องประชาชนเอาไว้ ส่วนเรื่องอื่นๆ ถือว่าอยู่นอกเหนือจากภารกิจและพันธกิจของกระทรวงสาธารณสุข” นายอนุทินกล่าว


       ด้านนพ.สุขุม   กล่าวว่า สธ.  ได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย รณรงค์และขับเคลื่อนการยุติการใช้สารเคมีทางการเกษตร ได้จัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานรณรงค์และขับเคลื่อนเพื่อยุติการใช้สารเคมีฯ เปิด War Room ติดตามการดำเนินงานทุกสัปดาห์ รณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชน พัฒนาชุดทดสอบการปนเปื้อนในอาหาร รวมทั้งการจัดทำและบังคับใช้กฎหมาย  เพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชน ให้ได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัยและลดการปนเปื้อนสารเคมีอันตรายในสภาพแวดล้อม ในปี 2563 จะยกระดับระบบการเฝ้าระวังผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกรและประชาชน โดยใช้กลไกคณะกรรมการจังหวัดภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคและการประกอบอาชีพและโรคจากสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2562 และประกาศให้ “ปี 2563 ปีแห่งเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรปลอดโรค ประชาชนปลอดภัย” ส่งเสริมการบริโภคอาหารปลอดภัย เป้าหมาย 5 ร. คือ โรงพยาบาล โรงเรียน โรงแรม โรงอาหาร และเรือนจำ รวมทั้งพัฒนาห้องปฏิบัติการของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพิ่มประสิทธิภาพการเฝ้าระวังสารเคมีตกค้าง พัฒนาเครือข่าย อสม.ในการใช้ชุดทดสอบการปนเปื้อนสารเคมี    

          ด้านนพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัด สธ. กล่าวว่า ข้อมูลสธ. ปี 2561 พบผู้ป่วยโรคจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลวิชาการพบว่า พาราควอต เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง ปัจจุบันไม่มียาถอนพิษ ก่อให้เกิดการระคายเคืองทางตา ผิวหนัง หากมีบาดแผลจะซึมเข้าสู่ร่างกายรวดเร็ว สัมพันธ์กับการเกิดโรคหนังเน่า คณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.มหิดล ตรวจพบการตกค้างในทารกแรกเกิดและมารดา และงานวิจัยในต่างประเทศยืนยันมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน และระบบประสาท รวมทั้งพบการปนเปื้อนในน้ำผิวดิน ใต้ดิน น้ำประปา ในปลาที่เลี้ยงและจับจากแม่น้ำ ขณะนี้มีการห้ามใช้ถึง 58 ประเทศ
          สำหรับไกลโฟเซต สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศภายใต้องค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งได้ รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมที่อาศัยฮอร์โมนเอสโตรเจน  ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคมากขึ้น เช่น  เบาหวาน โรคอ้วน อัลไซเมอร์ พบการตกค้างในทารกแรกเกิดและมารดา พบการปนเปื้อนในน้ำผิวดิน ใต้ดิน น้ำประปา รวมทั้งในปลาที่เลี้ยงและจับจากแม่น้ำเช่นเดียวกับพาราควอต ส่วนคลอร์ไพริฟอส งานวิจัยต่างประเทศพบว่าเป็นสารที่รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ระบบไทรอยด์ กระตุ้นการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็งลำไส้ มีผลต่อความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม่ได้รับสารระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้เด็กมีพัฒนาการช้า ความจำสั้น และไอคิวต่ำ ตรวจพบการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับพาราควอต และเป็นสารกำจัดแมลงที่มีการตกค้างในผัก ผลไม้สูงที่สุด ทั้งที่จำหน่ายในทั้งตลาดสดและห้างค้าปลีก
          ด้านนพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค ได้เฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมผลกระทบต่อสุขภาพที่อาจเกิดจากการรับสัมผัสสารเคมีทางการเกษตรทั้ง 3 ชนิด ดูแลสุขภาพประชาชนที่เจ็บป่วยแล้ว และที่มี “ความเสี่ยงสูง” ที่จะเจ็บป่วย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลการเจ็บป่วยจากการใช้สารเคมีทางการเกษตร พบว่า อัตราป่วยสอดคล้องกับพื้นที่เพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ 4 ชนิดของประเทศ ได้แก่ ข้าว ข้าวโพด อ้อย และยางพารา ซึ่งมีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชมากกว่าพืชชนิดอื่นๆ นอกจากนั้น ผลการคัดกรองประชาชนที่ยังไม่มีอาการป่วยพบว่า พื้นที่ที่เพาะปลูกพืช 4 ชนิดนี้มีร้อยละของประชากรที่มีผลการคัดกรองไม่ปลอดภัยสูงกว่าพื้นที่อื่นๆ ที่สำคัญจากข้อมูลพื้นที่ 11 จังหวัดที่มีการเพาะปลูกพืช 4 ชนิดนี้ พบว่ามีหญิงวัยเจริญพันธุ์มากกว่า 1.7 ล้านคน ซึ่งอาจทำให้ทารกในครรภ์ของมารดากลุ่มนี้เสี่ยงต่อการสัมผัสสารเคมี 3 ชนิดมากขึ้นด้วย
          นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรมาต่อเนื่อง ในปีงบประมาณ 2563 ได้พัฒนาห้องปฏิบัติการเครือข่าย และเฝ้าระวังการตกค้างของสารเคมีทางการเกษตรในผักผลไม้สดที่เป็นวัตถุดิบอาหารของโรงพยาบาล พัฒนาเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ให้สามารถใช้ชุดทดสอบการปนเปื้อนสารเคมีในอาหารเบื้องต้นในชุมชน โดยเก็บตัวอย่างผักและผลไม้สดตรวจหาสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตกค้างในตลาดสด 5 ภาค ที่เป็นผักและผลไม้สดกลุ่มเสี่ยง ตรวจวิเคราะห์สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ขอบข่าย 500 ชนิดสาร รวมทั้งขยายการเฝ้าระวังความปลอดภัยด้านสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชของอาหารโรงพยาบาลให้ครอบคลุมทั้ง 13 เขต
          ด้านนพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ในฐานะที่เป็นกรรมการที่อยู่ในชุดที่แล้วต่อเนื่องถึงชุดปัจจุบัน ขอยืนยันมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 22 ตุลาคม 2562 ในการแบนสารเคมีอันตรายทั้ง 3 สาร มุ่งเน้นความปลอดภัยสุขภาพของผู้บริโภคเป็นสำคัญรวมทั้งเกษตรกร


"ศ.ธีรยุทธ บุญมี" เผยแพร่บทความเรื่อง "เมษาชี้ชะตาประเทศ" เมื่อวาน (๓๐ มี.ค.๖๓) อ่านแล้ว..... ต้องบอกว่า "อาจารย์ธีรยุทธ" ก้าวข้ามคำว่า "นักวิชาการ" สู่สถานะ "วิญญูชน" แท้จริง!

อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก