รอยปริแยกใน 'พรรคร่วมรัฐบาล' กับข่าวลือรับเลี้ยง 'งูเห่า' เพื่อไทย


   

      รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำและมาจากหลากพรรค เริ่มสำแดงเดชกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายหลังเพลี่ยงพล้ำให้กับฝ่ายค้าน ในการลงมติในญัตติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 จนนายวิรัช รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เสนอให้นับคะแนนใหม่ โดยการขานชื่อ

      ถือเป็น “แท็กติก” ที่ฝ่ายรัฐบาลนำมาแก้เกม เพราะในข้อ 85 ของข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร กำหนดให้สามารถนับคะแนนใหม่ได้ หากคะแนนระหว่างฝ่ายเห็นชอบกับไม่เห็นชอบห่างกันไม่เกิน 25

      เพียงแต่ทุกคนรู้ว่า เหตุที่เสนอแบบนี้เพราะฝ่ายรัฐบาลพลาดท่า ฝ่ายค้านจึงแก้เกมกลับด้วยการวอล์กเอาต์ ทำให้ไม่สามารถนับคะแนนใหม่ได้ เพราะองค์ประชุมไม่ครบตามที่ข้อบังคับกำหนด

      ญัตติที่เสนอให้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ จึง “ติดหล่ม” และเป็นเหตุให้ญัตติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งต่อแถวรออยู่ สะดุดไปด้วย

      นายวิรัช ในฐานะประธานวิปรัฐบาล เตรียมจะนำญัตติดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมอีกครั้งในวันที่ 4 ธันวาคม โดยระบุเหมือนเชิงขู่ว่า หากญัตตินี้ไม่ผ่าน ญัตติแต่งตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดศึกษารัฐธรรมนูญ ซึ่งฝ่ายค้านต้องการอย่างมากก็ไปไม่ได้

      ต้องรอดูว่า ที่สุดวิปรัฐบาลกับวิปฝ่ายค้านจะประนีประนอมกันอย่างไร แต่ที่แน่ๆ สัญญาณจากผู้มีอำนาจ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีนั้นชัดว่า “แพ้ไม่ได้”

       เพราะประเมินแล้วว่า หากปล่อยให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการฯ ชุดนี้ได้ขึ้นมา ตัว พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร และผู้ที่เกี่ยวข้องกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะถูกเรียกไปชี้แจงและให้ข้อมูลกับสภาอย่างไม่หยุดหย่อน

      หนักยิ่งกว่าที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ใช้อำนาจคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร พยายามตื๊อ พล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร

      อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฝ่ายรัฐบาลแพ้โหวตให้กับฝ่ายค้าน แต่เป็นครั้งที่ 3 แล้วนับตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาฯ โดย 2 ครั้งที่ผ่านมา

      ครั้งแรก คือการลงมติในร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 9 (1) ว่าด้วยการทำหน้าที่ของประธานในที่ประชุม และครั้งที่สอง พ่ายแพ้ในการลงมติข้อบังคับการประชุมสภาฯ ข้อ 13 ว่าด้วยการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (1) สภาสิ้นอายุ หรือสภาถูกยุบ หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด โดย กมธ.เสียงข้างน้อย ได้แก่ นายอดิศร เพียงเกษ และนายขจิตร ชัยนิคม ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ขอสงวนความเห็นให้ตัดคำว่า "หรือไม่มีสภาเพราะเหตุอื่นใด" เนื่องจากเป็นคำที่สะท้อนให้นึกถึงการยึดอำนาจหรือการรัฐประหาร

      โดยทั้ง 2 ครั้งเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

      ปัญหาของฝ่ายรัฐบาลตอนนี้ นอกจากเสียงที่ปริ่มน้ำแล้ว โดยปัจจุบันฝ่ายรัฐบาลมีจำนวน 253 เสียง ฝ่ายค้าน 244 เสียง และฝ่ายค้านอิสระ 2 เสียง

      อีก 1 เสียงที่หายไปคือ นายนวัธ เตาะเจริญสุข อดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ที่ถูกศาลขอนแก่นพิพากษาประหารชีวิต และไม่ได้รับการประกันตัว จนพ้นสมาชิกภาพ ส.ส. ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดการเลือกตั้งซ่อม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 22 ธันวาคม

      ใน 253 เสียงของรัฐบาล ยังต้องตัด 3 เสียงของประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาฯ คนที่ 1 และรองประธานสภาฯ คนที่ 2 ออกไป เพราะต้องงดออกเสียง

       ทำให้เหลือ 250 เสียง มีช่องว่างกับฝ่ายค้านอยู่ 6 ที่นั่ง และในจำนวน 250 เสียงดังกล่าว ยังเป็น ส.ส.ที่ควบตำแหน่งรัฐมนตรีถึง 18 คน

      ซึ่งแม้ที่ผ่านมารัฐมนตรีเหล่านี้จะพยายามเข้ามาประชุมสภาฯ เพื่อทำหน้าที่ ส.ส. แต่บ่อยครั้งหลายคนก็ติดภารกิจทำให้ไม่สามารถมาร่วมประชุมได้ เช่น ครั้งนี้ที่แพ้ให้กับฝ่ายค้าน มี ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรี 1 คน คือ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ติดภารกิจไปต่างประเทศกับนายกรัฐมนตรี

       นอกจากนี้ ปัญหาเสถียรภาพในรัฐบาลก็มักจะส่งผลต่อการทำงานในสภาฯ โดยเฉพาะการพิจารณาวาระสำคัญๆ

      มีการ “เอาคืน–แก้เผ็ด” กัน อย่างในครั้งนี้ที่มี ส.ส.ประชาธิปัตย์ 6 คน ลงมติเห็นด้วยไปทางเดียวกับฝ่ายค้านที่จะให้ตั้งคณะกรรมาธิการฯ แม้โดยหลักญัตตินี้จะมีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้เสนอ ย่อมต้องลงมติเห็นด้วย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ถึง 6 เสียง ซึ่งมันชี้ขาดผลแพ้–ชนะได้เลย

      จนถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการเอาคืนหลังพรรคพลังประชารัฐที่พยายามสกัดไม่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นั่งเป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและหาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

      ขณะเดียวกัน การทำงานระหว่างพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคพลังประชารัฐ ในฝ่ายบริหารก็ดูกระท่อนกระแท่น โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน ต่างคนต่างสร้างอาณาจักรของตัวเอง

      ไม่ใช่แค่พรรคสีฟ้า ระหว่างพรรคพลังประชารัฐกับพรรคภูมิใจไทย ก็มีกลิ่นความไม่ลงรอยในบางเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการกล่าวหาว่าคนในรัฐบาลร่วมมือกับสื่อค่ายดัง เพื่อโจมตีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหมายมั่นจะเอากระทรวงราชรถคืน

      หรือแม้แต่ล่าสุดที่มีการพลิกมติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่ให้ยกเลิกสารพิษทางการเกษตร 3 ชนิด พาราควอต ไกลโฟเซต คลอร์ไพริฟอส มาเป็นขยายระยะเวลาการใช้ออกไปก่อน จนพรรคภูมิใจไทยไม่พอใจ

      ซึ่งทั้งหมดมักจะมีอาฟเตอร์ช็อกไปยังสภาฯ อยู่เสมอ

      จึงไม่แปลกที่ตอนนี้จะมีข่าวลือออกมาว่า "บิ๊กรัฐบาล”  รับเลี้ยง “งูเห่า” จำนวน 20 ตัว จากพรรคเพื่อไทย

      เพราะก็เห็นแล้วว่า ในพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็ไว้วางใจไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์.


"ช่อ-พรรณิการ์" นี่.......... ต้องยกให้เธอเป็น "เตียวเสี้ยน" แห่งสำนัก "อนาคตโคตรใหม่" อย่างนั้นเลยจริงๆ "เหว" ว่าลึกแล้ว แต่คิดจากก้อนสมองในหัวกะโหลกที่ทิ่มคอจมลงไปถึงไหล่ ลึกและล้ำกว่ามากนัก!

๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์
'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'