ช่างย้อนแย้งจริงเชียว


   


มีคนบางคนเขาบอกเราว่าเขาไม่กลัวสงครามกฎหมาย (Law fare) แต่เขากลัวสงครามการโกหก (Lie fare) มันก็จริงนะ ถ้าหากเราไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร กฎหมายจะกำหนดโทษคนทำผิดรุนแรงแค่ไหน เราก็ไม่กลัว เพราะเราไม่คิดที่จะทำผิด เพราะฉะนั้นโทษที่รุนแรงตามกฎหมายกำหนดนั้นคงไม่เป็นปัญหาอะไรกับเรา ถ้าเราโดนกล่าวหาว่ามีความผิดต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เราก็ไม่กลัว เพราะเรามั่นใจในความบริสุทธิ์ของเรา ดังนั้น Law fare จึงไม่เป็นปัญหาอะไรของเราเลย แต่คนบางคนเขากลัว Law fare คือเขากลัวการทำสงครามกฎหมาย เพราะเขามีหลายอย่างที่เขาอยากทำ แต่กฎหายห้ามไม่ให้ทำ เขาจึงมีความต้องการที่จะแก้กฎหมาย เวลาผ่านไป พวกเขาเป็น ส.ส.มาก็หลายเดือนแล้ว ยังไม่เห็นว่าจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับประชาชนเลย มีแต่เดินสายจะแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ประชาชนที่ลงคะแนนเสียงรับรัฐธรรมนูญมาหลายล้านเสียงเขายังไม่ต้องการให้แก้ แต่คนที่บอกว่าเชื่อใน Law fare กลับพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
พวกเขาอยากแก้รัฐธรรมนูญที่เขาประณามว่า “เฮงซวย” ทั้งฉบับนั้นก็เพราะว่าคดีความทางการเมืองไม่มีวันหมดอายุ ถ้าพวกเขาต้องคดีความทางการเมือง และศาลตัดสินให้มีความผิดแล้วคิดจะหนี เขาจะต้องหนีตลอดชีวิต ไม่สามารถกลับเมืองไทยได้อีกเลย ถ้าพวกเขาโกงกิน โทษสูงสุดถึงประหารชีวิต ถ้าไม่ถึงขนาดประหารชีวิต ก็อาจจะต้องจำคุกตลอดชีวิต ร่ำรวยผิดปรกติ จะต้องติดคุก 15-20 ปี และถูกยึดทรัพย์ ต่อไปนี้พวกเขาจะขึ้นเครื่องบินฟรีชั้นหนึ่งก็ไม่ได้ บริหารประเทศผิดพลาดเกิดความเสียหาย ก็ต้องติดคุก 15-30 ปี ขณะมีคดีความ พวกเขาก็จะออกนอกประเทศไม่ได้ ทุจริตเลือกตั้ง มีทั้งใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถเล่นการเมืองได้อีกตลอดชีวิต ทำผิดเรื่องเลือกตั้ง อาจจะถูกยุบพรรคได้ง่ายๆ กรรมการพรรคที่ถูกยุบ ตั้งพรรคใหม่ไม่ได้ เป็นกรรมการบริหารพรรคใหม่ก็ไม่ได้ ต้องเว้นวรรคยาวนานถึง 20 ปี คนที่ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ ทำสิ่งที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลเช่นนี้ วิพากษ์วิจารณ์คำตัดสินของศาลสาดเสียเทเสียขนาดนี้ จะเรียกว่าเป็นคนที่เห็นความสำคัญของ Law fare ได้กระนั้นหรือ มันช่างย้อนแย้งเสียจริงๆ
เขาบอกว่าเขาไม่ต้องการ Lie fare หมายความว่าเขาไม่ต้องการทำสงครามการโกหก เขาเรียกร้องให้กระทรวง DES จัดการกับข่าวลวง เขาบอกว่าพวกเขาโดนข่าวลวงที่สร้างความเสียหายให้พวกเขามากมาย แต่หากเราพิจารณาแล้ว สิ่งที่สื่อมวลชนและผู้คนบนพื้นที่ Social media พูดถึงเขานั้น ก็เป็นเรื่องจริงที่เขาทำทั้งสิ้น สิ่งที่พวกเขาไม่พอใจ อาจจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นความคิดเห็น ซึ่งสำหรับความคิดเห็นนั้น ไม่มีอะไรจริงอะไรเท็จ เพราะเป็นความคิดเห็น คนที่ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ก็สามารถพิจารณาว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นเหล่านั้น ถ้าหากใครไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็น ก็จะกล่าวหาว่าความคิดเห็นเป็นการโกหก หรือเป็น Lie fare คงไม่ได้ แต่หากจะพิจารณาแล้ว ดูเหมือนคนที่กล่าวหาคนอื่นว่าโกหกเกี่ยวกับการกระทำของพวกเขา หรือวิพากษ์วิจารณ์พวกเขาว่ากำลังดำเนินการ Lie fare นั้นน่าจะเป็นคนที่โกหกเก่ง และเป็นการโกหกหมู่ด้วย มีหลายเรื่องที่พวกเขาพูดทิ้งเอาไว้และไม่ยอมขยายความให้จบนั้น ดูเหมือนหลายเรื่องเป็นความจงใจที่จะพูดให้คนอ่าน คนฟังเข้าใจผิดในข้อเท็จจริง และหลายเรื่องที่เขาพูดทิ้งไว้นั้น เมื่อมีคนขอรายละเอียดของเรื่องดังกล่าว พวกเขาก็ให้รายละเอียดไม่ได้ แล้วก็ทำเนียนปล่อยให้เรื่องของ Lie fare นั้นเงียบหายไปกับสายลม ลองทบทวนกันดูสิว่ามีคำพูดอะไรของพวกเขาบ้างที่น่าจะเข้าข่าย Lie fare และเป็นข้อความและพฤติกรรมที่ย้อนแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด พวกเขานั่นแหละคือคนทำสงครามการโกหก
ไม่ได้ชังชาติ แต่บอกว่าไม่ต้องการให้ลูกเติบโตในเมืองไทย
ไม่ได้พูดถึงสถาบันกษัตริย์ของไทย แต่ทำไมมีมาตรา 112 ปรากฏในบทสนทนาด้วย
ไม่คิดจะล้มเจ้า แต่ทำไมจึงมีเนื้อหาดังกล่าวในนิตยสารที่ทำออกมา
มีคนจะซื้องูเห่า แต่ไม่ติดต่องูเห่าแต่ไปติดต่อแม่เจ้าของฟาร์ม แปลกเนาะ
มีคนให้ราคางูเห่าบางรายตั้งเป็น 100 ล้าน แต่เป็นคนดีจังเลยไม่ไปแฮะ
บอกว่าบริษัทหยุดทำสื่อไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นจะจะรีบบึ่งรถมาโอนหุ้นทำไม
มีเอกสารยื่นให้ศาลตั้งหลายกล่อง แต่เวลาขึ้นศาล ทำไมจำอะไรไม่ได้เลย
กาแฟของใครเหรอที่ราคาแก้วละเป็นหมื่น เขากินกันที่ไหน
บอกว่าต้องการให้เกิดความทัดเทียมกัน แล้วทำไมคนในพรรคออกมาพูดว่ามีการแบ่งชั้นวรรณะ
บอกว่าต้องการสร้างความเป็นประชาธิปไตย แล้วทำไมคนในพรรคบอกว่าเป็นเผด็จการ
มีเงินไม่ถึงแสน ทำไมบริจาคให้พรรคได้เป็นล้าน
บริจาคเงินที่ได้คืนจากภาษี 500 บาท แต่บริจาคให้พรรคเป็นล้าน ทำไมต่างกันเยอะจัง
บอกว่าจะโอนหุ้นให้ Blind trust ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่สุดท้ายยังไม่ได้โอน
บอกว่าเป็นนายกสภาอุตสาหกรรมประเทศไทย แต่จริงๆ แล้วแค่จังหวัดเดียวเท่านั้น
บอกว่าถ้าหากชนะเลือกตั้งซ่อมจะมีการเปลี่ยนขั้วเปลี่ยนข้าง งั้นเหรอ?
บอกว่าถ้าชนะเลือกตั้ง 50,000-70,000 เสียงจะไม่มีใครกล้ายุบพรรค เกี่ยวกันเหรอ?
เมื่อยมือ เจ็บนิ้วแล้ว พิมพ์ต่อไม่ไหวแล้ว แค่อยากจะบอกว่าติดตามข่าวสารมาตลอด พบว่าการสื่อสารที่ผ่านมามีความย้อนแย้งกันมากมาย จนเกิดความสงสัยว่า แน่หรือที่คุณบอกว่าคุณกลัว Lie fare หรือกิจกรรมสงครามการโกหก คุณกลัวการโกหกของใครหรือคะ หรือว่าคุณกลัวการโกหกของคุณเอง กลัวว่าจะมีคนรู้ทัน กลัวว่าจะหาหลักฐานมาหักล้างคำโกหกของตัวเองไม่ได้ และในที่สุด Law fare ที่คุณบอกว่าคุณยินดีทำสงครามทางกฎหมายนั้น อาจจะกลับมาเล่นงานคุณที่หมกมุ่นกับ Lie fare จนนับไม่ไหวก็ได้นะ ลองไปทบทวนดูเองเถอะว่าโกหกไว้มากน้อยแค่ไหน หรือว่าคุณเชื่อในสิ่งที่คุณพูดว่าเป็นความจริง ไม่ว่าใครจะมองว่าคุณโกหกก็ตาม มันเป็นเช่นนั้นใช่ไหม วันนี้คุณบอกว่าพวกคุณอยู่ไม่เป็น แต่หลายคนเขามองว่าคุณอยู่ไม่สุข และคิดต่อไปว่าในที่สุดคุณอาจจะอยู่ไม่ได้ก็เป็นได้นะ ลองพิจารณาที่จะเพลาๆ เรื่อง Lie fare หรือการทำสงครามการโกหกด้วย fake news ของพวกคุณลงหน่อยนะ จะได้พ่ายแพ้สงครามการใช้กฎหมาย (Law fare) นะคะ.


สมัยก่อน......... เรือสำเภา มีหินเป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงท้องเรือ กันเรือโคลง สมัยนี้...... ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มี ส.ส.เป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงประเทศ กันบ้านเมืองเจริญ!

แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"