สัปปายะเสาวภาสถาน!!!


เพิ่มเพื่อน    

                ดูหนูสู่รูงู-งูสุดสู้-หนูสู้งู...หนูงูสู้ดูอยู่-รูปงูทู่-หนูมูทู....นี่ ต้องไปหยิบเอากาพย์ กลอน โบร่ำโบราณ มาเกริ่นนำเอาไว้ ณ ที่นี้ มันถึงจะพอเข้ากับสีสัน บรรยากาศ การโรมรันพันตู กันใน สัปปายะสภาสถาน ที่ชักจะกลายเป็น สัปปายะเสาวภาสถาน หรือ สัปปายะมุสิกสถาน เข้าไปทุกที เนื่องจากบรรดาสัตว์ในประเภทต่างๆ ไม่ว่าหนู ไม่ว่างู ต่างออกมาเพ่นพ่าน ชนิดนับตัว นับจำนวน กันแทบไม่แล้วเสร็จ...

                                      ----------------------------------------

                และงูยุคนี้...ก็ดูออกจะแปลกประหลาดพิกล กว่างูธรรมดาโดยทั่วไป คือหนักไปทาง งูกินกล้วย ไม่ได้กินปลา กินกบ กินเขียด ฯลฯ เหมือนงูโดยปกติ โดยที่กล้วยแต่ละหวี แต่ละเครือ จะมีคุณค่า ราคาถึง แปดหลัก หรือกี่หลัก ก็แล้วแต่ แต่ก็ส่งผลให้งูนับเป็นสิบๆ ตัว พร้อมที่จะเลื้อยไป-เลื้อยมา อยู่ในสภาฯ ชนิดน่าตกตะลึงพรึงเพริดเป็นอย่างยิ่ง และส่งผลให้หนู ที่ออกจะมู่ทู มู่ฮู่ ไม่ได้คล่องแคล่ว ปราดเปรียว หนักไปทางป่ายซ้าย ป่ายขวา มาโดยตลอด เลยหนีไม่พ้นต้อง มูทู กันไปตามระเบียบ...

                                        ------------------------------------------

                อย่างไรก็ตาม...โดยสรุปรวมความแล้ว การโรมรัน พันตู ระหว่างหนูๆ-งูๆ ในเที่ยวนี้ น่าจะส่งผลให้ สัปปายะสภาสถาน อันมีความหมายคล้ายๆ สถานที่อันเอื้ออำนวยต่อการประพฤติธรรม ปฏิบัติธรรม ด้วยความสบายกาย สบายใจ อะไรประมาณนั้น น่าจะกลายสภาพไปเป็น เสาวภาสถาน หรือ มุสิกสถาน อย่างเห็นได้ชัดเจน คือสถานที่ที่จะต้องไล่คว้า ไล่จับ บรรดางูต่างๆ เอามารีดพิษ หรือเอามากินกล้วย ไม่ก็กลายเป็นสถานที่ที่บรรดาสรรพสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะไล่มาตั้งแต่หนู ยันไปถึงเสือ สิงห์ กระทิง แรด กระซู่ และสมเสร็จ สามารถใช้เป็นเวทีลีลาศ นวดสปา เป็นสถานที่พักผ่อน ออกกำลังกาย ฯลฯ โดยอาศัยเงินภาษีอากรของราษฎร ด้วยความสบายกาย สบายใจ ไปโดยตลอด...

                                      ------------------------------------------

                แต่ก็นั่นแหละ...ทำไงได้ ในเมื่อการเมืองแบบไทยๆ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ยังไงๆ มันคงต้องออกมาในแนวนี้ นั่นแหละทั่นเอ๋ย คือต้อง ลั้นลา โพลิติก กันไปเรื่อยๆ จะไปเอาจริง-เอาจัง เอามาตรฐานใดๆ มาเป็นตัวกำหนด มันคงยากที่จะเป็นไปได้ หรืออาจไม่สอดคล้องกับความเป็นไทยๆ ที่ต้องพลิกไป-พลิกมา ยืดๆ-หยุ่นๆ กันไปตามสภาพ เสียงของรัฐบาลที่มีอยู่แค่ระดับปริ่มน้ำ และทำท่าว่ากำลังสำลักน้ำ เข้าปาก เข้าจมูก ขาดอากาศหายใจได้ง่ายๆ แต่เมื่ออาศัย ลั้นลา โพลิติก อย่างเป็นเรื่อง เป็นราวระดับน้ำ ก็ลดฮวบๆ ฮาบๆ ลงมาแถวๆ สะดือ เผลอๆ อาจต่ำไปถึงระดับรังไข่ หรือตาตุ่ม เอาเลยก็ไม่แน่ โดยเฉพาะในอนาคตข้างหน้า หรือโดยเฉพาะตราบใดที่งูยังคงกินกล้วย ไม่ได้กินกบ กินเขียด เหมือนงูธรรมดาๆ...

                                     ----------------------------------------------

                แต่อันนี้...จะถือเป็น ชัยชนะ ของรัฐบาลก็คงลำบาก เพราะชัยชนะที่เกิดขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ สัปปายะสภาสถาน ได้ถูกแปรสภาพให้กลายเป็น สัปปายะสาวภาสถาน ไปแล้วนั้น มันคงไม่ได้ช่วยให้ผู้ชนะดูดี ดูโดดเด่น เป็นสง่า ขึ้นมาเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม...กลับทำให้บรรดาผู้ใฝ่ธรรม ผู้ประพฤติและปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ออกจะกระอักกระอ่วน หรือออกจะ รับไม่ค่อยได้ ยิ่งขึ้นเรื่อยๆ และอย่างที่ว่าเอาไว้แล้วนั่นแหละว่า...บรรดาอารมณ์ ความรู้สึก ทำนองนี้ นับวัน...มันดูจะมีแต่เพิ่มกับเพิ่ม ขึ้นไปตามลำดับ ขนาด ผู้หลัก-ผู้ใหญ่ หรือ ผู้อาวุโส ในบ้าน ในเมือง ยังเริ่มออกอาการ หัวร้อน ขึ้นมามั่งแล้ว...

                                   --------------------------------------------------

                พูดง่ายๆ ว่า...แม้ว่าฝ่ายค้าน ฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่ายที่คิดต่อต้าน คิดโค่นล้มรัฐบาล ออกอาการป่ายซ้าย ป่ายขวา ไม่ได้มีคุณภาพ หรือคุณธรรม ติดปลายนวมมากมายซักเท่าไหร่ หรือถือเป็น คู่ต่อสู้ ที่ไม่ถึงกับน่ากลัว น่าอันตราย อะไรกันมากมาย หลายต่อหลายราย ต้องแปรสภาพตัวเองเป็น งูกินกล้วย เอาง่ายๆ หรือบางราย ก็อาจ เด็กไป เกินกว่าที่จะเข้าใจแก่นสาระทางการเมือง ว่าอะไรเหมาะ อะไรควร อะไรสอดคล้องกับโลกแห่งความเป็นจริง กับข้อเท็จจริงทางการเมือง กันในแบบไหน ลักษณะไหน แต่ก็ด้วย ตัวของรัฐบาลเอง และโดยเฉพาะบรรดาผู้ที่ เชียร์รัฐบาล อย่างออกหน้า ออกตา ชนิดที่พร้อมที่จะทำให้สิ่งซึ่งไม่ได้เป็นไปตาม ครรลอง-คลองธรรม กลายเป็นสิ่งที่ชอบธรรม ขึ้นมาจนได้ อันนี้นี่แหละ...ที่น่ากลัว และน่าอันตรายซะยิ่งกว่า!!!

                                     ------------------------------------------------

                เพราะนอกจากจะทำให้รัฐบาล เหินห่างไปจากอารมณ์ ความรู้สึก ที่มันกำลังจะเกิดขึ้น เหินห่างไปจากข้อเท็จจริงที่กำลังก่อตัวอย่างเป็นกระบวนการไปตามลำดับ ยังอาจทำให้เหินห่างไปจาก ครรลอง-คลองธรรม อันเป็นสิ่งที่มีความสำคัญซะยิ่งไปกว่าคะแนนเสียง จำนวนผู้สนับสนุน ผู้คัดค้าน ใน สัปปายะสภาสถาน หรือในสถานที่อันควรเป็นที่ประพฤติ ปฏิบัติธรรม ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่า พูดง่ายๆ ว่า...ชัยชนะที่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรม ไม่ได้ตั้งอยู่บนครรลอง-คลองธรรม หรือชัยชนะที่เกิดจากการพลิกไป-พลิกมา แค่ชั่วครั้ง ชั่วคราวนั้น สุดท้าย...มันก็อาจเป็นชัยชนะที่กำลังนำไปสู่ ความพ่ายแพ้ เอาง่ายๆ ด้วยเหตุนี้...ก็เลยต้องขอเตือนด้วยความปรารถดีเอาไว้ก่อนล่วงหน้า ด้วยคำพูดที่พูดอีกก็ถูกอีกนั่นแหละว่า ความประมาท...คือหนทางไปสู่ความตาย นั่นแล...

                                     ---------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Bhagavad Gita (อีกครั้ง)... “Raise yourself by your Self. The Self is your sole friend even as it is your sole enemy. – จงยกฐานะของท่านให้สูงขึ้น ด้วยตัวตนของท่านเอง เพราะตัวท่านเองนั่นแหละ เป็นทั้งมิตรและศัตรูของท่าน...”

                                    ----------------------------------------------- 


วานซืน....... ๑๒๐ คณาจารย์ โผลหัวจากง่ามตูดเพนกวิน ออกมาหนุน ๑๐ ข้อเสนอ "ล้มสถาบันกษัตริย์" ที่เวทีธรรมศาสตร์ ของฮองเฮาเกศินี ที่นายปริญญาเป็นโปรโมเตอร์ เมื่อ ๑๐ สิงหา.

'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส
"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?