เปิดหน้าชก”กองทัพ“ ภารกิจแรกนอกสภาของ “ธนาธร”


   

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทหาร” หรือถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป คือ “กองทัพบก” นั้น นับว่าหนึ่งในซับเซตที่มีความสำคัญอย่างมากของประวัติศาสตร์เมืองไทย นับตั้งแต่ปี 2475 ที่เราเข้าใจว่าประเทศไทย “มีประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก” การรัฐประหาร 12 จาก 13 ครั้งที่สำเร็จ ล้วนมาจากฝีมือของทหารทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็นทหารบก ถึง 10 ครั้ง และทหารเรืออีก 2 ครั้ง

                ขณะเดียวกัน ด้วยบทบาท หน้าที่ อำนาจ ผลงาน และความยึดโยงกับองคาพยพที่สำคัญในสังคมไทย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของทหาร ให้ดูเป็นองค์กรที่น่าเกรงขาม มากบารมี และดูตรงไปตรงมา แบบลูกผู้ชาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า ในสายตาของคนไทยส่วนใหญ่แล้ว ภาพลักษณ์ของ ”ทหาร” แทบไม่ต่างอะไรกับ “ฮีโร่”

                แต่ถ้านับเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา การรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด ของทั้ง “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทหารเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับประชาชน แต่ภาพของพวกเขา กลับเป็นภาพของ “ผู้เข้ามาหยุดความขัดแย้ง” เพราะจุดเริ่มต้นของการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง ต่างมาจากการออกมาชุมนุมของประชาชน ที่ไม่พอใจการดำเนินการของรัฐบาล ณ ขณะนั้นที่มีผู้นำนามสกุล “ชินวัตร” ทั้ง 2 ครั้ง

                ขณะที่ปัจจุบันกองทัพบกนำโดย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้หล่นวลี “ฮ่องเต้ ซินโดรม” หรือ “ซ้ายจัดดัดจริต” แสดงให้เห็นว่ากองทัพมองพรรคการเมืองเกิดใหม่ อย่างพรรคอนาคตใหม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 คู่หูแกนนำอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ปิยบุตร แสงกนกกุล”

                การถูกถอดออกจากตำแหน่ง ส.ส. ของนายธนาธร จากกรณีหุ้น วีลัค-มิเดีย และการลาออกจาก กมธ.งบฯ ของเจ้าตัว พร้อมออกมาเดินสายนอกสภาเต็มตัว จึงเป็นที่จับตาของคนส่วนใหญ่ว่า ที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุในหนังสือลาออก กมธ.งบฯ ว่า “เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้เข้าสภา ก็จะขออยู่กับประชาชน” นั้นมีนัยในการปลุกระดมให้เกิดการชุมนุมหรือไม่ ซึ่งนายธนาธรเอง ก็ ”แทงกั๊ก” ว่า ไม่ได้จะมาเล่นการเมืองบนถนน แต่การชุมนุมจะเกิดหรือไม่เกิด นั้นขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ของประชาชน”

                ในส่วนของการทำงานหลังลาออก นายธนาธรเดินเกมเร็วทันที จากที่ได้เชิญ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับ งบ “ลับ-ลวง-พราง” และสัมปทานต่างๆ ที่กองทัพถือครอง และเรื่องอื่นๆ ขณะที่เจ้าตัวยังมีตำแหน่งอยู่ใน กมธ. จากนั้นเขาประกาศลาออกในวันต่อมา ซึ่งในคืนวันเดียวกันนั้น เจ้าตัวบรรยายสด ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อจี้ประเด็นดังกล่าวต่อทันที  โดยในเนื้อหานั้นแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกับที่ได้พูดไปในสภา

                เช่นเดียวกันกับวันอาทิตย์ที่ 1 ธ.ค. เจ้าตัวจะขยี้ประเด็นนี้ซ้ำอีกครั้ง โดยเปิดให้ประชาชนร่วมรับฟังได้ที่ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เงินนอกงบประมาณ” และ “สารพัดสัมปทาน” ทั้งสนามมวย สนามม้า และการใช้งบประมาณของช่อง 5 และปฏิบัติการ IO ของกองทัพ รวมทั้งการแซะไปยังบรรดานายพล ผู้ร่ำรวยทั้งหลายที่นั่งอยู่ในสภา ในฐานะ ส.ว. ที่ คสช.เลือกมากับมือ

                การขยับครั้งล่าสุด อาจจะไม่ได้สร้างอิมแพ็คอย่างยิ่งใหญ่ให้กับสังคม เปรียบเป็นมวยก็เป็นเพียง “หมัดแย็บ” เบาๆ อีกหมัดเท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมว่า นับแต่การก่อตั้งพรรค นโยบายของพวกเขานั้นท้าทายกองทัพโดยตรง ทั้งเรื่องการปฏิรูปกองทัพ และการเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เช่นเดียวกับการวิพากษ์กองทัพเมื่อมีโอกาสพูดถึง รวมถึงการลงพื้นที่ เพื่อการรณรงค์ โดยการแจกใบปลิว กระจายความเข้าใจให้ประชาชน ในนโยบาย ”ท.ทหารทันสมัย”

                หากจะถามว่าการตั้งตัวเป็น “ศัตรูทางการเมือง” กับกองทัพนั้น จะมีบทสรุปอย่างไร ตอนนี้คงไม่สามารถจะบอกได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองคนไหน “เปิดหน้าชก” ตรงๆ กับหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาททางการเมืองมาตลอด นับแต่มีการรัฐประหารโดย จอมพล ป. แม้ที่ผ่านมา อาจจะมีกรณีที่กองทัพเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับประชาชนบ้าง อย่างเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งจะจบด้วยการสูญเสียโดยเฉพาะฝั่งประชาชน

                แต่สำหรับนักการเมือง อดีตที่ผ่านมาจุดจบทุกครั้งคือโดน “ยึดอำนาจ” โดยจุดเริ่มต้นต่างมาจากการเมืองบนท้องถนนทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป นอกจากประเด็นที่ไม่เคยมีใครทำแล้ว อีกปัจจัยคือขณะนี้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แล้วในรัฐสภา และพร้อมเดินหน้าลุยเต็มที่ แน่นอนว่าเจ้าตัวจะไม่จบโดยการถูก “ยึดอำนาจ”  อย่างแน่นอน

                แต่เรื่องนี้จะจบอย่างไร คงไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่เคยมีเคสตัวอย่าง โลกปัจจุบันหมุนไปข้างหน้าซึ่งแตกต่างกับอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง การเกิดขึ้นมาของโซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และรับรู้แนวความคิดที่ต่างออกไปได้ง่ายและเร็วมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการ  “เพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิด” และทำให้กองทัพเองต้องหาวิธีการรับมือกับยุทธวิธีแบบใหม่ ที่พร้อมจะเข้ามาระรานกันแบบซึ่งหน้า แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน. 

 


สมัยก่อน......... เรือสำเภา มีหินเป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงท้องเรือ กันเรือโคลง สมัยนี้...... ประชาธิปไตยเลือกตั้ง มี ส.ส.เป็น "ตัวอับเฉา" ถ่วงประเทศ กันบ้านเมืองเจริญ!

แรงจูงใจของอาชญากร
ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"