ตื่นกันได้แล้ว


เพิ่มเพื่อน    


     ในช่วงเวลา 5-6 เดือนที่ผ่านมาผลงานรัฐบาลก็มีไม่น้อย คนที่ติดตามข่าวก็คงจะเห็นจากการรายงานข่าวของสื่อมวลชน และบางครั้งก็ได้รู้จากการที่มีคนนำเอามาเผยแพร่ใน Facebook และมีคนช่วยกันแชร์ อย่างไรก็ตามเรื่องราวที่สื่อมวลชนรายงานเป็นข่าวนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นรายงานเพียงครั้งเดียว หลังจากรายงานไปแล้ว เรื่องราวดังกล่าวก็จะหมดคุณค่าการเป็นข่าว เพราะขาดความสดใหม่ เรื่องราวในข่าวจึงถูกนำเสนอเพียงครั้งเดียว หากใครคนใดไม่ได้ดูการนำเสนอของสื่อมวลชนในช่วงเวลาที่มีการนำเสนอ พวกเขาก็จะไม่ได้รับเรื่องราวดังกล่าว เปิดโอกาสให้ฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาลสามารถที่จะเอาไปพูดได้ว่ารัฐบาลบริหารประเทศมาระยะหนึ่งแล้วแต่ไม่มีผลงานอะไร ทั้งนี้เพราะเขาเชื่อว่าประชาชนจำนวนมากไม่ได้รับรู้ผลงานของรัฐบาล ดังนั้นหากพวกเขาจะตำหนิรัฐบาล การตำหนิของเขาก็จะเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือ
     พวกเขาไม่เพียงแค่ตำหนิว่ารัฐบาลไม่มีผลงานเท่านั้น เขายังหาเรื่องที่ตำหนิรัฐบาลได้เก่งมาก หากรัฐบาลทำอะไร หรือคนในรัฐบาลพูดจาอะไรที่ไม่เหมาะไม่สม ไม่ถูกไม่ควร เขาก็จะเอามานำเสนอแล้วขยี้ข่าวนั้นให้เข้มข้น เพื่อคอยด่ารัฐบาล เรื่องที่พวกเขานำเสนอนั้น จริงบ้าง เท็จบ้าง ให้ความจริงไม่ครบด้านบ้าง ตัดเอาคำอธิบายออกบ้าง ด้วยเจตนาที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจผิดรัฐบาล มองรัฐบาลว่าไม่มีฝีมือ ทำสิ่งที่ไม่เหมาะไม่ควร บางคนก็ตำหนิรัฐบาลด้วยความรู้สึกที่เป็นอคติของตนเอง โดยปราศจากความรู้ที่ถูกต้อง แต่ด้วยลีลาในการนำเสนอของเขานั้น ทำให้ประชาชนที่ขาดความรู้ที่ถูกต้องหลงเชื่อ วิธีการดังกล่าวนี้มักจะเกิดกับพรรคที่ผิดหวังจากการไม่ได้เป็นรัฐบาล เพราะก่อนที่จะมีการเลือกตั้งนั้น พรรคนี้เร่งรัด คสช.ให้รีบจัดการเลือกตั้ง เพราะพวกเขามั่นใจมากว่าเมื่อมีการเลือกตั้งพวกเขาจะต้องชนะ และสามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ และก็จะอ้างการได้รับเลือกตั้งมาจากเสียงข้างมาก ทำตามอำเภอใจ ใครขัดขวางไม่ได้ พรรคนี้จะมีคนจำนวนหนึ่งที่มีลีลาคารมดีคอยออกมาให้สัมภาษณ์ตำหนิรัฐบาล ด้อยด่ารัฐบาล พวกเขาทำงานกันได้ผลดีกับประชาชนกลุ่มหนึ่งที่มีจำนวนไม่น้อย ทั้งนี้เพราะฝ่ายประชาสัมพันธ์ของหน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐนั้นยังคงหลับใหล ยังไม่ตื่นมาทำยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผลงานของรัฐบาล ปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามส่งเสียงได้ดังกล่าว
     นอกจากพรรคใหญ่ดั้งเดิมคอยส่งเสียงคอยด่ารัฐบาลแล้ว ยังมีพรรคน้องใหม่ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยด้วยทัศนคติชังชาติ ก็จะออกมาแสดงตนเป็นศัตรูกับสถาบันต่างๆ พยายามจะลดความสำคัญของสถาบันสูงสุด ไม่ต้องการให้มีการทำนุบำรุงศาสนาใดๆ ทำตัวเป็นปรปักษ์กับกองทัพ กล่าวหาการเกณฑ์ทหารอย่างสาดเสียเทเสีย ต้องการลดความสำคัญของกองทัพ ดูถูกขนบธรรมเนียมของไทย ทำลายความสัมพันธ์ที่คนไทยเรานับถือกันแบบเครือญาติ ทำลายความเคารพนับถือครูบาอาจารย์ ดูถูกประเพณีบางอย่างของไทย สร้างความแตกแยกระหว่างคนต่างวัย กล่าวหาผู้บริหารที่มาจากการเลือกตั้งตามครรลองประชาธิปไตยว่าเป็นการสืบทอดอำนาจเผด็จการ พยายามจะเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองของไทย พยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมิ่นศาล ละเมิดอำนาจศาล ไม่ยอมรับอำนาจศาล ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน ลดความน่าเชื่อถือองค์กรอิสระ สร้างข่าวปลอมเพื่อเอาดีเข้าตัว เอาชั่วให้คนอื่น ทำตัวท้าทายกฎหมาย และเมื่อถูกตัดสินว่าทำผิดกฎหมายก็สร้างวาทกรรมว่าถูกกลั่นแกล้ง เมื่อไม่สามารถทำงานในสภาได้ก็ออกมาตระเวนสร้างวาทกรรมต่างๆ นานากล่าวหา คอยด่ารัฐบาล โดยเอาเยาวชนที่ไม่ชอบการเกณฑ์ทหารเป็นพวก พูดจายุยงเหมือนชวนคนออกมาต่อต้านรัฐบาลลงถนน การสื่อสารหลายเรื่องเป็นเรื่องโกหกต่อเนื่อง เป็น Serial lies แบบไม่เคยรู้สึกผิด
     สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ที่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล แต่ฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำ ยังคงทำงานด้านประชาสัมพันธ์อย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ เหมือนคนที่ยังคงหลับใหล ไม่ตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ เรื่องดีไม่เผยแพร่ ด้วยยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์ เรื่องไม่ดีก็นิ่งเฉยเป็นเป้านิ่ง อยากจะถามว่าที่เป็นเช่นนี้ เพราะทำไม่เป็น หรือทำเป็นแต่ขี้เกียจ หรือทำเป็นไม่ได้ขี้เกียจ แต่ทัศนคติของผู้นำองค์กร และวัฒนธรรมองค์กร ทำให้ไม่สามารถดำเนินงานด้านการประชาสัมพันธ์ให้มีประสิทธิภาพ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม อยากจะบอกว่าจะให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานประชาสัมพันธ์ของรัฐจะต้องตื่นขึ้นมาทำงานประชาสัมพันธ์ในลักษณะของ Information warfare ได้แล้ว ทุกฝ่ายตั้งแต่เบอร์หนึ่งขององค์กรต้องตระหนักรู้ว่ารัฐบาลกำลังถูกดึงลงสนามของสงครามข่าวสาร จะนิ่งเฉยไม่วางยุทธศาสตร์การทำสงครามข่าวสารไม่ได้แล้ว ต้องลุกขึ้นมาทำสงครามข่าวสารอย่างจริงจังก่อนที่ฝ่ายตรงข้ามจะยึดครองความคิดและทัศนคติของเยาวชนของชาติไปได้ทั้งประเทศ
     การประชาสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารสาธารณะเท่านั้น แต่การประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องของการบริหารจัดการภาพลักษณ์และชื่อเสียง ที่จะต้องมียุทธศาสตร์ทั้งด้านการสื่อสารและการทำกิจกรรมอื่นที่จะต้องทำให้ประชาชนได้รับรู้ผลงานของรัฐบาลอย่างถูกต้องและครบถ้วน ต้องมีการทำดี ต้องสร้างผลงาน แล้วจะต้องทำงานประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับรู้ ทั้งด้วยวิธีการสื่อสารสาธารณะและกิจกรรมอื่นๆ จะต้องทำอย่างต่อเนื่อง ทันเวลา รวดเร็ว จริงจังหนักแน่น ผู้บริหารต้องเห็นความสำคัญของการประชาสัมพันธ์ และเชื่อพลังการสื่อสาร จะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว ทุกฝ่ายต้องตื่นขึ้นมาทำการสื่อสาร ทำกิจกรรมต่างๆ ที่จำเป็นในการบริหารภาพลักษณ์และชื่อเสียงของรัฐบาลให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนในการพัฒนาประเทศ เพื่อประโยชน์ของประชาชน หากอีกฝ่ายพยายามก่อสงครามเพื่อที่จะคอยด่ารัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลอยู่ไม่ได้ แล้วยังมีอีกฝ่ายหนึ่งที่กำลังพยายามจะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางเสื่อม แล้วฝ่ายรัฐบาล ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำยังทำงานประชาสัมพันธ์กับแบบนี้ รัฐบาลอยู่ไม่ได้ ประเทศชาติสูญเสียอัตลักษณ์ที่ดีงาม คนที่มีหน้าที่ด้านประชาสัมพันธ์ทั้งหลาย ท่านจะรับผิดชอบอย่างไร รักชาติ รักแผ่นดิน ตื่นกันเถอะนะ ทำหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพกันหน่อยเถอะนะ.


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน