ปลุกพรรคร่วมเดินหน้า ‘บิ๊กตู่’ทวงสัญญาใจกลางงานเลี้ยง/ยก‘ศรีนวล’ข่มส้มหวาน


เพิ่มเพื่อน    

“ประยุทธ์” ร่วมงานเลี้ยง 18 พรรคร่วมรัฐบาล รอบนี้ไร้เมนู “หูฉลาม" ฮือฮา! "ศรีนวล" มาร่วมแจมด้วย พรรคร่วมฯ ปรบมือต้อนรับครึกครื้น "บิ๊กป้อม" ลั่นแค่หม่ำข้าวเชื่อมสัมพันธ์ไม่มีอะไรในกอไผ่เพราะซี้ปึ้กกันทั้งนั้น “อนุทิน” บอกชัดพร้อมรับศรีนวลเข้าพรรค รอขั้นตอนทางการก่อน “ธนาธร” ฟ้องทั้งบิ๊ก กกต.และระดับทำงาน 14 รายเร่งคดียุบพรรค ศาลนัดไต่สวนก่อนรับคดีหรือไม่ต้นปีหน้า “พิธา” รับทุกวันนี้เสี่ยเอกยังเป็นผู้นำ ส่วนอนาคตต้องรอกระบวนการ
เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม ที่สโมสรราชพฤกษ์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เป็นเจ้าภาพจัดงานเลี้ยงพรรคร่วมรัฐบาลในชื่อ “รวมพลัง สร้างชาติ” เนื่องในโอกาสส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เพื่อเป็นการกระชับมิตร โดยเมนูอาหารจัดเลี้ยงครั้งนี้ ประกอบด้วย กระเพาะปลาผัดแห้ง, ขนมผักกาดผัดซอส, กุ้ง-หอยเชลล์พริกคั่ว,  ไก่แช่เหล้า, ปลาเงินทอด, ซุปเสฉวนซีฟู้ด, ปลาเก๋าแดงนึ่งเต้าซี่, ผักบ๊อกชอยผัดกระเทียม และบะหมี่เป็ดตุ๋นอบใบชา ส่วนของหวานเป็นบัวลอยแปะก๊วยน้ำขิง ซึ่งน่าสังเกตว่าเมนูอาหารครั้งนี้ไม่มีเมนูหูฉลามเหมือนรอบที่ผ่านมา
โดยเมื่อเวลา 17.00 น. แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลและ ส.ส.ได้ทยอยเดินทางมาร่วมงาน ก่อนที่เวลา 18.40 น. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี จะเดินทางมาถึง จากนั้นเวลา 19.00 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางมาร่วมงาน ขณะเดียวกัน น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เขต 8 เชียงใหม่ ที่ถูกพรรคอนาคตใหม่ขับออกจากพรรค ก็เดินทางมาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน โดย น.ส.ศรีนวลเดินตรงเข้าไปรวมกลุ่มกับ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย
และเมื่อนายกฯ เดินเข้าไปร่วมงานแล้ว นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข ได้นำลูกพรรคภูมิใจไทยเดินเข้าไปในงาน โดยมี น.ส.ศรีนวลเดินตามไปด้วย ซึ่งทันทีที่เดินเข้าไปมีเสียงปรบมือต้อนรับอย่างครึกครื้น ขณะที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐต่างเข้ามาขอถ่ายภาพและเซลฟีกับนายกฯ และนายกฯยังได้เดินถ่ายภาพกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกโต๊ะด้วย
อย่างไรก็ตาม ในงานสัมมนาครั้งนี้บรรดาพรรคเล็กได้เดินทางมาร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง เช่น พรรคไทยศรีวิไลย์, พรรคพลังท้องถิ่นไท, พรรคประชาธรรมไทย ฯลฯ 
    จากนั้น เวลา 19.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.ประวิตรได้ขึ้นเวทีพร้อมกล่าวกับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่มาร่วมงานตอนหนึ่งว่า ขอบคุณนายกฯ คณะรัฐมนตรี และส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่มาร่วมงานในวันนี้ ถือว่าการพบปะในคืนวันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่พรรคร่วมรัฐบาล ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ จะได้มาร่วมกันหารือถึงแนวทางการทำงานร่วมกันที่เป็นเอกภาพ มีโอกาสพูดคุยเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต เพื่อลูกหลานของเรา แม้ว่าเราจะมาจากหลากหลายพรรค
    ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า วันนี้หลายท่านมีประชุมสภา บางทีก็ไม่ว่าง ใส่หัวโขนกันมาทั้งวัน แต่ที่นี่ไม่มีหัวโขน และอย่างที่ได้กล่าวไป ตนใส่เสื้อมาอย่างสบายๆ แต่ลูกน้องบอกว่าไม่ได้ เดี๋ยว ส.ส.ผู้ทรงเกียรติจะว่าเอา ก็ต้องใส่เสื้อมาดี ตนอยากจะพูดจากใจ วันนี้ถือว่าเป็นวันดี ขอบคุณทุกท่านที่ให้เกียรติกับตนมาร่วมงานในวันนี้ ถือว่าเป็นวันแห่งความสุข วันแห่งความเป็นพี่เป็นน้องของพวกเราทุกคน ไม่ว่าจะพรรคใด เราก็คือพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ ทั้ง นี้ เมื่อนายกฯ พูดถึงช่วงนี้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลที่อยู่ในงานต่างปรบมือและตะโกนตอบว่า “ใช่” อย่างพร้อมเพรียงกัน
    จากนั้น นายกฯ กล่าวอีกว่า เพราะฉะนั้นคำว่าร่วมรัฐบาล มันเหมือนกับร่วมสายเลือด ซึ่งคำว่าร่วมสายเลือดมันลึกซึ้ง กินความมากกว่าทุกอย่าง วันนี้เราทำเพื่อวันนี้และอนาคต แล้ววันหน้าจะมีใครอีก ถ้าไม่ใช่พวกเรา มีหรือไม่ ที่นั่งกันอยู่ตรงนี้ ถ้าเราแข่งกันเองมากเกินไป ก็จะออกมาอีกรูปแบบหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา ประเทศชาติไม่ได้อะไรกลับมาเลย เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องรวมพลังกัน เรารวมกันทั้งหมด 19 พรรค เวลาเราไปต่างประเทศ เขาถามตนว่ามีพรรคร่วมรัฐบาลกี่พรรค บอกไปว่ามี 19 พรรค เขาก็สยองเหมือนกัน เขาถามว่าจะอยู่กันได้หรือ 19 พรรค ตนบอกไปว่านี่มันสบายๆ ไทยแลนด์ อยู่กันได้หมดแหละ เพราะเราเป็นพี่น้องกันทั้งสิ้น มีใครไม่รู้จักตน หรือมีใครที่ตนไม่รู้จักบ้าง รู้จักทั้งหมด แต่จะรู้จักมากหรือน้อย จำได้บ้างหรือไม่ได้บ้าง 
กำชับงานสภาให้เข้มแข็ง
    “แต่ที่น้อยใจคือการทำโพลของสถาบันพระปกเกล้า เขาถามในหัวข้อว่า รู้จักนายกฯ หรือไม่ แต่คำตอบที่ได้ยังมีว่าไม่รู้จักนายกฯ ประเทศไทยอยู่ 0.3 เปอร์เซ็นต์ ผมก็สงสัยคนพวกนี้อยู่ที่ไหน นั่นแหละคือสิ่งที่เป็นปัญหาของพวกเรา ซึ่งเราทำอะไรก็ตาม ถ้าเขาไม่รู้ใจ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าถึงเขา นั้นคือปัญหาของพวกเรา เป็นความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน ที่ทำให้เขาเข้าใจไม่ได้ ต่อให้เราทำอะไรมากกว่านี้ อีกหลายเท่าเขาก็ไม่รู้ แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าหาโอกาสได้อย่างไรเข้าหารัฐบาลได้อย่างไร นั่นคือสิ่งที่ผมขอฝากทุกคนด้วย”นายกฯ กล่าว
    นายกฯ กล่าวอีกว่า อยากจะบอกทุกคนว่า เราต้องทำให้สภาของเราเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ มีความเชื่อมั่น ทั้งนี้สิ่งที่ตนได้รับคำสอนมาตลอด ว่าเราต้องหาความดีของคนทุกคนให้ได้ ถ้าเราหาแต่ความไม่ดีของคนทุกคนมันไม่ได้หรอก คบกันไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ตนยึดมั่นในหลักการ หรือแม้แต่ลูกน้องก็ต้องหาความดีให้เจอ แล้วเอามาใช้งาน เอามาทำงานร่วมกัน แล้วเขาก็จะกลายเป็นคนดีมาก ฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ตนต้องการคือ เราจะเดินหน้าประเทศไทยไปอย่างไร อดีตคืออะไร เอามาพิจารณา อะไรที่ไม่ดีเก็บไว้อย่าทำอีก นั่นแหละคือที่มาของหลายๆ อย่างที่เราแก้ในวันนี้
    “อย่างรัฐธรรมนูญเขาเขียนมาเพื่ออะไร เขาไม่ต้องการให้เกิดอย่างเดิม แต่ผมไม่ได้มีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง และสิ่งที่ต้องทำในวันหน้าคืออย่าให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีกโดยเด็ดขาด พวกผมเป็นทหาร อยู่กันมาตลอดระยะเวลาเป็นสิบๆ ปี อยู่ภายใต้การบริหารงานของพวกท่าน ผมไม่เคยมีปัญหา ไม่เคยมีจริงๆ เจียมเนื้อเจียมตัว อยู่ในระบบระเบียบให้มากที่สุด จนกระทั่งมีสถานการณ์ ผมก็เข้ามา และเมื่อเข้ามาแล้วก็จะทำให้ดีที่สุด แต่ผมทำคนเดียวจะได้หรือไม่ ต้องมีทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ และผมก็เชื่อมั่นด้วยสัญญาของสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ ทั้งหลายในห้องนี้ด้วยสัญญาใจที่มีให้กันว่า เราจะนำพาประเทศชาติของเราไปข้างหน้า ไม่หยุดยั้ง เราจะต้องไม่ย่อท้อต่อความท้าทายต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเรื่องเทคโนโลยีหรือดิจิทัลต่างๆ ทำอะไรประเทศไทยไม่ได้หรอก เพราะเรามีจิตใจที่มั่นคงบนพื้นฐานชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ทั้งนี้ ทันทีที่นายกฯ พูดจบช่วงนี้ก็มีเสียงปรบมือตามมาทันที จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์กล่าวแซวตัวเอง “เอ๊ะ สรุปว่ามาหาเสียงหรือเปล่าเนี่ย” ทำให้เรียกเสียงหัวเราะลั่นห้องสัมมนา
    จากนั้ นพล.อ.ประยุทธ์ชักชวนแกนนำพรรคร่วมฯ อาทิ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ และหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา, นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ, นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ขึ้นร้องเพลง "ด้วยรักและผูกพัน" และ "จับมือไว้" ของธงไชย แมคอินไตย์ โดยมี ส.ส.จากทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ร่วมร้องเพลงนี้ อาทิ น.ส.ศรีนวล, น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุ รีพรรคพลังประชารัฐ, นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ พรรคไทยศรีวิไลย์
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลจนต้องจัดงานเลี้ยงว่า ไม่มีรอยร้าวในพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 18 พรรค ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเพียงการกินข้าวร่วมกันเฉยๆ เพราะทำงานมา 4-5 เดือนกันแล้ว ยังไม่ได้กินข้าวร่วมกัน ก็มาเจอกัน ไม่มีอะไร สื่อก็พยายามให้มีเรื่องอยู่เรื่อย มีเวลาว่างเมื่อไหร่ก็นัดเจอกัน กินกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ไม่เห็นมีอะไรต้องน่าห่วง
      เมื่อถามถึงกระแสข่าวการเปลี่ยนตัวเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) จากนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน เป็นนายอนุชา นาคาศัย พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า แล้วแต่พรรค คงไม่มีใครอยากให้เปลี่ยน ถ้าพรรคทำงานได้ก็ไม่เปลี่ยน แต่ถ้าพรรคทำงานไม่ได้ก็คงเปลี่ยน ซึ่งนายสนธิรัตน์ก็ทำหน้าที่เลขาฯ พรรคดีอยู่ ไม่มีอะไร
"ผมยังไม่รู้เลย พวกคุณรู้ได้อย่างไรว่าจะย้ายเข้าพลังประชารัฐ พวกคุณก็พูดกันไปเอง ยังไม่รู้ ก็ต้องแล้วแต่พรรค" พล.อ.ประวิตรกล่าวตอบถึงกรณี 4 ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ที่ถูกขับออกจากพรรคแล้วจะย้ายเข้าพรรค พปชร.
    ขณะเดียวกัน ที่รัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้เดินทางมาร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเมื่อนายอนุทินมาถึงคณะ ส.ส.พรรค ภท. พร้อม น.ส.ศรีนวล บุญลือ ส.ส.เชียงใหม่ ได้มารอต้อนรับ ซึ่งนายอดิพงษ์ ฐิติพิทยา ส.ส.บุรีรัมย์ พรรค ภท.บอกกับนายอนุทินว่า “วันนี้มีสมาชิกใหม่มาแนะนำ” นายอนุทินหัวเราะก่อนยกมือรับไหว้ น.ส.ศรีนวล ซึ่งนายอนุทินถาม น.ส.ศรีนวลเป็นภาษาเหนือว่า “เป็นจะใดพ่อง อบอุ่นหรือไม่” ซึ่ง น.ส.ศรีนวลตอบว่า “ก็สบายดีเจ้า และอบอุ่น” 
    จากนั้นผู้สื่อข่าวได้ถาม น.ส.ศรีนวลว่าได้สมัครเข้าพรรค ภท.อย่างเป็นทางการหรือยัง น.ส.ศรีนวลตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ยังเจ้า”
รอขั้นตอน'กกต.'
    เมื่อถามย้ำว่ามีการวางแผนอย่างไรบ้าง นายอนุทินกล่าวตอบแทนว่า ทุกอย่างมีขั้นตอน ต้องรอขั้นตอนให้เรียบร้อย ซึ่ง น.ส.ศรีนวลได้แสดงความจำนงจะมาขอสมัครเข้าพรรค ซึ่งพรรคก็มองว่าถ้ามีนักการเมืองท่านใดที่คิดว่าจะมาทำงานกับพรรค และทำประโยชน์ให้พี่น้องประชาชนเราก็ต้องพิจารณา อย่างที่เรารู้กันว่า น.ส.ศรีนวลเป็น ส.ส.ที่ขยัน สมัยอยู่อนาคตใหม่ก็พยายามประสานงานนำความทุกข์ร้อนของชาวบ้านในเขตของตัวเองมาหารือในที่ประชุมสภาเพื่อหาทางแก้ไข เป็นการทำงานที่ทุ่มเทให้ประชาชน พรรค ภท.ก็ยินดีต้อนรับ ซึ่งตอนนี้ต้องรอคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจต้องแจ้งอย่างเป็นทางการ ก็ต้องเป็นไปตามนั้น
    เมื่อถามว่า พรรค อนค.ท้าให้ น.ส.ศรีนวลลาออกเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งใหม่ น.ส.ศรีนวลกล่าวว่า เปลืองงบหลวงเจ้า ในเมื่อประชาชนเลือกมาแล้วก็จะอาสาสานต่อทำงานเพื่อประชาชนต่อไป เพราะการลาออกเป็นการเสียงบประมาณโดยใช่เหตุ
    ถามอีกว่า ก่อนหน้านี้เคยได้พูดคุยกันเพื่อชักชวน น.ส.ศรีนวลมาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า คนโดนขับแล้วจะดึงมาได้อย่างไร ซึ่งนายอนุทินได้หันไปพูดกับ น.ส.ศรีนวลว่า “บ่เคยได้อู้กันเนอะ ฮู้จักกันเฉยๆ”
    เมื่อถามว่า น.ส.ศรีนวลจะถูกกระแสต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ด้วยใช่หรือไม่ น.ส.ศรีนวลกล่าวว่า หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน ความจริงก็คือความจริง วันหนึ่งถ้าชาวบ้านรู้ความจริง ก็คงจะรักเรายิ่งกว่าเดิม
    ด้าน พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา ส.ส.จันทบุรี ที่ถูกพรรค อนค.ขับออกจากพรรค กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ทาบทามไปร่วมพรรค ว่ามีหลายพรรคมาพูดคุยเพื่อชักชวนตนเอง และนายจารึก ศรีอ่อน ส.ส.จันทบุรี ซึ่งพรรค ชทพ.ก็เป็นหนึ่งในพรรคที่มาชักชวน แต่ต้องปรึกษานายจารึกก่อนว่าจะไปอยู่พรรคไหน โดยพรรคที่เราจะไปร่วมงานนั้นต้องมีแนวนโยบายที่เหมาะสมกับแนวทางการทำงานในพื้นที่ด้วย 
ขณะที่นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) กล่าวถึงการทาบทาม 4 ส.ส.พรรค อนค.ว่ายังไม่มีการคุยกัน แต่ในสภาก็รู้จักสนิทสนมกันทั้งนั้น ถือเป็นเรื่องของอนาคต อาจต้องรอดูสักพัก ทั้งนี้ถ้าจะมาก็คงมาคุยในฐานะหัวหน้าพรรค 
    วันเดียวกัน ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ธ.ค. นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค. และพรรค อนค. ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-2 ยื่นฟ้อง กกต. และทีมสืบสวนและไต่สวนในคดีที่ กกต.ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรค อนค.จากการกู้เงิน 191 ล้านบาทของนายธนาธรมาดำเนินการทางการเมือง เป็นจำเลย 14 ราย ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.2560 มาตรา 69 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 86
นัด 6 ม.ค.ไต่สวน
    โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า การทำรายงานการไต่สวนพร้อมทั้งสรุปสำนวนการสืบสวนและไต่สวนเพื่อพิจารณาไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับโจทก์ทั้งสอง จึงถือได้ว่ายังไม่มีการไต่สวนตามกฎหมาย และเป็นการละเว้นการกระทำอันมิชอบ ขณะที่เลขาธิการ กกต.และคณะ กกต.ทั้ง 7 รายก็ทราบอยู่แล้วว่าสำนวนการสืบสวนและไต่สวนยังไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่กลับร่วมกันลงมติให้ดำเนินคดีแก่โจทก์ทั้งสองตามสำนวนการสืบสวนและไต่สวนดังกล่าว โดยมีมติเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลพิจารณายุบพรรค จึงเป็นจงใจละเมิดต่อกฎหมาย และเป็นการร่วมกันปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ที่ถูกลิดรอนสิทธิที่จะรับทราบข้อกล่าวหา, ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา, เสนอพยานหลักฐาน หรือต่อสู้คดีตามสิทธิในกระบวนการยุติธรรม
    หลังยื่นฟ้อง ศาลรับไว้ในสารบบเป็นคดีหมายเลขดำ อท.185/2562 ซึ่งศาลกำหนดนัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจคำฟ้องว่าจะรับคำฟ้องนี้ไว้ไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ต่อไปหรือไม่ ในวันที่ 6 ม.ค. 2563 เวลา 09.00 น.
    ก่อนหน้านี้ นายธนาธรได้ยื่นฟ้อง กกต.ทั้งคณะ 7 คน ไปเมื่อวันที่ 18 พ.ย. เป็นคดีหมายเลขดำ อท.168/2562 ในความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 69 และกฎหมายอาญา มาตรา 157 เช่นกัน จากกรณีวันที่ 25 มี.ค.- 16 พ.ค. ที่ได้สืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดข้อเท็จจริงกรณีถือหุ้นในบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด ซึ่งศาลมีคำสั่งให้เลขาธิการ กกต.ชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมส่งเอกสารส่งศาลภายในวันที่ 19 ธ.ค.นี้ และให้นัดฟังคำสั่งหรือคำพิพากษาชั้นตรวจฟ้องอีกครั้งวันที่ 24 ธ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
    นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กล่าวถึงกระแสข่าวหากพรรคถูกยุบจะขยับตำแหน่งมาเป็นแกนนำพรรคในสภา ว่าตอนนี้ยังเป็นสมาชิกพรรค และหัวหน้าพรรคก็ยังชื่อธนาธรอยู่เหมือนเดิม จึงไม่ได้คิดว่าต้องไปคิดอะไรล่วงหน้า แต่เท่าที่พูดคุยกันกับสมาชิกพรรค การจะไปที่ไหน จะอยู่ที่เดิม หรือจะไปในรูปแบบไหน เราจะไปแบบเป็นปึกแผ่นด้วยกัน และเราเชื่อว่าเราพร้อมจะสู้ในเชิงกฎหมายเพื่อพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหาไม่เป็นความจริง
    “ยืนยันว่าตอนนี้ไม่ได้มีการวางแผนในส่วนของตัวผู้นำพรรคคนใหม่เหมือนที่นายธนาธรพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าตอนนี้ยังคงเป็นพรรคอนาคตใหม่ และขอย้ำอีกครั้งว่า สำหรับผมหัวหน้าก็ยังชื่อธนาธรเหมือนเดิม” นายพิธากล่าว และว่า การที่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็ไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็นผู้นำพรรคคนใหม่ เพราะเรื่องพวกนี้พรรคใช่ว่าใครจะจิ้มเลือกก็ได้ มันมีกระบวนการ มี กก.บห.พรรค ซึ่งอะไรจะเกิดก็พร้อม และเชื่อว่าพรรคเรามีคนสมาชิกพรรคที่มีศักยภาพที่พร้อมจะไปด้วยกัน แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ คือให้กำลังใจกัน
    นายประสาร มฤคพิทักษ์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า อนาคตใหม่ไม่รู้จักคำว่าความชอบธรรมในการชุมนุม การประกาศว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มี 2 ทางเลือกจะแก้โดยดี หรือจะแก้ด้วยเลือด แถมบอกว่าจะนำม็อบลงถนนในเดือนหน้า นับว่านายธนาธรท้าทายสังคมไทยอย่างสำคัญ ซึ่งในฐานะที่มีประสบการณ์ตรงในการชุมนุมทางการเมืองมาหลายครั้ง มีบทเรียนที่ควรคิดว่าการชุมนุมที่จะได้รับพลังร่วมจากมหาชนนั้น ต้องมีความชอบธรรมเป็นแก่นแกน และต้องก้าวพ้นไปจากประโยชน์ตนและประโยชน์พรรคพวก แต่กรณีม็อบลงถนนเดือนหน้า แม้อ้างเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือเรื่องยกเลิกเกณฑ์ทหาร ก็เห็นได้ว่าเป็นการชุมนุมที่เริ่มมาจากการปะทุอารมณ์ที่ถูก กกต.ลงมติส่งคำร้องไปศาลให้ยุบพรรค ซึ่งถือเป็นพฤติกรรมที่ควรละอาย
    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า การยั่วยุของลัทธิชังชาตินับวันมีการกระทำที่ยั่วยุมากขึ้นในหลายเหตุการณ์ ทั้งการทวีตในสิ่งไม่บังควรและไม่ควรเผยแพร่ รวมทั้งการถ่ายภาพเพื่อจงใจยั่วยุประชาชนที่รักชาติ ศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งวิธีการหนึ่งที่จะใช้ต่อสู้กับลัทธิชังชาติคือความจริง จึงขอชวนชวนประชาชนที่รักชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ เข้าร่วมเสวนาอุดมการณ์และการสื่อสารทางการเมือง ทำความเข้าใจลัทธิชังชาติของพรรค รปช.ที่จะจัดตามพื้นที่ต่างๆ.
    


ย่ำเท้าอยู่กับเรื่อง "ล่มชาติ-ล่มสถาบัน" มันช่างไร้สาระ "ถ่วงความเจริญบ้านเมืองเสียจริงๆ"

'กราบเดียว' จันทร์ส่องหล้า
กระจกสภา 'ชุมพล จุลใส'
อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'