จากภัยแล้ง...ถึงภัยการเมือง!!!


เพิ่มเพื่อน    

                                     

                ถึงจะหนาวอีก หนาวซ้ำ กันไปถึงขั้นไหน (ตามที่กรมอุตุฯ ท่านได้ทำนาย ทายทัก เอาไว้ล่วงหน้า) ก็คงไม่ได้ถึงกับเป็น ปัญหา มากมายซักเท่าไหร่ เผลอๆ...กลับถือเป็นการสนอง ตัณหา ของพวกที่ชอบหนาว ชนิดต้องถ่อไปดูแม่คะนิ้ง พ่อคะน้า ถึงยอดดอยโน่นเลย แต่สำหรับ แล้ง นี่สิทั่น!!! ถ้ายังไม่คิดขยับเนื้อ ขยับตัว เอาไว้ก่อนล่วงหน้า มันจะหนักหนา สาหัส ไปถึงขั้นไหน ก็ยังมิอาจคาดคะเนได้...

                                     ------------------------------------------------

                คือความแห้ง ความแล้ง ในช่วงปีหนู ปีนี้...ท่าทางมันจะมาเร็ว และมาแรง อย่างเป็นพิเศษ ถึงขั้นเล่นเอา น้ำประปา ทั้งกร่อย ทั้งเค็ม ชนิดบ้วนปากแทบไม่ต้องอมเกลือ เอาเลยถึงขั้นนั้น ด้วยเหตุที่ว่ากันว่า...เป็นเพราะปริมาณน้ำเค็มท่านค่อยๆ รุกไล่ ปริมาณน้ำจืด ที่กำลังแห้งลงๆ ไปทุกขณะ จนเอ่อล้นขึ้นไปถึงสถานีสูบน้ำประปา แถวริมฝั่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา น้ำประปาเลยต้องทั้งเค็ม ทั้งกร่อย ไปด้วยประการฉะนี้ หรืออาจถือเป็นการ ส่งสัญญาณ ต้อนรับปีใหม่ ให้พอได้รับรู้ รับทราบ กันโดยถ้วนหน้า ว่าความแล้งปีนี้ มันออกจะ เอาเรื่อง อยู่พอสมควรทีเดียว...

                                   ------------------------------------------------

                โดยถ้าหากใครก็ตาม...ยังไม่รู้ได้สึก รู้สา ถึงรสชาติของน้ำประปาในช่วงความแล้งกำลังจะมาเยือน ก็อาจต้องไปนำเอาตัวเลขสถิติมากางให้เห็นกันจะจะ โดยเฉพาะตัวเลขของ ปริมาณน้ำที่ใช้การได้ ในเขื่อนหลักๆ 4 เขื่อน ของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ไล่มาตั้งแต่ เขื่อนภูมิพล ปริมาณน้ำในชนิดว่า เหลือติดเขื่อนอยู่ประมาณ 1,803 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนสิริกิติ์ เหลืออยู่ 2,023 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนแควน้อย เหลืออยู่ 400 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เหลืออยู่ 235 ล้านลูกบาศก์เมตร นำมาบวกรวมกันทั้งหมด ได้เป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้จำนวน 4,461 ล้านลูกบาศก์เมตร ต่ำไปกว่าปริมาณตามมาตรฐานที่พึงมี ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ไปเกือบเป็นพันๆ ล้านโน่นเลย...

                                     ---------------------------------------------

                ทั้งๆ ที่เพิ่งเริ่มต้นปีหนู เริ่มต้นเดือนมกราฯ ไปแค่ไม่กี่วันเท่านั้นเอง...ความแล้ง หรือความขาดแคลนน้ำ มันก็เริ่มโผล่ให้เห็นกันแบบชัดๆ แม้อีกวัน-สองวันข้างหน้า อาจมีฝน มีพายุ แผ่กระจายเข้ามาบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็อาจไปตกอยู่แถวๆ เหนือๆ เขื่อน โดยไม่อาจเข็นเขื่อนติดล้อไปรองรับเอาไว้ได้เลย ตัวเลขปริมาณน้ำฝนโดยเฉลี่ยในช่วงอีก 3 เดือนข้างหน้า คือตั้งแต่มกราคม ไปจนถึงมีนาคม มันจึงถูกคาดการณ์เอาไว้โดยเฉลี่ย ว่าจะอยู่ในระดับปริมาณ 22 มิลลิเมตรเท่านั้นเอง ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานตามปกติ ที่เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 43 มิลลิเมตร หรือต่ำกว่าเกณฑ์ปกติไปถึง 20 เกือบ 30 เปอร์เซ็นต์เอาเลยก็ว่าได้...

                                      ----------------------------------------------

                ความแล้ง...มันเลยกำลังจะกลายเป็น ปัญหา ที่ออกจะเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย แถมยังเป็นปัญหาที่คาราคาซังมาโดยตลอด ทั้งๆ ที่ประเทศไทยไทยแลนด์ แดนสยาม ของหมู่เฮา จะเคยได้ชื่อว่าเป็นราชอาณาจักรที่มีองค์พระมหากษัตริย์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง น้ำ อย่างเป็นพิเศษ แต่ก็อย่างว่านั่นแหละ...ไม่ว่า พระราชดำรัส หรือ พระราชดำริ ใดๆ ก็ตาม มักผ่านเข้าไปทางหูซ้ายแล้วเป็นอันต้องทะลุออกไปทางหูขวา ของใครต่อใครซะทุกทีไป กระทั่งพระราชดำรัสและพระราชดำริ เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง ก็เถอะ ไม่เพียงแต่ต้องใช้ระยะเวลากว่า 30 ปี ถึงใครๆ พอจะ เก็ต ขึ้นมามั่ง แต่เมื่อเก็ตแล้ว ก็ไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรงอกเงยขึ้นมาซักเท่าไหร่ นอกจากเอาไปใช้เป็น ยันต์กันผี กันไปตามสภาพ...

                                     ------------------------------------------------

                ด้วยความแล้ง...ที่ออกจะเป็นไปในแบบซ้ำๆ ซากๆ วนมา-วนไป ไม่ต่างอะไรไปจาก การเมือง นั่นเอง มันเลยอดที่จะก่อให้เกิดความน่าห่วง น่ากังวล มิใช่น้อย หรืออดไม่ได้ที่จะรู้สึกโหวงๆ เหวงๆ ขึ้นมาดื้อๆ!!! เพราะในขณะที่ความแล้ง มันกำลังมาแรง แซงโค้ง การเมือง...ก็ดันทำท่าว่าถึงจะแดง-ไม่แดง แต่ขอให้แรงเข้าว่าซะอีกล่วย อันนี้นี่แหละ...มันเลยออกจะน่าห่วง น่ากังวลอยู่พอสมควร โดยเฉพาะถ้าหากบรรดาผู้ชอบอ้าง พระราชดำรัส หรือ พระราชดำริ ไว้เป็นยันต์กันผี ยังไม่คิดขยับเนื้อ ขยับตัว หรือไม่ได้ เข้าถึง และ เข้าใจ ต่อพระราชดำรัสและพระราชดำริอย่างแท้จริง...

                                   --------------------------------------------------

                ก็เอาเป็นว่า...ถือเป็นความห่วง ความกังวล ของคนแก่ คนชรา อย่าง ท่านขุนน้อย ก็แล้วกัน จะเป็นความห่วงที่ เกินกว่าเหตุ หรือ สมควรแก่เหตุ บรรดาผู้มีสติ ปัญญา และผู้ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบทั้งหลาย ก็ลองนำไปพิจารณา ใคร่ครวญ หวนคิด กันเอาเองก็แล้วกัน เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องความแล้ง หรือเรื่องการเมืองก็เถอะ...ดังที่สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกฯ ท่านได้มอบ คติธรรม ไว้ในช่วงปีใหม่นั่นแหละว่า การ กระทำ ใดๆ ก็ตาม ย่อมต้องก่อให้เกิด ผลแห่งการกระทำ นั้นๆ ตามมาเสมอๆ อันเป็นไปตาม กฎเหล็ก, กฎวิทยาศาสตร์แห่งธรรมชาติ หรือ กฎแห่งกรรม นั่นเอง การรับมือกับความแล้ง และความผันผวนทางการเมือง มันจะเป็นไปในรูปไหน หรือนำไปสู่มุมจบเช่นไร ก็คงหนีไม่พ้นไปจากกฎแห่งกรรมโดยเด็ดขาด...

                                  ---------------------------------------------------

                ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Thomas Carlyle... “Not what I have but what I do is my kingdom. – อาณาจักรของข้าพเจ้ามิใช่สิ่งที่ข้าพเจ้ามี แต่เป็นสิ่งที่ข้าพระเจ้ากระทำ...”

                                  ---------------------------------------------------- 


เฮ้อ..... เราจะต้องนับหัวคนป่วย-คนตายเป็น "ปฏิทินรายวัน" กันอีกนานมั้ยเนี่ย? พูดแล้วก็เหงาใจนัก! แต่ไม่น่ะ....

'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'