'ยุติธรรม' ยุค 'สมศักดิ์ เทพสุทิน' 'ปวดหัวตัวร้อนมาหาเรา'


   

 

           วันแรกที่หลายคนเห็น "สมศักดิ์ เทพสุทิน" มีชื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อาจสงสัยว่าเขาจะทำงานนี้ได้อย่างไร เพราะตลอดเส้นทางการเมือง แทบไม่เคยเฉียดหรือรับผิดชอบกระทรวงนี้เลย อีกทั้งภาพลักษณ์ของแกนนำพรรคพลังประชารัฐรายนี้ ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองรุ่นเก่า

                แต่ผ่านมาเกือบครึ่งปี "สมศักดิ์" ทำให้กระทรวงยุติธรรม ดูมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่ายุคก่อนๆ "ไทยโพสต์" มีโอกาสได้สัมภาษณ์พิเศษ ถึงเรื่องการทำงานในกระทรวงตราชั่ง รวมถึงชีวิตก่อนหน้าจะคัมแบ็กสู่ฝ่ายบริหารอีกครั้ง

ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง รมว.ยุติธรรม มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง?

                มีความรู้สึกว่าเวลาเดินไปเร็ว วันๆ หนึ่งในการทำงาน เหมือนกับชีวิตประจำวันกับงานของกระทรวงยุติธรรม ตื่นมาแต่เช้าต้องออกจากบ้าน เคยอยู่แบบสายๆ ไม่ต้องรีบเร่ง พอตื่นมาต้องรีบขึ้นรถตั้งแต่เวลา 07.00 น. ต้องรีบไป ครม.แทบจะไม่ทัน สมัยก่อนเป็นรัฐมนตรี ออกจากบ้านเวลา 08.00 น. ยังมาถึงก่อนรัฐมนตรีท่านอื่น แต่วันนี้ไม่ทัน การจราจร การเดินทาง มีปัญหามากเหมือนกัน แต่เข้าใจว่ารถมีเยอะ เราไม่ได้คุมกำเนิดรถ ปีปีหนึ่งมีการผลิตและขายเป็นล้านคัน ถนนเป็นที่จอดรถ จึงทำให้ไม่พอกับจำนวนรถ เป็นการลงทุนของภาครัฐเหมือนจะดี ขายรถเก็บภาษีได้หลายแสน

หลังพักไปถึง 10 ปี รู้สึกอย่างไรกับการกลับมาเป็นรัฐมนตรีอีกครั้ง?

                เราเสียเวลาไป 10 ปีกับที่พักไป พอกลับมาต้องรีบทำงานให้เยอะๆ เพราะเราคิดไว้ และตกผลึกแนวทางการปฏิบัติ ซึ่งใช้ได้กับทุกกระทรวง ตกผลึกไว้นานแล้ว การเข้ามาทำให้เราคิดว่าจะทำอย่างไรให้งานเกิดประโยชน์ และประชาชนได้ประโยชน์ คือ ใช้เวลาน้อย เป็นรูปธรรม ผู้คนฟังรู้เรื่องเข้าใจ ได้ประโยชน์ต่อส่วนรวม อย่าไปคิดถึงประโยชน์ส่วนตัว จะทำให้หลบพ้นจากภัยต่างๆ ได้หมด เพราะเราทำแล้วมีคำตอบ มีเหตุผล ตอบคำถามได้ รายงานให้ประชาชนได้รับทราบงานของเราดีอย่างไร ที่ไม่เกี่ยวกับงบประมาณมาก อย่างการสร้างเรือนจำต้องใช้เงินเยอะ เราก็ไม่สร้าง เราก็เพิ่มเรือนนอนให้มากขึ้น เราใช้เงินประมาณ 200 ล้านบาท กับการเพิ่มที่นอนได้เกือบแสนคน ถือว่าถูกว่า แต่อาจไม่ดูโก้หรูเหมือนบางประเทศ แต่ไม่เป็นไร เรามีที่อยู่ให้นักโทษ มีอาหารคุณภาพถูกต้อง อย่าให้เขาเสียสิทธิ ในเมื่อรัฐเสียเงินแล้ว

                ผมกำชับหนักแน่นกับ ผบ.เรือนจำ และผมจะส่งทีมส่วนกลางเข้าไปตรวจ พร้อมด้วยมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งหูตาเป็นสับปะรด แล้วเอาคำตอบเหล่านั้นมา ต้องทำให้ทุกภาคส่วนมีส่วนที่เขาควรได้อย่างครบถ้วน

                ก่อนหน้านี้มีคนปรามาสว่า คนอย่างสมศักดิ์ เทพสุทิน จะมาทำอะไรในกระทรวงยุติธรรม

                ผมเคยพูดตั้งแต่สมัยอยู่กระทรวงแรงงาน มีนักข่าวถามผมแบบนี้ ผมบอกว่า 7 วันวิ่งตามผมให้ทันเถอะ คำพูดแบบนี้เป็นเหมือนคำพูดท้าทายเขา อยากให้เขาตามดูเราจริงๆ  ถ้าเขาไม่ตามดูเลย คิดให้ตายก็ไม่เป็นประโยชน์ การท้าทายทำให้เราได้ประโยชน์ สื่อมวลชนจะตามดูเราทำอะไร

                ผมเคยถาม เคยบอก อย่างสนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อก่อนเรียกสนามบินหนองงูเห่า ผมเป็นคนตัดสินใจเริ่มโครงการ ตอนนั้นเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มาก เพราะคนกังวลว่าสนามบินไปสร้างในหนองแล้วจะทรุด ใช้เงินมาก น้ำจะท่วม ไม่สนับสนุนให้ทำ แต่ผมก็ทำมาจนได้ มาถึงวันนี้เขาก็ลืมผมไปแล้ว เพราะผมไม่เคยทำประชาสัมพันธ์ให้กับตนเองเลย ผมมีแต่ความกล้าหาญที่จะทำนั่นทำนี่ อะไรที่ผมเห็นเป็นประโยชน์ ผมทำเลย ไม่เคยไปนึกถึงการประชาสัมพันธ์เท่าไร

                ตอนนี้โชคดีที่น้องๆ ในกระทรวง และนักข่าวเขาเห็นว่า ข่าวที่เสนอเป็นประโยชน์ เป็นการสร้างความรับรู้กับประชาชน กระทรวงยุติธรรมมีกฎหมายที่อำนวยประโยชน์ให้กับสาธารณะมากมาย คุณปวดหัวตัวร้อนไม่รู้จะแก้ยังไงมาหาเรา เราจะแนะนำว่าคุณต้องไปที่ไหน เราไม่เคยหนีปัญหา อะไรที่แก้ได้เราแก้ให้เลย และจะบอกว่าใช้เวลากี่วัน คุณมาเอาคำตอบ เรามีความกล้าหาญที่จะทำ เราคิดว่าเราสามารถทำได้ เราคิดว่าเราทำอะไรให้ชัดเจน สังคมวันนี้เขาแบกแต่เข่งอยู่บนบ่าที่หนักอึ้ง หากเราเอาน้ำหนักออกให้ประชาชนได้บ้าง จะเป็นความสุขที่เราเห็น อาจจะไม่ได้เบาลงทั้งหมด มีหลายกระทรวงที่ทำได้

                "คุณคงจะเห็นว่า ผมไปอยู่กระทรวงไหน มีอะไรที่ทำไม่ได้บ้าง ถ้าผมทำไม่ได้ ผมจะบอกเลยว่า ลาแล้ว ไม่อยู่ เสียเวลาราษฎร เสียเวลาเหมือนเราไปทำร้ายเขา เพราะเรานั่งทับเวลาและประโยชน์นั้นไม่ได้ หลวงก็ต้องจ่ายเงิน ไม่ใช่แค่เรา แต่ข้าราชการทั้งกระทรวง เพราะหากรัฐมนตรีไม่มีนโยบายดีๆ เขาก็ไม่มีอะไรใหม่ๆ ทำ"

จนถึงเวลานี้ผลงานในฐานะ รมว.ยุติธรรม น่าพอใจหรือยัง?

                ยังไม่พอใจ เพราะเราต้องการให้สัมฤทธิ์ผลและเกิดประโยชน์กับประชาชน วันนี้ถ้าผมบอกให้เขาปลูกกระท่อมแล้วส่งออกได้ อันนี้คือรูปธรรม ถ้าเป็นแบบนี้ผมโอเค แต่วันนี้เป็นเพียงนามธรรม ยังต้องทำอีก ยังมีงานให้ทำอีกเยอะ ตอนนี้เหมือนแค่โปรยหัวไป แต่ยังไม่เป็นรูปธรรม ยังไม่เป็นตัวเลขที่จับต้องได้ วันนี้หนี้สินยังเต็มไปหมด ความทุกข์ยากยังแก้ไม่ถึงราษฎรทุกคน มาตรา 76 ของรัฐธรรมนูญ รัฐมีหน้าที่ดูแลทุกข์สุข ดูแลประชาชนให้ปลอดภัย ในเมื่อเรายังดูแลเขาไม่ได้ ต้องมีเรื่องที่ต้องชดเชยความเจ็บช้ำของราษฎร

แผนงานในปี 2563 ของกระทรวง มีอะไรบ้าง?

                นักโทษเรามีเยอะ 370,000 คน เรามีแผนว่าจะทำอย่างไรให้นักโทษลดลง แต่ไม่ใช่ปล่อยตัวไปหมด เพราะอาจจะกลับไปก่อคดีอีก จะวุ่นวายไปหมด แบบนี้ไม่ใช่งาน แต่เป็นการปล่อยภาระให้สังคม ดังนั้น เราจะคัดกรองกลั่นกรองอย่างไร คนที่มีคดีเล็กๆ เราก็ไม่ให้เขาต้องติดคุกเยอะ คนที่ก่อคดีรุนแรง เราต้องเพิ่มโทษให้ และไม่จำเป็นต้องสร้างคุกเพิ่มวันนี้มี 134 แห่ง ถือว่าเยอะแล้ว สร้างแล้วก็เปลืองเงิน แต่เราจะทำอย่างไรในการบริหารผู้ต้องขังที่มีอยู่ เอาไปสร้างงานทำงานได้ไหม ให้เขาได้เงินด้วยสังคมได้ประโยชน์ด้วย มีการแบ่งปันประโยชน์กัน และทำอย่างไรให้ผู้ต้องขังเมื่อพ้นโทษออกไปแล้วเป็นคนดี

                ที่ผ่านมาผู้หลักผู้ใหญ่ช่วยกันมาตลอด แต่พอสมคิด พุ่มพวง ออกมาแล้วก่อคดี ทำให้วันนี้คนหวาดกลัวนักโทษ แต่เรื่องนี้ถือเป็นความผิดพลาด เพราะเราเองไม่ได้ล้อมกรอบคนที่มีปัญหามากๆ แบบนี้ไว้อีกกรอบหนึ่ง ไปใช้กฎหมายลดโทษที่เหมือนกันทั่วไป เราไม่ได้ดู ไม่ได้ครีเอทีฟตามปัญหา

                เมื่อก่อนเรามีปัญหาน้อย ไม่แออัด ยกตัวอย่าง เมื่อก่อนเราเลี้ยงไก่ มีโรคห่าลง ไก่ตายยกเล้า แต่วันนี้เรามีวัคซีนป้องกัน เหตุแห่งปัญหา เมื่อก่อนนักโทษไม่เยอะ แต่วันนี้ มีเยอะขึ้น เราต้องครีเอทีฟให้ปัญหาลดลง โทษบางอย่าง อย่างผู้เสพยาเสพติด ผมคิดว่าจะให้ไปติดคุกทำไม แต่คนค้านี่ต้องติดไม่ปล่อย ต้องยึดทรัพย์ด้วย อย่างรางวัลผู้แจ้งเบาะแส เราจะเปลี่ยนไปให้เป็นรางวัลที่นำไปสู่การขยายผลเครือข่ายได้หรือไม่

กระทรวงยุติธรรมเวอร์ชั่น สมศักดิ์ เทพสุทิน จะเป็นอย่างไรต่อจากนี้?

                ถ้าได้พบได้เจอคนมีปัญหา ให้นึกถึงศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข ทุกเรื่องมาเลย เราแก้ไม่ได้เราก็จะหาคนหรือเจ้าของเรื่องเหล่านั้นมาช่วยแก้ หากเราแก้ได้เราจะบอกด้วยว่าจะใช้เวลาเท่าไร จะต้องยุติธรรมสร้างสุข ยุติธรรมเชิงรุก สร้างสุขให้ประชาชน ข้าราชการของกระทรวงยุติธรรมรอต้อนรับและแก้ปัญหาให้ท่านอยู่แล้ว ท่านไม่ต้องห่วง ตรงมาที่นี่ ไม่มีช้า

                ถือเป็นที่น่าจับตาอย่างมาก สำหรับกระทรวงยุติธรรมภายใต้การบริหารงานของ "สมศักดิ์ เทพสุทิน" ในปี 2563 หลังผ่านขวบปีแรก คำค่อนแคะต่างๆ กลายเป็นแรงผลักให้เขาดีดกระทรวงตราชั่ง ขึ้นมามีบทบาทอีกครั้ง.

 

 


​​​​​​​ ไม่มีอาชญากรรมใดที่สมบูรณ์แบบ อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยเสมอ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้สืบสวนที่จะค้นหาร่องรอยหลักฐานนั้นพบหรือไม่

ที่ไม่ได้วินิจฉัย 'ใช่ว่าไม่ผิด'
'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?