วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง วัดเรตติ้งรัฐบาล-จุดเปลี่ยนการเมือง


   

 

               ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2563 วงเงิน 3.2 ล้านล้านบาท ในวาระ 2 และ 3 ในวันที่ 8-11 ม.ค.ยืดเยื้อถึง 4 วัน จากที่คาดว่าจะใช้เวลาเพียง 3 วัน

                สำหรับการอภิปรายมีการลงมติเป็นรายมาตรา ปรากฏว่าที่ประชุมลงมติโหวตเห็นชอบทุกมาตรา โดยฝ่ายรัฐบาลคุมเสียงส่วนใหญ่ 258 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมี 241 เสียง

                ถือเป็นการการันตีเสถียรภาพรัฐบาลว่าไร้ปัญหา แม้จะถูกจับตาว่ารัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะนำพา นาวาเรือเหล็ก ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นกัปตันไปได้สักกี่น้ำ

                แต่จำนวนเสียงข้างมากไม่ใช่เครื่องค้ำประกันว่าเสถียรภาพรัฐบาลจะมั่นคงตลอดไป ดังตัวอย่างของรัฐบาลชุดก่อนๆ หากมีพฤติกรรมที่ฝืนความรู้สึกของสังคม และหมดความชอบธรรมก็ล้มครืนได้ไม่ยากเช่นกัน

                โดยเฉพาะในยุคสมัยปัจจุบันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนเกิด Disruption-หยุดชะงัก ในทุกองคาพยพของสังคม หากองค์กรใดไม่ปรับตัวหรือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงก็เจ๊งได้อย่างรวดเร็ว

                ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สั่งใช้โดรนลอบสังหาร นายพลกาเซม สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านก็ตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีฐานทัพอย่างน้อย 2 แห่งในอิรัก สร้างความหวาดวิตกไปทั่วโลกว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่หรือไม่

                แต่อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ ก็ดับไฟสงครามด้วยตนเอง ระบุว่า อิหร่านผ่อนคลายลงแล้วหลังจากได้ยิงมิสไซล์โจมตีฐานทัพในอิรัก แต่จะใช้มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแทน

                ในระหว่างที่รัฐบาลไทยสั่งทุกหน่วยงานเตรียมการรับมือกับเหตุการณ์ดังกล่าว นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า "ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้นในวันที่ 3 ม.ค. ทางสหรัฐได้ประสานมายังไทยเมื่อวันที่ 2 ม.ค. ว่ามีเหตุว่าจะต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ และมีการติดต่อกับอาเซียนอยู่แล้ว โดยแจ้งก่อนล่วงหน้า 1 วัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น"

                ท่าทีของนายดอนถูกก่นด่าจากทั่วสารทิศว่าเป็น รมว.ต่างประเทศ ที่ไม่รู้กาลเทศะ ไร้วุฒิภาวะ กำลังจะดึงประเทศเข้าสู่ความขัดแย้งทั้งที่ประเทศไทยเป็นมิตรกับทุกประเทศ ทำให้นายดอนกลับลำว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

                ในยุคสมัยปัจจุบันมีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว คนเป็นผู้นำจึงต้องใช้วิสัยทัศน์ และตัดสินใจที่รวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ทางการเมือง หากตัดสินใจพลาดพลั้งก็แพ้ทั้งกระดาน

                หลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.กุมอำนาจรัฐเบ็ดเสร็จมากว่า 5 ปี กระทั่งมีการเลือกตั้งเมื่อ 24 มี.ค.2562 แล้วก็ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กุมอำนาจรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง

                แม้รัฐบาลผสมจะมีเสียงปริ่มน้ำ แต่ก็สามารถนำพาเรือเหล็กผ่านพ้นไปได้ แต่ก็ยังมีเหตุการณ์ท้าทายรออยู่ข้างหน้ามากมาย ทั้งปัญหาทางการเมือง เศรษฐกิจ และวิกฤตการณ์ต่างๆ

                โดยในวันอาทิตย์ที่ 12 ม.ค.นี้ กลุ่มประชาชนฝั่งตรงข้ามรัฐบาล จัดกิจกรรม "วิ่งไล่ลุง" ที่สวนรถไฟ กรุงเทพฯ เวลา 05.00-09.00 น. นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมดังกล่าวในต่างจังหวัดอีกหลายพื้นที่

                กิจกรรมดังกล่าว แม้จะริเริ่มจาก นายธนวัฒน์ วงค์ไชย นักกิจกรรมทางการเมืองและพวก แต่นักการการเมืองฝ่ายค้าน โดย พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำสอดรับกับกิจกรรมวิ่งไล่ลุง ซึ่งเป็นการทำงานนอกสภาของประชาชน

                เช่นเดียวกับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ก็จะไปร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุงด้วยเช่นกัน แต่อ้างว่าไปในฐานะคนธรรมดา

                แกนนำพรรคอนาคตใหม่ต่างสนับสนุนเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมกิจกรรมวิ่งไล่ลุง โดยยืนยันว่าเป็นเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน แต่อ้างว่ากิจกรรมวิ่งไล่ลุงถูกคุกคาม ไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรม

                ขณะที่อีกฝั่งหนึ่งก็มีความเคลื่อนไหวของ "เพจเชียร์ลุง” ซึ่งเป็นที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งรัฐบาล และเป็นผู้ประกาศจัดงาน “เดินเชียร์ลุง” ในวันอาทิตย์ที่ 12 ม.ค.นี้เช่นเดียวกัน โดยจะจัดที่สวนลุมพินี ในเวลา 17.00 น.

                นางหฤทัย ม่วงบุญศรี หรือ "อุ๊" นักร้องนักแสดง หนึ่งในแกนนำ เดินเชียร์ลุง บอกว่า การรวมตัวกันครั้งนี้เกิดจากคนที่มีอุดมการณ์เดียวกันรวมตัวจากจุดเล็กๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ สำหรับรายชื่อคนที่มาร่วมงานก็ต้องบอกว่ามีเซอร์ไพรส์หลายชื่อ ระดับวีไอพีหลายคน

                 แม้กิจกรรม วิ่งไล่ลุง-เดินเชียร์ลุง จะจัดคนละเวลากัน แต่หลายฝ่ายก็กังวลว่าจะเกิดการเผชิญหน้านำไปสู่ความรุนแรง

                โดยเฉพาะหากฝ่ายรัฐบาลจำกัดเสรีภาพการเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แล้วหนุนฝ่ายตัวเองให้เคลื่อนไหวได้โดยสะดวก ก็ยิ่งจะสร้างความไม่พอใจให้ฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกิดกระทบกระทั่งลุกลามบานปลายได้

                 แม้แกนนำ วิ่งไล่ลุง จะอ้างว่าเป็นกีฬา แต่ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ระบุว่า การจัดกิจกรรมวิ่งไล่ลุงและเดินเชียร์ลุงจำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุญาตในการจัดงานต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เพราะเป็นกิจกรรมทางการเมือง ไม่ใช่กิจกรรมทางการกีฬา ส่วนพวกที่อ้างว่าเป็นเพียงแค่กีฬานั้นเป็นพวกศรีธนญชัย

                “นักการเมืองและหรือพรรคการเมืองที่หนุนหลังไม่ควรทำตัวเป็นอีแอบคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ต้องกล้าเปิดเผยให้ประชาชนทราบ เพราะการจัดกิจกรรมทางการเมืองไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เพียงแต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดเสียก่อน ไม่ใช่อ้างสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญให้การคุ้มครองไว้แล้วจะกระทำการอย่างใดก็ได้นั้น เป็นความคิดที่ผิด หากนักการเมืองผู้ใดพูดและส่งเสริมให้กระทำเช่นนั้น อาจเข้าข่ายขัดต่อมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งมีโทษหนัก

                ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมจะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ 2558 ผู้จัดหรือแกนนำจะต้องแจ้งหัวหน้าสถานีตำรวจในท้องที่ที่จะจัดชุมนุม และหากทำผิดเงื่อนไขก็จะมีความผิดโทษถึงจำคุก

การชุมนุมของพรรคอนาคตใหม่ บนสกายวอล์ก แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมา หรือที่เรียกว่า แฟลชม็อบ จึงถูกตำรวจ สน.ปทุมวัน แจ้งความถึง 5 ข้อ โดยนายธนาธรพร้อมสมาชิกพรรครวมทั้งหมด 5 คน เดินทางเข้าพบตำรวจรับทราบข้อกล่าวหา 4 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง 2.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้า-ออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานีรถไฟ 3.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะ 4.ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ภายหลังการให้ปากคำ นายธนาธรเปิดเผยว่า ตำรวจแจ้งข้อหาเพิ่มอีก 1 ข้อหา คือ ชุมนุมในระยะไม่เกิน 150 เมตร จากพระราชวัง รวมเป็น 5 ข้อหา พวกตนปฏิเสธหมด

จะเห็นว่าการชุมนุมในปัจจุบันมีข้อจำกัดกว่ายุค ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง จึงเป็นโจทย์สำคัญว่าแกนนำผู้ชุมนุมจะยกระดับความชอบธรรมดึงประชาชนทุกภาคส่วนให้มาร่วมจำนวนมากได้อย่างไร

                โดยเฉพาะการชุมนุมที่เกิดจากความไม่พอใจเรื่องส่วนตัวของนายธนาธรที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากกรณีถือครองหุ้นสื่อขัดกับรัฐธรรมนูญ และกรณีศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ กรณีล้มล้างการปกครอง และกู้เงิน 191 ล้าน ผิดกฎหมายเลือกตั้ง

                 แม้แกนนำอนาคตใหม่จะยืนยันว่า การกระทำของพวกตนเองไม่มีความผิด แต่ถูกกลั่นแกล้งจากผู้มีอำนาจใช้ ”นิติสงคราม” เล่นงานให้พ้นเวทีการเมือง และพร้อมจะสู้ทุกเวทีไม่มีถอย แต่ก็มีประชาชนฝั่งตรงข้ามมองว่าอนาคตใหม่มีความผิดจริงก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และพร้อมออกมาต่อต้านการกระทำของอนาคตใหม่เช่นกัน ขณะที่คนส่วนใหญ่ก็เบื่อหน่ายการชุมนุม และไม่อยากให้สังคมกลับไปสู่บรรยากาศแบบเดิมๆ อีก

                อย่างไรก็ตาม แกนนำอนาคตใหม่เชื่อมั่นว่าหากพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบ แต่สถานการณ์จะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป นั่นเพราะเชื่อว่ามีคนรุ่นใหม่จำนวนมากสนับสนุนแนวทางอนาคตใหม่และต่อต้านชนชั้นนำไทย

โดย นายธนาธร บอกว่า “ปีนี้จะเป็นปีแห่งความกล้าหาญของประชาชน ซึ่งจะไม่ทนออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้กับตัวเอง สำหรับวันเด็กแห่งชาติ ผมไม่ได้คิดคำขวัญ แต่อยากเชิญชวนเยาวชนให้ออกมาเป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงทำให้ชีวิตคนไทยดีกว่าเดิม”

ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2563 ตอนหนึ่งว่า “รัฐบาลตระหนักดีว่าเด็กและเยาวชนทุกคนเป็นทรัพยากรที่มีค่า ซึ่งจะเติบโตขึ้นเป็นกำลังของชาติ อนาคตจะเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า หากเราต้องการผู้ใหญ่อย่างไรในวันหน้า ก็ต้องทำให้เด็กเข้มแข็งตั้งแต่วันนี้ในทุกเรื่อง ต้องเสริมสร้างสุขภาวะที่ดีต่อร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม อะไรดีก็ทำ ไม่ดีก็อย่าไปทำ ซึ่งเด็กทุกคนสามารถจะนำพาตัวเอง ครอบครัว ประเทศชาติไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัย สิ่งสำคัญที่สุดคือรู้รัก สามัคคีก็จะเกิดประโยชน์ด้านต่างๆ”

นายกฯ กล่าวด้วยว่า “ต้องยึดมั่นในระเบียบวินัย กฎหมาย เป็นผู้มีจิตสาธารณะเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ตามสมควร ช่วยเหลือกันได้ไม่ใช่รังเกียจเขา ก็คนไทยด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ใช่ศัตรูกันมาตั้งแต่ปางไหนชาติไหน มันอยู่ที่การทำความดี แต่จะทำถูกหรือผิดกฎหมายเท่านั้นเอง

ต้องยอมรับว่า เด็ก เยาวชน นักศึกษา เป็นพลังบริสุทธิ์ เป็นอนาคตของชาติ แต่ก็ขาดประสบการณ์ ถูกชักจูงได้ง่าย จึงไม่ใช่คำตอบว่าการขับเคลื่อนของพลังบริสุทธิ์จะถูกต้องเสมอไป ดังเช่นคนหนุ่มสาวในฮ่องกงชุมนุมต่อต้านผู้บริหารฮ่องกงจนเมืองฮ่องกงเกิดมิคสัญญี

                 การ วิ่งไล่ลุง เดินเชียร์ลุง และการเคลื่อนไหวชุมนุมต่างๆ จึงอยู่ที่ความชอบธรรมว่าจะได้รับการยอมรับจากสังคมมากน้อยแค่ไหน รัฐบาลจะบริหารจัดการความแตกต่างทางความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมแค่ไหน. 

 ทีมข่าวการเมือง

 


"ชาญวิทย์ เกษตรศิริ" จะอธิบายอย่างไร? ต่อข้อความที่โพสต์เฟซ........ ก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเมื่อวาน (๒๑ ม.ค.๖๓) ว่า

'ศิษย์หนุ่มกับอาจารย์ทารก'
๒๑ มกรา 'มีใครจะลาบวช?'
ดิ้นกันไปเมื่อรู้ว่า 'ใกล้เมรุ'
ปิยบุตร "ยังเป็นคนอยู่หรือ?"
ประชาธิปัตย์ 'ก่อนศตวรรษ'?
ยำใหญ่ “ใส่ไข่” นายกฯประยุทธ์