เพื่อไทยซักฟอกเหลิม สส.กังขาปล่อยพี่ใหญ่3ป./เฉลิมอ้างไม่อยากแตกหัก


เพิ่มเพื่อน    

 “ประยุทธ์” ลั่นเตรียมข้อมูลแจงกฐินไม่ไว้วางใจแล้ว แม้ยังไม่ 100% เพราะไม่รู้จะถูกเล่นงานอะไรบ้าง “วิษณุ” รอ “ชวน หลีกภัย” เคาะพ่นน้ำลายลากไปเรื่องได้หรือไม่แม้พร้อมแจงทุกเรื่อง “เหลิม” โวไม่มีผิดหวังแน่ เพราะวันนี้รัฐมนตรีหลายคนก็หายใจรวยรินแล้ว “วิสาร-ศรัณย์วุฒิ” ขู่ต้องมีชื่อประวิตร ชี้เป็นลูกพี่ก๊วน 3 ป. ปล่อยผีไม่ได้ “ปิยบุตร” ลามวิพากษ์ศาลวัดใจกรณีกู้เงินพรรค สมชัยเปิดข้อมูลมี 18 พรรคกู้เงินเหมือนกัน

    เมื่อวันอังคารที่ 14 มกราคม ยังคงมีความต่อเนื่องจากกรณีพรรคร่วมฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการเตรียมข้อมูลชี้แจงเรื่องดังกล่าวว่า ได้เตรียมความพร้อมและข้อมูลต่างๆ มาโดยตลอด และเตรียมการอธิบายในข้อเท็จจริง เพราะไม่สามารถพูดอะไรที่ไม่เป็นข้อเท็จจริงได้ โดยทุกอย่างต้องอยู่ในกระบวนการของกฎหมาย เพราะรัฐบาลทำงานมาด้วยกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ เพราะฉะนั้นการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ต้องรอฟังอีกทีว่าจะยื่นญัตติในประเด็นเรื่องใดบ้าง 
“ทุกคนก็ทราบดีว่าทุกคนมีโอกาสที่จะพูดได้ทุกเรื่อง ซึ่งบางครั้งบางกรณีบางวาระก็พูดนอกกรอบ ก็เป็นสิทธิของแต่ละคน เป็นเรื่องของสภา ซึ่งผมก็พร้อมชี้แจง และก็ต้องเตรียมการ แต่จะให้สมบูรณ์ 100% คงบอกไม่ได้ เพราะไม่รู้ฝ่ายค้านจะเล่นงานอะไรผมบ้าง เขาไม่ได้บอกผม แต่ผมก็อาศัยเจตนาอันบริสุทธิ์ของผมในการทำงานชี้แจงในข้อเท็จจริง จะไปอธิบายอย่างอื่นคงไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวในเรื่องนี้ ว่า เราเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ไม่มีอะไรน่าหนักใจ และเชื่อว่าจะชี้แจงในทุกเรื่องได้ เพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายหรือทำในสิ่งที่ไม่โปร่งใส
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า การกำหนดว่าจะอภิปรายไม่ไว้วางใจวันไหน เป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลต้องคุยกัน เรื่องเหล่านี้ถ้อยทีถ้อยอาศัยกันได้ โดยผ่านกระบวนการวิปฯ เพื่อแจ้งให้ประธานสภาฯ ทราบว่าจะเป็นวันใด อีกทั้งกรณีที่มีผู้ถูกอภิปรายหลายคน ควรให้เวลาเตรียมการอย่างน้อยสัก 7 วัน และปกติการประชุมสภาคือวันพุธกับวันพฤหัสบดี คงต้องให้ลงล็อกเช่นนั้น
เมื่อถามว่า นายวิษณุสะดวกตลอดในการชี้แจงใช่หรือไม่ นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ขอตอบ แต่ก่อนหน้านี้ฝ่ายค้านได้บอกข้อสอบมาแล้วครึ่งหนึ่ง ที่เหลือไม่ต้องไปเก็ง เพราะวันที่ 20 ม.ค.เขาก็ยื่นแล้ว แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะการระบุข้อหาเป็นการระบุกว้างๆ ให้รู้ว่าเรื่องอะไร แต่คำถามจะเป็นเรื่องอะไรก็เป็นได้ทุกเรื่อง เหมือนกับกระทู้ถามสดที่วกไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ เป็นเรื่องธรรมดา คนที่อยู่ในแวดวงการเมืองต้องเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน 
“ไม่ถึงกับกังวลหากนำเรื่องเก่ามาอภิปราย เพราะทุกเรื่องตอบได้ แต่จะถูกระเบียบหรือไม่นั้น อยู่ที่การวินิจฉัยของประธานสภา ฯ หากประธานสภาฯ บอกว่าได้ ก็ตอบไป” นายวิษณุกล่าว
พร้อมแจงกฐินไม่ไว้วางใจ
    ส่วนนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน และเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวว่า เมื่อชัดเจนแล้วว่าพรรคร่วมฝ่ายค้านจะอภิปรายอย่างไร พรรค พปชร.ก็ต้องหารือกันเตรียมการเข้าสู่กระบวนการ เราได้ติดตามข่าวสารอยู่ แต่ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นอย่างไร ขอให้ชัดเจนก่อน และเราคงต้องตอบไปตามข้อเท็จจริง ตามประเด็นที่ฝ่ายค้านจะหยิบยกขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลพร้อมตอบตามข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการมาในช่วงการทำงาน 6 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร
    เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านพยายามขุดเรื่องเก่าในอดีตขึ้นมาอภิปรายเป็นหลัก นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ต้องดูว่าการอภิปรายนั้นอยู่ในกรอบอะไร ตอนนี้ยังคาดเดาได้ยาก ต้องขอดูอีกครั้ง รวมถึงเป็นกรอบที่เราต้องตอบหรือไม่ จะอยู่ในความเกี่ยวข้องกับการเป็นรัฐบาลอย่างไร ขอไปดูประเด็นก่อน ขอให้ชัดเจนกว่านี้ และเราจะติดตามอย่างต่อเนื่อง
นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวถึงเรื่องนี้สั้นๆ ว่า เดี๋ยวดูก่อน ไม่เป็นไร พร้อมอยู่แล้ว
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีชื่อนายสุริยะเรื่องการขยายเวลาแบน 3 สารเคมีซึ่งจัดแย้งกับพรรคนั้นจะพร้อมยกมือสนับสนุนหรือไม่ ว่าเรื่องอภิปรายมีหลายขั้นตอน เราต้องฟังชี้แจงก่อน อย่าว่าแต่ใครคนใดคนหนึ่งเลย ถ้าใครชี้แจงไม่ผ่านเราต้องพิจารณาและตัดสินใจอีกครั้ง เราไม่ใช่นกแก้วนกขุนทองที่ใครมากดปุ่มแล้วจะทำอะไรได้หมด
นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม กล่าวในประเด็นนี้ว่า เรื่องยกเลิกสารพิษไม่น่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเป็นเรื่องความเห็นของแต่ละหน่วยงานในคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะเป็นประธาน ก็ต้องพิจารณาไปตามความเห็นของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร ไม่ใช่เรื่องของกระทรวงอุตฯ อย่างเดียว ถือเป็นเรื่องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองด้วยซ้ำไป
“คงไม่ถึงขนาดล้มรัฐบาล เพราะคนไทยเวลามีเรื่องอะไรหนักๆ จะรวมตัวกัน ผมขอโยงไปถึงเรื่องที่เราเป็นห่วงเหตุการณ์ภายนอกที่มีการพูดถึงสงครามการค้า คนไทยก็จะรวมกัน เรื่องความปรองดองและอะไรต่างๆ อยากมองในมุมนั้นมากกว่า อย่าพูดให้เกิดความวิตกกังวล เพราะวันนี้เราอาจต้องร่วมมือช่วยกันในภาพรวมเรื่องเศรษฐกิจ” นายสมศักดิ์ประเมินถึงผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
สำหรับความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย (พท.) นั้น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรค พท.เรียกประชุมคณะกรรมการกิจการพิเศษเพื่อกำหนดประเด็น ความเตรียมพร้อมในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล โดย ร.ต.อ.เฉลิมแถลงว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์และพวกนั้น ได้รับการร้องเรียนอย่างมากว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการกับปัญหายาเสพติดได้ ถือเป็นความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ซึ่งสิ่งที่ต้องทำคือ 1.ต้องปิดรอยตะเข็บชายแดนให้ได้ 2.ต้องสกัดสารตั้งต้น 3.สกัดโพยก๊วน หรือการทำธุรกรรมการเงินนอกระบบไม่ผ่านสถาบันการเงิน 4.ต้องป้องกัน 5.ต้องปราบปราม 6.ต้องตั้งศูนย์พลังแผ่นดินเพื่อแก้ปัญหายาเสพติด และ 7.ต้องเน้นการบำบัดผู้ติดยาเสพติดด้วย แต่รัฐบาลไร้เสถียรภาพ ไร้ประสิทธิภาพ นั่งอยู่แต่ในกรุงเทพฯ แล้วจะปราบปรามยาเสพติดได้อย่างไร ถ้าสกัดเรื่องนี้ไม่ได้ประเทศหายนะ
เดือด! เหลิมซัดเนติบริกร
ร.ต.อ.เฉลิมย้ำว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ พรรค พท.มีรายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย 5 คนแน่นอน แต่จะมีเพิ่มหรือไม่อยู่ที่หลักฐาน แต่ข้อมูลของตนเองและนายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้านตรงกัน โดยเวลาอภิปรายสัก 3 วันกำลังพอดี และอยากตบปากทนายหน้าหอ เนติบริกร ไอ้หน้าโง่ทั้งหลาย เอาอะไรมาบอกว่าอภิปรายได้แค่ช่วงที่เป็นรัฐบาล 5 เดือน เอาที่ไหนมาพูด เพราะรัฐมนตรีขณะนี้เป็นมาแล้ว 6-7 ปี ไม่มีใครเคยถูกอภิปรายมาก่อน คุณไม่ต้องมาท้าทายฝ่ายค้าน เพราะเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของพวกตนเอง ไม่ต้องเอาท้า ไม่มีราคามาท้าทายว่าฝ่ายค้านไม่มีข้อมูลอะไรต่างๆ เพราะถึงมีข้อมูลก็ไม่บอก ไปรอฟังในสภา รัฐบาลไหนทำงานตรงไปตรงมาก็อยู่ได้ แต่ถ้าทำงานไม่ตรงไปตรงมาก็อยู่ไม่ได้
“ขอให้เลิกพูดกันเสียที ที่ผมไม่ใส่ชื่อ พล.อ.ประวิตร เพราะมีการมาขอ ไม่มี ผมเล่นการเมืองแบบแตกหัก เล่นการเมืองมีเหตุมีผล เมื่อ ป.ป.ช.ดำเนินการแล้วก็ถือว่าจบ เราตัดสินใจแล้วว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่มี พล.อ.ประวิตร เพราะไม่มีมูลพอนำไปสู่การอภิปราย เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ใช่เรื่องสนุก เอาเถอะ รับรองงานนี้ไม่มีผิดหวัง ระวังจะมีคนถูกหวยเพิ่ม วันนี้ก็หายใจรวยริน กินไม่ได้นอนไม่หลับกันหลายคนแล้ว เอาเป็นว่าเพื่อไทยเอาจริงก็แล้วกัน ส่วนพรรคร่วมฝ่ายค้านใดจะอภิปรายก็เป็นเรื่องที่เขาจะไปพูดคุยกัน” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า ข้อมูลที่จะอภิปรายเรื่องการซื้อขายที่ดินย่านบางบอนของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ ที่บริษัทเครือข่ายนายทุนใหญ่มาซื้อนั้น แม้จะซื้อขายกันตั้งแต่ปี 2556 สมัยเป็น ผบ.ทบ. แต่ล่าสุดมีข้อมูลใหม่ว่า หลังการซื้อขายที่ดินในรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีการตัดถนนไป จ.สมุทรสาคร แต่ก็สงสัย ทำไมตัดถนนให้มันโค้งๆ เพื่อให้เฉียดๆ บริเวณที่ดิน ที่มีการซื้อขาย
นายสุทินกล่าวว่า มีความพร้อมอภิปรายเต็มที่ และอาจมีคนที่ถูกอภิปรายเพิ่ม เช่น ในประเด็นเศรษฐกิจที่จะมีรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายเพิ่มอีก 2 คน ส่วนรายชื่อที่ 7 พรรคฝ่ายค้านส่งกันมาก็ตรงกันหลายคน ที่เพิ่มมาก็มี ซึ่งแต่ละพรรคก็ยังไม่ได้สรุป 
นายวิสาร เตชะธีราวัฒน์ ส.ส.เชียงราย พรรค พท. กล่าวว่า เตรียมเสนอตัวเพื่อขออภิปรายในประเด็นความมั่นคง โดยพุ่งเป้าไปที่ 3 ป. พล.อ.ประยุทธ์, พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ซึ่งในส่วนของ พล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นประเด็นภาพรวมการบริหารที่ล้มเหลว พล.อ.ประวิตรในเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ และการจ้างบริษัทโฆษณารับงานหน่วยงานความมั่นคง ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการล็อกสเปกให้บางบริษัทที่สนิทสนม และผู้บริหารมีนามสกุลเหมือนผู้ใหญ่ในรัฐบาล ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ จะเป็นประเด็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะมูลฝอย โดยจะนำข้อมูลเหล่านี้เสนอต่อคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรค เพื่อนำไปพิจารณายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ
“ยืนยันมีข้อมูลหลักฐานชัดเจน หากไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประวิตร ต้องมีเหตุผล ต้องตอบประชาชนให้ได้ว่าทำไมถึงไม่ซักฟอก เชื่อว่าประชาชนอยากให้เราอภิปราย พล.อ.ประวิตร ในฐานะที่เป็นพี่ใหญ่ของ 3 ป.” นายวิสารกล่าว    
     นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ พรรค พท. กล่าวเช่นกันว่า 3 ป.ควรถูกอภิปรายครบทั้งหมด เพราะข้อมูลเอกสารเกี่ยวกับทั้ง 3 คนที่ได้ทำการบ้านมาบรรจุอยู่เต็มกระเป๋าเดินทาง โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ พล.อ.ประวิตร ถ้าได้พูดไปในภาวะที่รัฐบาลกำลังเสื่อมทรุดจะยิ่งซ้ำเติม เพราะเป็นเรื่องที่คนไทยรับไม่ได้ ส่วนที่ ร.ต.อ.เฉลิมยืนยันชัดเจนไม่มีข้อมูลพอที่จะยื่นอภิปราย พล.อ.ประวิตรนั้น เรื่องนี้ไม่ทราบ แต่ในส่วนของตนเองได้ทำการบ้านของ 3 ป.อย่างดี ถ้าข้อมูลไม่หนัก ไม่จริง จะไม่อภิปรายเด็ดขาด 
“ท่านต้องรู้นิสัยนักรบพันธุ์ดุคนนี้ ไม่กลัวใคร ไม่มีใครมาจูงจมูกได้ ผมรู้ว่าสู้กับใคร และรู้ว่าเขาเตรียมจัดทัพรับมือไว้ ถ้าได้อภิปราย พล.อ.ประวิตร ส่วนจะเป็นเรื่องอะไร ขออุบไว้ก่อน บอกได้แค่ว่าไม่ใช่เรื่องนาฬิกาแน่นอน” นายศรัณย์วุฒิ
ปิยบุตรลามวิพากษ์ศาล
วันเดียวกัน ยังคงมีความต่อเนื่องในกรณีการยุบพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ในการกู้ยืมเงินหัวหน้าพรรค 191 ล้านบาท โดยนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค อนค.กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมหาสาเหตุเอกสารการสอบสวนคดียุบพรรคในชั้นคณะอนุกรรมการของ กกต.หลุด และเตรียมดำเนินการตามกฎหมาย ว่าแสดงให้เห็นว่าเอกสารดังกล่าวเป็นของจริง เพราะถ้าเอกสารดังกล่าวไม่ใช่ของจริง กกต. คงปฏิเสธไปนานแล้ว แทนที่ กกต.จะชี้แจงให้สิ้นสงสัย แต่กลับปกป้องตัวเอง และใช้กฎหมายมาข่มขู่ เพราะ กกต.ควรแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุในเรื่องการทำงานของ กกต.มากกว่า ซึ่งพรรคในฐานะผู้ถูกร้องให้ยุบพรรคกรณีการกู้เงิน ถามว่าเราไม่มีสิทธิรู้เลยใช่หรือไม่ว่าในคณะอนุกรรมการยกร้องไปแล้ว หลักกระบวนการพิจารณาที่ถูกต้องควรให้คู่ความโต้แย้งได้อย่างเต็มที่ การทำงานขององค์กรอิสระควรเดินตามนี้ กกต.เป็นองค์กรอิสระต้องประกันสิทธิให้คู่กรณี กกต.ไม่ใช่นักร้องทั่วไป แต่เป็นองค์กรอิสระ จึงควรมีหลักประสิทธิของคู่ความด้วย
นายปิยบุตรแจงต่อว่า เรื่องนี้มีข้อสังเกต 2 ประการ ประกอบด้วย 1.กกต.อธิบายชัดเจนว่าเรื่องนี้แยกออกเป็นสองช่องทาง คือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 มาตรา 66 ว่าด้วยการที่บุคคลใดจะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองมีมูลค่าเกินสิบล้านบาทต่อพรรคการเมืองต่อปีมิได้ และมาตรา 72 ว่าด้วยการห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ทว่า กกต.ได้เคยเรียกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และเหรัญญิกของพรรคไปเป็นพยาน เพื่อให้ข้อมูลตามมาตรา 66 แต่กลับใช้คำให้การเรื่องนี้มายุบพรรคโดยอ้างมาตรา 72 ทั้งที่ไม่เคยเรียกให้ไปชี้แจงกรณีตามมาตรา 72 แต่อย่างใด และ 2.กรณีนี้มีการยกคำร้องถึงสองครั้งแล้ว พฤติกรรมแบบนี้เรามีสิทธิตั้งคำถามหรือไม่ว่า เมื่อ กกต.ต้องการดำเนินการให้เป็นไปตามธงที่ตั้งไว้ตามมาตรา 66 แต่พอไม่ตรงธงจึงมาดำเนินการตาม 72 ถือว่าเป็นการตั้งธงหรือไม่
"ในคดีถือหุ้นบริษัท วีลัคมีเดียฯ เราได้ต่อสู้ว่ากระบวนการพิจารณาของ กกต.ไม่ชอบ แต่ศาลรัฐธรรมนูญยืนยันว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว ดังนั้นครั้งนี้จะพิสูจน์ว่าเมื่อคณะอนุกรรมการถึงสองคณะยกคำร้องแล้ว ต้องติดตามดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะรับรองกระบวนการพิจารณาของ กกต.หรือไม่ เมื่อเทียบกับคดีถือหุ้นบริษัท วีลัคมีเดียฯ" นายปิยบุตรกล่าว
เมื่อถามถึงกรณีของนายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ออกมาเปิดเผยว่า มีพรรคการเมืองกู้เงินแบบเดียวกับ อนค. นายปิยบุตรกล่าวว่า ที่ผ่านมาเคยให้ความเห็นต่อสาธารณะแล้วว่าพรรคการเมืองมีการกู้เงินกันหลายพรรค แต่เวลานั้นมีการโต้เถียงกันว่าเป็นกฎหมายพรรคการเมืองเก่า ซึ่งส่วนตัวยืนยันว่าปัจจุบันมีหลายพรรคการเมืองกู้เงินภายใต้กฎหมายพรรคการเมืองฉบับใหม่ ซึ่งเรื่องนี้อยู่ในงบการเงินที่ต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ และที่สำคัญการกู้เงินของพรรคมีสัญญากู้เงินและดอกเบี้ยและการชำระเงินบางส่วน การกู้เงินของพรรคการเมืองกระทำได้ โดยไม่มีกฎหมายห้าม และไม่อยากแสดงความคิดเห็นว่าเมื่อพรรค อนค.โดนแล้ว พรรคการเมืองอื่นต้องโดนไปด้วยหรือไม่ ตรงนี้ไม่ขอก้าวล่วง แต่เมื่อดำเนินการกับพรรคไม่ถูกต้อง ก็ขอให้ยุติเรื่องนี้เสีย วันข้างหน้าถ้าไม่อยากให้พรรคการเมืองกู้เงินกันก็ต้องเขียนกฎหมายให้ชัดเจน
สมชัยเปิด 18 พรรคกู้เงิน
นายสมชัยโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อพรรคการเมืองกู้เงินไม่ได้จริงหรือ (ตอนที่ 2) ระบุว่า นอกจากพรรค อนค.ยังมีพรรคการเมืองอื่นกู้ยืมเงินอีกหรือไม่ ซึ่งจากเอกสารงบการเงิน ลงวันที่ 31 ธ.ค.2561 ที่พรรคการเมืองทุกพรรคนำส่ง กกต. ภายในเดือน พ.ค.2562 มีพรรคการเมืองถึง 18 พรรค (รวมอนาคตใหม่) ที่ปรากฏรายการเงินกู้ในเอกสารงบการเงินดังกล่าว 1.พรรคพลังศรัทธากู้ระยะสั้น 300,000 บาท 2.พรรคพลังชาติไทยกู้ระยะสั้น 113,988 บาท 3.พรรคไทยธรรมกู้หัวหน้าพรรค 1,000 บาท 4.พรรครวมพลังประชาชาติไทยกู้จากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกัน 5,000,000 บาท 5.พรรครวมใจไทยกู้ระยะสั้น 45,697.86 บาท 6.พรรคอนาคตใหม่กู้หัวหน้าพรรค 161,200,000 บาท 7.พรรคเพื่อสหกรณ์ไทยกู้ยืมระยะสั้น 226,000 บาท 8.พรรคพลังไทยรักชาติกู้หัวหน้าพรรค 85,000 บาท 9.พรรคเมืองไทยของเรากู้ระยะสั้น 542,750 บาท 10.พรรคเพื่อชีวิตใหม่กู้ยืมระยะยาว 50,000 บาท 11.พรรคเงินเดือนประชาชนกู้กรรมการ 822,183.70 บาท 12.พรรคไทรักธรรมกู้ยืมกรรมการบริหารพรรค 4,376,000 บาท 13.พรรคพลังประชาธิปไตยยืมหัวหน้าพรรค 5,584,290 บาท 14.พรรคครูไทยเพื่อประชาชนกู้ยืม 542,125 บาท 15.พรรคพลังท้องถิ่นไทกู้ยืมระยะสั้น 1,427,000 บาท 16.พรรคไทยรักษาชาติ เงินยืมจากหัวหน้าพรรค คณะกรรมการบริหารพรรค 1,738,868.92 บาท 17. พรรคประชาธิปไตยใหม่กู้ยืมระยะสั้น 4,216,600 บาท และ 18. พรรคชาติพัฒนกู้ยืม 2,000,000 บาท
“ทั้งหมดนี้ถือเป็นความปรากฏที่นายทะเบียนต้องรับรู้ และหากพบว่าเป็นความผิด ต้องชงเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเพื่อมีมติดำเนินการ ซึ่งหากการกู้เป็นความผิด นายทะเบียนต้องรับผิดชอบเป็นอันดับแรก และ กกต.อาจต้องร่วมรับผิดในฐานะไม่กำกับดูแลงานให้เป็นไปอย่างถูกต้องด้วยกฎหมาย แต่หากบอกว่าไม่ผิดกรณีชงเรื่องเงินกู้อนาคตใหม่ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่อันมิชอบของนายทะเบียนพรรคการเมือง และ กกต. 5 ใน 7 ที่ลงมติส่งฟ้องยุบพรรคต่อศาลรัฐธรรมนูญ คงต้องรับผิดชอบต่อมติที่ตนเองลงด้วย”
นายนิกร จำนง ผู้อำนวยการพรรคชาติไทยพัฒนา เผยแพร่แถลงการณ์พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า ตามที่นายสมชัยโพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีพรรคการเมืองเคยกู้ยืมเงินมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองว่า พรรคได้เคยแถลงไว้อย่างชัดเจนแล้ว เมื่อวันที่ 23 พ.ค.2562 จึงไม่ขอชี้แจงให้ความเห็นถึงกรณีนี้ซ้ำอีก โดยขอย้ำว่าได้ทำหน้าที่บริหารพรรคมากว่า 20 ปี ในฐานะผู้อำนวยการพรรค ตั้งแต่สมัยเป็นพรรคชาติไทยมาจนถึงชาติไทยพัฒนา ไม่เคยเห็นการกู้ยืมเงินของพรรคชาติไทยและพรรคชาติไทยพัฒนามาก่อน 
       นายมนูญ สิวาภิรมย์รัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจใหม่ ในฐานะหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่ กล่าวถึงกรณี ส.ส.พรรคเศรษฐกิจใหม่ 5 คน โหวตสวนมติพรรคร่วมฝ่ายค้าน โดยลงมติเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ว่าเป็นมติพรรคที่ให้ ส.ส.แต่ละคนมีเอกสิทธิ์ในการลงมติ ส่วนนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ โหวตไม่เห็นด้วย ต้องไปถามเหตุผลนายมิ่งขวัญเอง ไปก้าวล่วงไม่ได้ แต่ยืนยันไม่ได้ลอยแพนายมิ่งขวัญ 
“ไม่ถึงขนาดนั้น ตอนนี้เรายังทำหน้าที่ฝ่ายค้านอยู่ แต่ในอนาคตเป็นเรื่องที่ต้องมาว่ากันอีกที จะไปบอกได้อย่างไรว่าจะอยู่ฝ่ายใดตลอดไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีใครมาชวนไปร่วมรัฐบาล ถ้ามาชวนคงต้องไปหารือในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคจะว่าอย่างไร ส่วนนายมิ่งขวัญจะตัดสินใจอย่างไร เราก็เคารพในการตัดสินใจของท่าน เพราะเป็นผู้ใหญ่ในพรรค” นายมนูญกล่าวตอบการลงมติแบบนี้คล้ายจะร่วมรัฐบาล.
 


แท้จริงแล้ว....โลกพระศรีอาริย์อยู่แค่ปลายจมูกเท่านั้นเองแต่คนโง่มักมองไม่เห็น!เพราะมักมองให้พ้นปลายจมูกตัวเองพรรคพลังประชารัฐ กำลังกลิ้งอยู่บนปากเหว  

"การเมืองพรรค-การเมืองหมอ"
"มายาประชาธิปไตยเลือกตั้ง"
พปชร.ที่ 'อยู่เป็น-อยู่ไม่เป็น'
"การเมืองวันที่ไม่มีประยุทธ์"
เมื่อ "ทัวร์ลง" เดือนพฤษภา.
"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"