ชักจะทนไม่ไหวแล้ว!เมียรมว.ศึกษาธิการออกโรงเอง แนะรัฐบาลใช้'ยาแรง'แก้ วิกฤติฝุ่นควัน PM2.5


เพิ่มเพื่อน    

21 ม.ค.63- ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยานายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ   โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Taya Teepsuwan ว่า  ในช่วงวิกฤติฝุ่นควัน PM2.5 ขณะนี้ รัฐบาลน่าจะ “พลิกวิกฤติเป็นโอกาส” และใช้มาตรการ “ยาแรง” เพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรมและแก้ปัญหาได้รวดเร็วทีเถอะ จริงๆก็ทราบว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจแต่ทางฝั่งประชาชนก็ร้อนใจ เพราะต้องสูดลมหายใจกันทุกวัน

นโยบายในเรื่องนี้ต้องมีแบ่งเป็นระยะสั้น ระยะยาว แต่ตอนนี้ขอมาตรการเร่งด่วนก่อนได้มั้ย?

ปัญหาหลักของฝุ่น PM2.5 ท่านนายกก็บอกเองว่าเกิดจาก จราจร 75% ดังนั้น นโยบายที่ต้องทำทันทีก็คือควรลดจำนวนรถให้ได้ก่อน ซึ่งเราจะทำอย่างไรที่จะลดได้ทันที และรวดเร็ว ลองเสนอดูว่า:

- ออกข้อบังคับจำกัดเวลาให้รถบรรทุกวิ่งได้ (ซึ่งรัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่)

- รถเมล์หยุดวิ่งบางเส้นทางที่รถไฟฟ้าผ่าน และต้องเป็นรถเมล์ที่ฝ่านมาตรฐานการปล่อยควันดำเท่านั้น

- ถ้ารัฐเจรจากับ BTS และ MRT ลดราคาค่าตั๋ว 50% หรือ ให้ดีกว่านั้นเปิดให้ประชาชนที่อยู่รอบนอกกรุงเทพขึ้นฟรี เพื่อเขาจะได้ไม่ต้องขับรถเข้ามาในเมือง ส่วนคนที่ไม่มีรถก็จะได้นำค่าโดยสารที่เคยต้องเสียไปซื้อหาหน้ากากอนามัยโดยที่ไม่ต้องมีเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม

- รถแท็กซี่เจราจาอู่เลย ให้รับเฉพาะโทรเรียกหรือ Grab ก่อนได้มั้ย

- อาคารก่อสร้างต้องคลุมผ้าใบให้ได้มาตรฐาน และกทมต้องตรวจตราอย่างเข็มงวดและจริงจัง

ส่วนนโยบายระยะสั้นและยาว ก็ต้องรีบดำเนินการเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น

- การณรงค์ให้ปชช มีสิทธิ์เรื่องรถไฟฟ้าทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าอาจจะเริ่มจากในเมืองก่อน โดยรัฐออกส่วนต่างให้ หรือ ลดภาษีนำเข้า หรือเจรจามาเลยจากจีนในราคาพิเศษ

- การเก็บเงินรถที่วิ่งเข้าตัวเมืองชั้นใน การกำหนดภาษีรถยนต์ให้สูงแบบต่างประเทศ เช่น เก็บภาษีรถคันที่ 2,3,4

- ทำ park and ride เพิ่มขึ้น บริเวณใกล้สถานีรถไฟฟ้า รถไฟใต้ดิน ท่าเรือ เพื่อช่วยลดจำนวนรถวิ่งเข้าเมือง

- การลงโทษ คนเผาอ้อย เผาขยะ โรงงานที่ปล่อยควันพิษอย่างจริงจัง สร้างหอดักฝุ่น รณรงค์ให้บ้านเรือนและอาคารสูงปลูกต้นไม้เพิ่ม

วันนี้ต้องยอมรับว่าประชาชนนี่แหละเป็นตัวการในการทำให้เกิดปัญหาฝุ่น PM2.5 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเผา การใช้รถกันมากมาย การปล่อยควันพิษจากโรงงาน ฯลฯ และในเมื่อเราเองมีส่วนในการสร้างอากาศเสีย เราก็ต้องร่วมกันแก้ไข และหากรัฐมีมาตรการออกมา เราก็ต้องปฏิบัติตามและเลิกบ่น เช่น พยายามลดการใช้รถ และขึ้นรถไฟฟ้า หรือ รถเมล์ให้มากขึ้น, เลิกเผาทุกสิ่งอย่าง, ลดขยะให้มากที่สุด, ช่วยกันปลูกต้นไม้ในบ้านเรือน หรือ ที่ทำงานของตนเอง (ถ้ามีพื้นที่)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอ แน่นอนว่าทุกแนวทางย่อมส่งผลกระทบต่อคนหลายกลุ่ม แต่อะไรจะสำคัญไปกว่า “ลมหายใจ” ของพวกเราทุกคน ถ้ามั่วแต่บ่นกัน แต่ไม่ช่วยกัน ทั้งตัวเรา พ่อแม่เรา ลูกหลานเราต้องดมควันพิษไปอีกนานอย่างแน่นอน.

 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"