“อนาคตใหม่-ณฐพร” ไม่ยุบ แต่ไม่จบ


เพิ่มเพื่อน    

 

           แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะ “ยกคำร้อง” คดีล้มล้างรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ “คดีอิลลูมินาติ” ของพรรคอนาคตใหม่ ท่ามกลางบรรยากาศสุดชื่นมื่น ณ อาคารไทย ซัมมิท ที่มีบรรดากองเชียร์เข้ามาให้กำลังใจกันอย่างแน่นขนัด

                จากนั้น “ช่อ” นางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ทวิตเตอร์ระบุว่า เป็นการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ได้มีพฤติการณ์ล้มล้างการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขอให้ยุติข่าวปลอมในลักษณะนี้เสียที

                อย่างไรก็ตาม หากอ่านคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญโดยละเอียดจะพบว่า สาเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญยกคำร้อง เพราะ “ข้อเท็จจริงไม่เพียงพอ” ข้อเท็จจริงที่ว่าไม่เพียงพอคือ “ปรากฏในคดีเป็นเพียงข้อมูล ข่าวสารจากเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ และสื่ออินเทอร์เน็ต” แต่แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้อง เราก็คงไม่สามารถ “เหมา” ได้ว่า พรรคอนาคตใหม่จะรอดพ้นข้อครหาตามที่นายณฐพร โตประยูร ร้อง หรือมีทัศนคติตามที่มีการกล่าวอ้าง

                เมื่อถอดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยละเอียด มีตอนหนึ่งระบุว่า

                “…ในส่วนรายการคำประกาศอุดมการณ์ทางการเมืองข้อ 6 วรรคสอง ที่กำหนดว่า พรรคอนาคตใหม่ยึดมั่นในหลักประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญ การใช้ข้อความในข้อบังคับของพรรคการเมือง ควรที่จะมีความชัดเจน ไม่มีความคลุมเครือ แตกต่างจากบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อันอาจก่อให้เกิดความแตกแยกระหว่างชนในชาติ ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 มาตรา 14 (3) ได้ ซึ่ง กกต.มีหน้าที่และอำนาจที่จะพิจารณาและมีมติให้เพิกถอนข้อบังคับนั้นได้ตามมาตรา 17 วรรคสาม เพื่อป้องกันความสับสน ขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้น สมควรที่ผู้ที่เกี่ยวข้องจะได้ช่วยกันแก้ไข เพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญต่อไป…”  หมายความว่า กกต.สามารถสั่งให้พรรคอนาคตใหม่แก้ไขข้อบังคับให้ชัดเจนได้

                นอกจากนี้ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องมีพฤติการณ์หรือการกระทำตามความคิดเห็นที่ผู้ร้องกล่าวอ้างแต่อย่างใด แต่ตอนท้ายได้ระบุไว้ว่า

                “…ส่วนกรณีการกระทำอื่นใดของผู้ถูกร้องทั้ง 4 จะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป…” กล่าวคือ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้อง แต่ไม่ได้ปิดกั้นการดำเนินคดีอาญา หรือกฎหมายอื่น ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

                ดังนั้นหากจะเหมาว่า เป็นการล้างข้อสงสัยและข้อครหาเกี่ยวกับทัศนคติของพรรคอนาคตใหม่เสียทีเดียวคงไม่ได้ และหมายความว่า พรรคอนาคตใหม่นั้นสามารถถูกฟ้องเอาผิดได้ในประเด็นนี้อีก หากถูกตีความว่ามีความผิดกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องได้อีก

                ทั้งนี้ ก่อนที่วันที่ 24 ม.ค. ณฐพรจะยื่นหลักฐานให้ กกต.อีกครั้ง และดูเหมือนว่าเจ้าตัวเองกำลังจะถูกทางพรรคสีส้มฟ้องกลับ เมื่อยัง “กัดไม่ปล่อย” หลังยังยื่นเอกสารหลักฐานดาบสองเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาเอาผิดพรรคอนาคตใหม่ ตามมาตรา 92 (2) พร้อมยืนยันว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 49 กับกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 92 (2) นั้นต่างกัน ซึ่งมาตรา 49 เป็นเรื่องของการล้มล้างการปกครอง แต่มาตรา 92 (2) เป็นเรื่องของการเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นหน้าที่ที่ กกต.ดำเนินการ”

                ที่ผ่านมาหลายคนอาจรู้จัก “ณฐพร” ในฐานะอดีตที่ปรึกษานายศรีราชา เจริญพานิช ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และ 1 ใน 14 ผู้ถูกกล่าวหาคดีฟอกเงิน กรณีการขายที่ดินนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์คลองจั่นฯ 477 ล้านบาท

                แต่ในช่วงคดีเขาพระวิหาร “ณฐพร” เคยมีบทบาทมาแล้วในฐานะ “ทนายความ” ของนายวีระ สมความคิด และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ 2 แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ที่ถูกศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกกรณีเข้าไปในเขตแดน ทว่า เป็นทนายความให้กับเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติไม่นานก็ถูกปลดออก เพราะแกนนำเห็นว่ามีพฤติกรรมทำงานโดยพลการ เนื่องจากต้องการให้นายวีระ และ น.ส.ราตรี ทำเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ ในขณะที่เครือข่ายต้องการให้ต่อสู้คดีจนถึงที่สุด

                โดยนายสุนทร รักษ์รงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายขณะนั้น เคยเปิดเผยว่า “ณฐพร” เบิกเงินไป 220,000 บาท แต่กลับไม่มีผลงานใดๆ เลย ก่อนที่เจ้าตัวจะออกมาปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ก่อนจะมีชื่อปรากฏบนหน้าสื่ออีกครั้ง เมื่อยื่นเอาผิดพรรคอนาคตใหม่ในข้อหาล้มล้างการปกครอง 

                จากนี้ก็อยู่ที่การตัดสินใจของ กกต.แล้วว่าจะ “ตามเกม” หรือไม่.

 

 ใบไม้ห้าแฉก

 

 


"เคอร์ฟิว"! ตั้งแต่ ๔ ทุ่ม-ตี ๔ "ทั่วประเทศ" ตั้งแต่วันนี้ (๓ เม.ย.) เป็นต้นไป ไปถึงไหน? ถึงเมื่อ คณาจารย์แพทย์ บอกนายกฯ ว่า

เมื่อ 5-12 เข้ามาแทน 7-11
"โรงหมอ-กระทรวง"ร่วมโรค
ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'