ว่าด้วยเรื่องรัฐประหาร


เพิ่มเพื่อน    

     ได้ฟัง สส.บางคนเสนอให้มีการออกกฎหมายป้องกันการทำรัฐประหาร เพราะพวกเขามองว่ารัฐประหารเป็นเหมือนไวรัส HIV ที่ทำลายภูมิคุ้มกันของประเทศ ทำให้ประเทศอ่อนแอ ทำให้ประเทศไม่สามารถติดต่อค้าขายกับนานาอารยประเทศได้ กล่าวหาว่าการทำรัฐประหารเป็นความกระหายอำนาจของทหาร และผลของการทำรัฐประหารก็คือผู้ที่ทำการรัฐประหารก็เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ มาบริหารประเทศด้วยการเอื้อประโยชน์ให้แก่นายทุนขุนศึกทั้งหลาย และกล่าวว่าประเทศไทยมีการทำการรัฐประหารบ่อยครั้งมาก           
     จนประชาชนมีความเคยชิน และยอมรับว่าการทำรัฐประหารเป็นเรื่องปรกติธรรมดา โดยไม่คิดจะต่อต้านอะไร คำพูดทั้งหมดนี้ดูเหมือนจะเป็นการมโนไปเองของคนพูดที่ต้องการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นไปตามความต้องการของเขา และพฤติกรรมของพวกเขาต่างหากที่เป็นไวรัสซึ่งอาจจะเรียกว่าเป็นไวรัสชังชาติ เป็นความคิดของคนที่ไม่พอใจหลายสิ่งหลายอย่างในประเทศไทย และต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเปลี่ยนไม่ได้ง่ายนัก  เพราะมีทหารคอยปกป้องดำรงรักษาสถาบันต่างๆ ที่สำคัญของชาติ ดังนั้นเนื้อหาการพูดจาปราศรัยและอภิปรายจึงมุ่งที่จะทำลายความน่าเชื่อถือของทหาร ต้องการด้อยค่าทหาร การพูดเรื่องรัฐประหารของพวกเขาจึงพุ่งเป้าไปที่การกล่าวหาทหารว่าเป็นพวกกระหายอำนาจ และใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์
     คำว่า “รัฐประหาร” หากวางอยู่โดดๆ โดยปราศจากบริบทคงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน อย่างน้อยคำว่า “ประหาร” ที่มีนัยยะของการทำลายล้าง คงไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่การด่วนสรุปว่ารัฐประหารเป็นเรื่องที่ไม่ดีก็ไม่ถูกต้องนัก เราจำเป็นต้องพิจารณาบริบทของการทำรัฐประหารแต่ละครั้งว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร ไม่ต้องมองไปไกลถึงรัฐประหารในอดีตหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เอาแค่การทำรัฐประหารในปี 2549 และปี 2557 เราก็จะมองเห็นว่าการทำรัฐประหารทั้งสองครั้งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อแก้ไขปัญหาความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศ เพราะการกระทำของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พวกเขาโกงกิน พวกเขาทำผิดกฎหมาย  พวกเขาไม่เคารพศาล ประชาชนไม่อาจจะเห็นรัฐบาลที่อ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง ทำลายประเทศชาติอีกต่อไป จึงออกมาชุมนุมขับไล่ด้วยการขอร้องให้ลาออก แต่พวกเขาก็ไม่นำพา ยังคงยืนยันที่จะบริหารประเทศต่อไป อีกทั้งยังมีการจัดตั้งผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมต่อสู้กับประชาชนที่ต้องการให้พวกเขาออกไป ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ทำให้เกิดการทำร้ายกันถึงชีวิต ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก หากไม่มีการทำรัฐประหาร ประเทศไทยอาจจะกลายเป็น Killing Field เพราะความขัดแย้งทางการเมืองก็ได้ ดังนั้นเมื่อมีการทำรัฐประหาร ประชาชนที่ไม่พอใจในรัฐบาลเลวร้ายที่มาจากการเลือกตั้งจึงมีความพอใจ และสนับสนุนทหาร ไม่ใช่เพราะเขามองว่ารัฐประหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่เพราะเขามองว่าเป็นความจำเป็น การกล่าวหาว่าประชาชนชินชากับการทำรัฐประหารเป็นการดูถูกประชาชน เพราะอันที่จริงแล้ว ประชาชนไม่ได้มองว่ารัฐประหารเป็นเรื่องธรรมดา แต่มองว่าเป็นเรื่องไม่ธรรมดาที่จำเป็นในการจัดการกับนักการเมืองชั่วร้ายที่เป็นรัฐบาลเผด็จการทางรัฐสภา
     ในการทำรัฐประหารแต่ละครั้ง ทหารที่ทำการรัฐประหารนั้น คงไม่ใช่คนกระหายอำนาจที่จู่ๆ ก็ลุกขึ้นมาประชุมกันวางแผนที่จะยึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ถ้าหากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งบริหารบ้านเมืองตามหลักธรรมาภิบาล ทหารก็คงต้องอยู่ในกรมกอง ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ และทำหน้าที่ช่วยประชาชนเวลาที่เกิดปัญหาอย่างที่เราเห็น แต่ที่ทหารออกมาทำรัฐประหารนั้นก็เพราะว่าประชาชนไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล ออกมาชุมนุมขอร้องให้รัฐบาลออก แต่รัฐบาลไม่ออก ทหารจึงจำเป็นต้องออกมาทำรัฐประหารเพื่อให้รัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรมนั้นหลุดพ้นไปจากอำนาจ หากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม บริหารบ้านเมืองตามหลักธรรมาภิบาล ประชาชนคงไม่พอใจที่จะให้ทหารออกมาทำรัฐประหาร และหากทหารคนไหนออกมาก็เท่ากับฆ่าตัวตาย เพราะว่าถ้าหากประชาชนไม่เห็นด้วย ทหารไม่มีทางทำรัฐประหารได้สำเร็จ
การจะกล่าวหาว่ารัฐประหารเป็นสิ่งไม่ดีนั้น ต้องมองให้ออกว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่ “เหตุ” แต่เป็น “ผล” ดังนั้นถ้าหากจะไม่มีการทำรัฐประหารต้องระงับ “เหตุ” ซึ่งไม่ใช่การไม่มีกฎหมายป้องกันการทำรัฐประหารอย่างแน่นอน พฤติกรรมที่เลวร้ายของนักการเมืองต่างหากที่เป็น “เหตุ” ให้เกิดการทำรัฐประหาร ดังนั้นแทนที่จะมาตั้งกรรมาธิการหาทางออกกฎหมายป้องกันการเกิดรัฐประหาร มาตั้งกรรมาธิการจัดการกับรัฐบาลที่ชั่วร้าย อย่าให้สามารถเป็นรัฐบาลได้ยาวนานแบบประชาชนออกมาไล่เท่าไหร่ก็ไม่ยอมไป จนเกิดการชุมนุมที่ทำให้บ้านเมืองวุ่นวายจะดีกว่า 
     ส่วนการอ้างว่าพอทหารทำรัฐประหารแล้วทหารที่ทำรัฐประหารเข้ามากอบโกยหาผลประโยชน์ให้แก่นายทุนขุนศึกนั้น คงไม่ใช่ทหารทุกคนที่เป็นเช่นนี้ ทหารบางคน แม้ว่าตอนทำรัฐประหารอาจจะไม่ได้ตั้งใจเข้ามาแสวงหาอำนาจ แต่พอได้อำนาจแล้วอาจจะเกิดความโลภ และเมื่อเห็นช่องทางที่จะใช้อำนาจแสวงหาประโยชน์ได้จึงได้ทำเช่นนั้น แต่ทหารบางคนเมื่อเข้ามาทำรัฐประหารแล้ว ก็ตั้งใจแก้ปัญหาของประเทศด้วยความจริงใจก็มี บางครั้งก็มีความจำเป็นในการจะจัดการกับคนชั่ว เพราะการจัดการตามครรลองของกฎหมายเหมือนอย่างภาวะปรกติ อาจจะจัดการกับคนเลวไม่ได้ เพราะคนพวกนี้มองหาช่องโหว่ของกฎหมาย และมองหาทางหนีทีไล่ไว้ดี ทำให้ไม่สามารถจัดการตามกฎหมายตามปรกติได้ จึงจำเป็นต้องใช้อำนาจพิเศษของหัวหน้าคณะรัฐประหาร เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชนย่อมเห็นด้วยและสนับสนุน แต่หากทำไปเพื่อประโยชน์ของตนเอง ประชาชนก็ไม่เห็นด้วย และจะหยุดการสนับสนุนคณะรัฐประหาร อย่างที่เราเห็นมาแล้ว
     ดังนั้น การสรุปเหมารวมว่าทหารเข้ามาทำรัฐประหารเพราะกระหายอำนาจและแสวงหาผลประโยชน์นั้น เป็นการพูดที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการกล่าวหาทหารที่ทำการรัฐประหารเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศชาติ และเมื่อเข้ามาแล้ว ก็ตั้งใจแก้ไขปัญหาของประเทศชาติด้วยความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ด้วยความจงรักภักดี การกล่าวหาว่าทหารที่ทำการรัฐประหาร โกงบ้านโกงเมือง แสวงหาผลประโยชน์นั้น ถ้าหากเป็นความจริงเชิงประจักษ์ก็ฟ้องร้องกันเลย แต่หากเป็นเพียงการมโนไปเอง ก็ไม่สมควรที่จะทำหรอกนะ. 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"