นายกฯแอ่วเหนือ ชูต้องรักสามัคคี อย่าแตกแยกกัน


เพิ่มเพื่อน    

  “ประยุทธ์” ยกคณะตรวจราชการที่ “พะเยา-น่าน”  ตอกย้ำต้องรักสามัคคี แตกแยกไม่ได้ แปลงกายเป็น “บุเรงตู่” ร้องเพลงผู้ชนะสิบทิศท่อน “เจ็บใจคนรักโดนรังแก” อ้อนชาวบ้าน พร้อมโวไม่เคยหยุดงานทัวร์ต่างจังหวัดกว่า 95 ครั้งแล้ว 

เมื่อวันพุธ ในเวลา 07.00 น. ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมคณะ ได้เดินทางด้วยเครื่องบินเจ็ตเอ็มเบรเออร์ไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดพะเยาและน่าน 
    เวลา 08.25 น. คณะ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางถึงท่าอากาศยานน่านนคร ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน จ.น่าน โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของคณะนายกฯ เพื่อคัดกรองผู้โดยสารตามมาตรการเฝ้าระวังไวรัสโคโรนา จากนั้นเวลา 08.50 น.ได้ต่อเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ฮ.ท. 60 (แบล็กฮอว์ก) ของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ก่อนนั่งรถยนต์โตโยต้า เวลไฟร์ สีดำ ป้ายทะเบียน กฉ 1616 พะเยา ไปยังวัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง ต.เวียง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา
    เวลา 09.40 น. คณะนายกฯ เดินทางถึงวัดศรีโคมคำ และเข้าสักการะพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวง กราบสรีระสังขารพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมมปญโญ) ก่อนนมัสการพระสุนทรกิตติคุณ (เดชา อินทปญโญ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดศรีโดมคำ และสนทนากับเจ้าอาวาส โดยได้สอบถามถึงสภาพอากาศและสถานการณ์ไฟป่า พร้อมระบุว่า ทุกคนต้องช่วยกันทั้งหมด ตลอดจนเรื่องความรักและความสามัคคีในพื้นที่คงไม่มีใครทะเลาะเบาะแว้ง ซึ่งวันนี้รู้สึกดีใจที่เห็นเมืองพะเยามีความสงบเรียบร้อย ผู้คนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี เพราะถ้าคนไทยไม่รักกันแล้วใครจะรักกัน จะแบ่งพวกกันมากๆ ไม่ได้ เพราะชาติต้องการความสงบ ความรัก และความสามัคคี
    จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้ทักทายพุทธศาสนิกชนภายในวัด โดยระบุว่า ขอให้ทุกคนมั่นใจกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาขณะนี้ แต่อยากให้เข้าใจว่าในหลายๆ เรื่องไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีทันใด ทั้งเรื่องปัญหาของใช้แพง ปัญหาการเกษตร รวมถึงปัญหาฝุ่นควัน และกล่าวทิ้งท้ายกับประชาชนที่มาทำบุญว่า รู้สึกดีใจที่หลายคนนำธรรมะมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ซึ่งช่วยขัดเกลาให้เป็นคนดีได้
    นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้รับชมการแสดงเพลงบรรเลงจากอังกะลุง ก่อนร่วมเล่นในบทเพลงพะเยารอเธอ ของศิลปินสุริยัน บุญยศ จากกลุ่มผู้สูงอายุเทศบาลเมืองพะเยาอายุ 60 ปีขึ้นไป และหลังจากฟังบรรเลงเพลงเสร็จ นายกฯ ได้ทักทายและให้กำลังใจกลุ่มผู้สูงอายุ พร้อมกล่าวว่า แม้จะทำงานหนัก แต่ก็ตั้งใจทำเพื่อทุกคน และกล่าวหยอกล้อเป็นเนื้อเพลงหนึ่งว่า เจ็บใจคนรักโดนรังแก ซึ่งเป็นเนื้อหาหนึ่งในเพลงผู้ชนะสิบทิศ 
ต่อมาเวลา 10.05 น. ที่หนองเล็งทราย อ.แม่ใจ จ.พะเยา คณะ พล.อ.ประยุทธ์ได้ตรวจและติดตามการบริหารจัดการน้ำและการพัฒนาหนองเล็งทราย โดยนายกฯ ได้รับฟังบรรยายสรุปจากผู้ว่าฯ ก่อนขึ้นกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า ขอยืนยันว่างบประมาณที่เข้ามาเสริมใน จ.พะเยา ได้เตรียมไว้เพียงพอและมากกว่าปีที่ผ่านมา แต่การเบิกจ่ายทั้งหมด สิ่งสำคัญคือต้องมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ งบประมาณต้องถูกจัดการให้เกิดการใช้แบบบูรณาการ อยากให้ทุกคนเข้าใจการจัดการงบประมาณของรัฐบาลเพื่อลูกหลานในอนาคต 
“ผมไม่ได้ต้องการให้มีความขัดแย้ง ไม่จำเป็นต้องรักคนใดคนหนึ่ง ข้างใดข้างหนึ่ง แต่ก็ขออย่างเดียว ขอให้รักประเทศของตัวเอง รักพื้นที่ของคุณ และให้คนดีๆ มาบริหารจัดการให้ท่าน ผมอาจพูดเยอะไปนิด แต่ต้องการให้ทุกคนคิดตาม ผมให้เกียรติทุกคน ถ้าผมพูดผิดหรือไม่ถูกมาบอกผม อย่าไปด่าผมข้างนอก ด่าในโทรศัพท์ แต่ผมไม่สนใจอยู่แล้ว มันทำร้ายตัวเองไม่เอาขี้เกียจ” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายกฯ ย้ำว่า ขอฝากทุกคนให้ทำงานร่วมกัน ช่วยกันพัฒนาท้องถิ่น และต่อยอดภูมิปัญญาของเรา ลดความขัดแย้ง อย่าไปฟังคนบิดเบือน บางอย่างมันไม่ใช่ ท่านก็เห็นอยู่ ขี้เกียจไปทะเลาะกับใครทั้งสิ้น ขอเวลาทำงานดีกว่า วันนี้ทุกคนก็ตั้งใจทำงาน ไม่เคยหยุดงาน ไปต่างจังหวัดแล้วกว่า 95 ครั้ง เกือบทุกกลุ่มจังหวัดแล้ว ขอให้ทุกคนเข้าใจรัฐบาล ร่วมมือกับรัฐบาล 
    ในช่วงท้าย นายกฯ ถามประชาชนที่มาร่วมรับฟังว่า รถไฟอยากได้จริงหรือ ขอมานานแล้ว ขอมาหลายรัฐบาลแล้วใช่ไหม แล้วไม่เคยได้ใช่ไหม แล้วรัฐบาลนี้ได้แล้วยัง ชาวบ้านตอบว่า “ให้แล้ว” ก่อนนายกฯ ตอบว่า "ให้แล้วแต่ยังไม่มา รอไปก่อน เดี๋ยวก็มี สัญญาคือสัญญา" จากนั้นนายกฯ พบปะประชาชนที่มาร่วมรับฟังและรอต้อนรับ ซึ่งประชาชนบางส่วนได้ตะโกนชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์เป็นภาษาเหนือ “หล่อขนาด” ซึ่งนายกฯ กล่าวตอบว่า “งามเหมือนกั๋น” พร้อมถ่ายรูปร่วมกับประชาชนอย่างเป็นกันเอง นอกจากนี้ยังได้เดินไปเยี่ยมชมนิทรรศการสินค้าโอท็อปของจังหวัดพะเยา พร้อมอุดหนุนสินค้าโอท็อปในทุกร้าน เช่น กระเป๋าผักตบชวา กาแฟ ข้าว และเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน โดยนายกฯ ได้ถอดเสื้อคลุมสีดำของตัวเองออกและสวมเสื้อม่อฮ่อมทับ
    เวลา 13.40 น. คณะ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางมาถึงท่าอากาศยานน่านนคร จ.น่าน โดยทันทีที่มาถึงได้มีประชาชนชาวน่านนำดอกกุหลาบสีชมพูมารอต้อนรับเพื่อมอบเป็นกำลังใจให้นายกฯ จากนั้นเวลา 14.10 น. คณะ พล.อ.ประยุทธ์เดินทางด้วยรถยนต์โตโยต้า อัลพาร์ด 4 กฆ 2332 กรุงเทพมหานคร ไปยังหอประชุมศูนย์ราชการจังหวัดน่าน เพื่อติดตามการแก้ไขปัญหาหมอกควันไฟ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยนายกฯ ได้รับชมการแสดงร้องเพลงประสานเสียงเพลงธงชาติจากนักเรียน 6 ชนเผ่าในอำเภอสองแคว 
    ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ยังได้มอบโฉนดที่ดินคืนให้แก่เกษตรกรสมาชิกกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร จำนวน 2 ราย และเป็นประธานสักขีพยานในการมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ภายใต้โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาลของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รวมถึงมอบเอกสารโครงการจัดระเบียบการใช้ที่ดินป่าไม้ให้แก่ชุมชน จำนวน 5 ราย
    โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวช่วงหนึ่งว่า ที่เข้ามาทำหน้าที่ไม่ใช่ฐานะนักการเมือง แต่เพื่อมาจัดการและแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ซึ่งประชาชนต้องเข้าใจ และถามกลับไปยังผู้แทนประชาชนแต่ละคนว่าเขาจะได้อะไรจากการเข้ามาทำหน้าที่ของ ส.ส. ส่วนตัวมีความตั้งใจอยู่แล้วที่จะมาทำงานตรงนี้ เพื่อวางกรอบการบริหารจัดการให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริหารจัดการน้ำ ระบบเศรษฐกิจ หรือแม้กระทั่งโครงการสร้างพื้นฐาน ยืนยันว่ารัฐบาลทำงานอย่างรอบคอบ และพยายามที่จะทำงานตามเจตนารมณ์ของประชาชน
    “วันนี้ผมพูดไปเยอะแล้ว 5 ปีที่ผ่านมาก็พูดไปเยอะแล้ว เป็นนายกฯ ที่พูดเยอะที่สุด เพราะต้องการให้ทุกคนเรียนรู้และคิดไปด้วยกัน มันก็คงจะดีกว่าที่ต้องทำให้เขารักผม คงไม่ใช่ แต่ผมทำเพื่อให้รักประเทศชาติและแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มชนเผ่า ทั้งหมดเราเป็นคนไทย จะแตกแยกกันไม่ได้ทั้งสิ้น ใครมาสอนให้แตกแยก ไม่รักกัน ผมคิดว่าใช้ไม่ได้ เวลานี้คนไทยไม่ต้องการคนแบบนี้ หรือใครต้องการก็แล้วแต่ ถ้าไม่ได้ทำ ไม่ได้ลองทำ ไม่ได้แก้ปัญหา อย่ามาพูดว่าที่ท่านพูดมันดีกว่าผม” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    หลังจากนั้นนายกฯ ได้เยี่ยมชมนิทรรศการการพัฒนาจังหวัดน่านในมิติต่างๆ รวมถึงได้ชิมกาแฟภูมิใจ๋ คอฟฟี่ ของคนเมืองน่าน พร้อมชิมอาหารเหนือแกงฮังเล
    ต่อมาเวลา 16.45 น. คณะนายกฯ ได้เดินทางตรวจเยี่ยมวิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน พร้อมชมการแสดงต้อนรับของกลุ่มแม่บ้านอำเภอภูเวียง โดยวงท้ายนายกฯ ได้แนะนำคณะทำงานที่ร่วมเดินทางมา พร้อมหยอกล้อนายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกฯ ว่าเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยให้นายกฯ ไม่ต้องเข้าคุก ก่อนเสร็จสิ้นภารกิจและเดินทางกลับกรุงเทพฯ.


เฮ้อ..... เราจะต้องนับหัวคนป่วย-คนตายเป็น "ปฏิทินรายวัน" กันอีกนานมั้ยเนี่ย? พูดแล้วก็เหงาใจนัก! แต่ไม่น่ะ....

'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'