แค้นจนคลั่ง


เพิ่มเพื่อน    

     ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง มีพรรคบางพรรคเรียกร้องและเร่งรัดให้มีการเลือกตั้ง คงเป็นเพราะมั่นใจว่าจะชนะแน่เพราะฐานเสียงอยู่ที่ภาคเหนือตอนบนและภาคอีสาน ซึ่งมี ส.ส.จำนวนมาก พวกเขามั่นใจว่าโครงการประชานิยมที่เคยทำไว้ยังมีมนตร์เสน่ห์ที่จะเรียกคะแนนเสียงได้ แต่แล้วเมื่อมีผลการเลือกตั้งออกมาก็ทำให้เขาต้องผิดหวัง เพราะปัจจัยหลายๆ อย่าง ประการแรก มนตร์เสน่ห์ของนายใหญ่น่าจะลดลงเพราะประชาชนได้ข้อมูลที่ทำให้ไม่อาจจะรักนายใหญ่ได้อีกต่อไป จึงมีคนเปลี่ยนใจที่จะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคอื่นมากกว่า ประการที่สอง มีนักการเมืองหน้าใหม่ที่ร่วมงานกับรัฐบาล คสช. ได้แสดงฝีมือเป็นที่ประทับใจของประชาชนระดับรากหญ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบัตรคนจนประชารัฐ เมื่อพวกเขาออกมาจัดตั้งพรรคการเมือง จึงเป็นที่สนใจทั้งประชาชนและนักการเมือง ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ ประการที่สาม เมื่อคะแนนเสียงของพรรคพลังประชารัฐดีวันดีคืนขึ้นมา เหล่าบรรดา สส. ดาวฤกษ์ทั้งหลายที่ไม่ว่าจะลงเลือกตั้งสังกัดพรรคใดก็จะชนะ หันมาร่วมมือกับพรรคพลังประชารัฐทำให้พรรคพลังประชารัฐสามารถเอาชนะได้ สส.เขต เป็นจำนวนมาก  และได้คะแนนนิยมมาเป็นอันดับหนึ่ง ทำให้ได้ สส.บัญชีรายชื่อเป็นจำนวนมากด้วย ประการสุดท้าย พวกเขากลัววิธีการเลือกตั้งตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 จึงแตกเป็นพรรคสาขาหลายพรรค ที่เรียกว่าแตกแบงก์พันเป็นแบงก์ร้อย และแบ่งเขตในการลงแข่งขันแบบไม่แย่งคะแนนกัน

แต่ความหวังของพวกเขาต้องพังทลาย เมื่อพรรคย่อยพรรคหนึ่งกระทำการไม่บังควร ทำให้ต้องถูกยุบพรรคผู้สมัครที่หวังว่าจะเป็นผู้ชนะหมดสิทธิลงแข่งขัน ความหวังที่พรรคใหญ่จะจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งและได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็หมดไป อย่างไรก็ตามเมื่อมีจำนวน ส.ส.ที่ชนะ เป็น ส.ส.เขต มาเป็นอันดับ 1 จึงมีความพยายามร่วมกับพรรคอื่นๆ ที่เป็นพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาล โดยอ้างชัยชนะจำนวน ส.ส.เขต เป็นความชอบธรรม แต่พรรคพลังประชารัฐที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดก็อ้างความชอบธรรมเช่นกัน การขับเคี่ยวกันของสองพรรคใหญ่ทำให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะต่างฝ่ายต่างก็พยายามดึงพรรคร่วม พร้อมๆ กับการอ้างความชอบธรรม แต่ในที่สุดพรรคพลังประชารัฐก็สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคใหญ่ที่หวังว่าจะได้เป็นรัฐบาลจึงกลายเป็นฝ่ายค้านที่มีพฤติกรรมเป็นฝ่ายแค้นมากกว่า ทั้งนี้เพราะในชัยชนะในด้านจำนวน ส.ส.เขต ทำให้ไม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อแม้แต่คนเดียว เป็นผลให้เหล่าบรรดาแกนนำของพรรคใหญ่ไม่ได้เป็น ส.ส.แม้แต่คนเดียว แม้ว่าไม่ได้เป็น ส.ส. ก็ยังมีความหวังว่าถ้าหากจัดตั้งรัฐบาลได้ พวกเขาก็จะได้เป็นนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แต่เมื่อไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทำให้พวกเขานั้นหลุดจากแวดวงการเมืองโดยสิ้นเชิง โดยไม่มีตำแหน่งในฝ่ายบริหารและไม่ได้เป็น ส.ส.ในฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ได้เป็นแม้แต่ฝ่ายค้านในสภา จึงต้องมาเป็นฝ่ายค้านนอกสภา ด้วยเหตุนี้พฤติกรรมหลายเดือนที่ผ่านมาจึงมีลักษณะเป็นฝ่ายแค้นมากกว่าฝ่ายค้าน และเป็นฝ่ายแค้นที่ดูเหมือนเสียสติ จนเกิดอาการคลั่ง พฤติกรรมที่เกิดจากอาการคลั่งจึงเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เป็นพฤติกรรมของการ “เล่นการเมือง” มากกว่า “การทำงานการเมือง” เพราะจะค้านทุกเรื่องที่รัฐบาลทำ ไม่มีการพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลใดๆ ทั้งสิ้น รัฐบาลไปซ้าย พวกเขาก็จะไปขวา รัฐบาลเดินหน้าพวกเขาก็ถอยหลัง การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ทั้งการอภิปรายในสภา และการให้สัมภาษณ์นอกสภาหลายเรื่องสะท้อนให้เห็นตรรกะวิบัติ ไม่มีเหตุไม่มีผล ขอเพียงแค่ให้ได้ค้าน หลายเรื่องสะท้อนถึงความไม่รู้จริง แค่ขอให้ได้พูด หลายเรื่องรู้แต่ก็แกล้งโง่เพื่อด่ารัฐบาล หลายเรื่องก็จงใจบิดเบือนสร้างวาทกรรมกล่าวหารัฐบาลอย่างไร้หลักฐานเชิงประจักษ์

วาทกรรมที่เราได้ยินบ่อยๆ ก็คือ คำว่า “เผด็จการ” และ “สืบทอดอำนาจ” ทั้งๆ ที่นายกรัฐมนตรีในยุคนี้ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งตามข้อกำหนดของรัฐธรรมนูญปี 2560 มาอย่างครบถ้วน แต่ก็ยังกล่าวหาว่าเป็นการปล้นตำแหน่ง เป็นการปล้นอำนาจ และมักจะกล่าวหาว่าใช้ ส.ว.เป็นเครื่องมือในการช่วงชิงอำนาจ ทั้งๆ ที่คะแนนเสียงที่เลือก พลเอกประยุกต์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร

อีกเรื่องหนึ่งที่กล่าวหากันมาตลอดเวลา คือเรื่องปัญหาด้านเศรษฐกิจโดยไม่ได้พิจารณาของเศรษฐกิจโลกพยายามที่จะทำให้ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีความรู้ด้านเศรษฐกิจ ทั้งๆ ในความเป็นจริงแล้วมันก็มีทั้งธุรกิจที่ดีขึ้น ธุรกิจที่คงที่ และธุรกิจที่แย่ลง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าใครทำธุรกิจอะไรและมีความสามารถแค่ไหน สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไม่ได้มีแค่ธุรกิจที่แย่ลงเท่านั้น ธุรกิจที่ไปได้ดีก็มีไม่น้อย ก็ยังรู้สึกสงสัยว่าในสถานการณ์ของเศรษฐกิจโลกเช่นนี้ ถ้าเป็นรัฐบาลของพรรคใหญ่ที่หวังว่าจะได้กลับมาเป็นรัฐบาลที่บริหารประเทศ จะสามารถทำให้เศรษฐกิจดีกว่านี้ได้หรือไม่ จะเห็นได้ว่าไม่ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการด้านเศรษฐกิจอะไรออกมา สมาชิกของพรรคใหญ่ทั้งในสภาและนอกสภาก็ออกมาด่าทุกเรื่อง ไม่มีอะไรดีแม้แต่อย่างเดียว นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลไปในทางลบเพียงทางเดียวแล้ว ยังมีการเล่นการเมืองอีกหลายๆ เรื่อง

พวกเขาโกหกอย่างหน้าด้านๆ หลายเรื่อง

พวกเขาจงใจบิดเบือนให้คนชิงชังรัฐบาล

พวกเขากล่าวหารัฐบาลอย่างไร้หลักฐาน

พวกเขาด่ารัฐบาลว่าโกงโดยไม่คิดถึงตัวพวกเขาเองว่าเคยโกงบ้านโกงเมืองมากน้อยแค่ไหน

พวกเขารบกวนกระบวนการทำงานในรัฐสภาเพื่อให้การบริหารของรัฐบาลไม่ราบรื่น

พวกเขาเอาชีวิตของคนมาเล่นการเมือง กล่าวหาว่าร้ายรัฐบาล ทั้งๆ ที่ควรจะช่วยกัน

                ไม่ว่าพวกเขาจะกล่าวหารัฐบาลเรื่องอะไรก็ตาม พวกเขามักจะต้องจบลงด้วยข้อความว่า “พลเอกประยุทธ์จะต้องลาออก” คำพูดแบบนี้พูดออกมาก็ทำให้เราเห็นลึกเข้าไปถึงไส้ติ่ง ว่าสิ่งที่เขาต้องการคือให้รัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้เพื่อให้พวกเขาได้จัดตั้งรัฐบาล ไม่ว่ารัฐบาลจะพลาดเรื่องอะไรก็ตาม ประยุทธ์ต้องลาออก น่าเวทนาจริงๆ นะ. 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"