จ่อหมายจับ อีกชุด4คน แก๊งอุ้มบุญ พบหมอร่วม


เพิ่มเพื่อน    


    ตำรวจ ปคม.เตรียมขอหมายจับอีกชุด 4 คน แก๊งอุ้มบุญข้ามชาติ เผยไม่ทิ้งปมทารกอุ้มบุญเป็นเหยื่อกลุ่มซื้อขายอวัยวะ พบ รพ.5 แห่ง คลินิก 4 แห่งพัวพันแก๊งมังกรจีน มีหมอหลายคนอยู่ในข่ายถูกดำเนินคดี
    พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เปิดเผยเมื่อวันจันทร์ถึงความคืบหน้าคดีอุ้มบุญข้ามชาติว่า ได้หารือกับตำรวจกองบังคับการปราบปรามการค้ามนุษย์ (ปคม.) เรื่องการตั้งคณะทำงานเพื่อคลี่คลายคดีนี้ไปตั้งแต่ก่อนเปิดปฏิบัติการแล้ว เห็นว่าควรต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นเพื่อความสะดวกในการทำงาน เพราะเหตุเกิดขึ้นหลายพื้นที่ ต้องใช้กำลังตำรวจในพื้นที่สนับสนุนด้วย ซึ่งขณะนี้ยังรอรายงานยื่นขอตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณา ว่าจะขอรับการสนับสนุนในพื้นที่ใดบ้าง ส่วนเรื่องการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ ปคม.จะทยอยออกไปตามพยานหลักฐานที่ชัดเจนแล้วว่ามีใครเข้าข่ายกระทำผิดบ้าง โดยแม่อุ้มบุญต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลว่าใครเป็นเหยื่อ ใครเป็นผู้ร่วมกระทำผิด ส่วนเรื่องนายทุนชาวจีน ยืนยันว่าได้ประสานความร่วมมือให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงไปตั้งแต่เมื่อปลายปีที่แล้ว ซึ่งได้มอบหลักฐานต่างๆ เช่น เส้นทางการเงิน, รายชื่อบริษัท, ผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นนายทุน รวมไปถึงข้อมูลเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบกลับใดๆ ซึ่งเข้าใจว่าติดขัดปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด 19 ในจีน ทำให้การสืบสวนติดขัดล่าช้า 
    รอง ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า ที่มีความกังวลว่าเด็กที่เกิดจากการอุ้มบุญ ไม่ได้ส่งไปให้พ่อ-แม่เลี้ยง แต่เป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ หรือกลุ่มซื้อขายอวัยวะ เป็นเพียงสมมติฐานทางการสืบสวน ต้องรอผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงของทางการจีนก่อนว่ามีข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จึงจะยืนยันได้
    ด้าน พล.ต.ต.วรวัฒน์ วัฒน์นครบัญชา ผบก.ปคม. เปิดเผยว่า วันนี้ตำรวจ ปคม.จะหารือกับพนักงานอัยการและกระทรวงสาธารณสุข เพื่อพิจารณาออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมอย่างน้อย 5 คน ซึ่งหากพยานหลักฐานเพียงพอก็จะออกหมายจับทันที โดยขณะนี้ ปคม.ไปขอศาลออกหมายจับแล้ว 13 คน เป็นหมายจับเครือข่ายกลุ่มนายจ้าวหราน 11 คน และเครือข่ายอื่นที่ต้องสงสัยว่ามีนายทุนคนเดียวกัน 2 คน ขณะที่เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ได้ขอศาลออกหมายจับเพิ่ม 3 คน ซึ่งได้ส่งหมายศาลให้ฝ่ายสืบสวนไปใช้จับกุมผู้ต้องหาแล้ว 
    นอกจากนี้ ในการหารือที่ประชุมในช่วงบ่ายจะมีการพิจารณาเรื่องผลการตรวจยึดหลักฐาน ยาและเวชภัณฑ์ที่พบในบ้านผู้ต้องหา ว่าเข้าข่ายทำผิดกฎหมายหรือไม่ เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีแจ้งข้อกล่าวหากับนายจ้าวหราน ภรรยา และผู้ร่วมกระทำผิดที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสรุปข้อมูลสถานพยาบาลต้องสงสัยที่ต้องไปตรวจค้นต่อไป
    พ.ต.อ.มานะ กลีบสัตบุศย์ รอง ผบก.ปคม. เปิดเผยว่า ตำรวจมีกลุ่มเป้าหมายนายหน้าแก๊งอุ้มบุญที่เตรียมออกหมายจับอีกชุด แบ่งเป็นที่ จ.เชียงใหม่ 7 คน และ จ.หนองคาย อีก 5 คน โดยก่อนหน้านี้ได้จับกุมนายหน้าไปแล้ว 2 คน ส่วนกลุ่มแม่อุ้มบุญที่จังหวัดปทุมธานี ได้เรียกสอบปากคำไปแล้ว 7 คน เหลือเพียงคนเดียวที่จะเชิญมาซักถามรายละเอียดร่วมกับอัยการศาลในประเด็นของพฤติกรรมขบวนการนี้เพิ่มเติม หากพบว่าให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ก็จะนำตัวไปคัดแยกว่าเป็นผู้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการนี้หรือไม่ต่อไป
    ต่อมา พล.ต.ต.วรวัฒน์ได้ประชุมติดตามความคืบหน้าคดีอุ้มบุญข้ามชาติร่วมกับตัวแทนจากหลายหน่วยงาน อาทิ สำนักงานอัยการสูงสุด, สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และกรมการกงสุล โดยใช้เวลาหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลนานกว่า 1 ชั่วโมง 
    พล.ต.ต.วรวัฒน์เปิดเผยว่า ได้พิจารณาหลักฐานแล้ว เห็นว่าเพียงพอจะเสนอออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องกับแก๊งอุ้มบุญเพิ่มเติมอย่างน้อย 4 คน เป็นชาวไทย 3 คน ทำหน้าที่เป็นนายหน้า และชาวต่างชาติอีก 1 คน ทำหน้าที่เป็นคนพาแม่อุ้มบุญไปทำคลอดที่จีน ส่วนผลการสอบปากคำแม่อุ้มบุญ จำนวน 21 คน ทำให้พบว่ามีการแบ่งกลุ่มดำเนินการออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มนายจ้าวหราน ที่เพิ่งถูกจับกุมไป เกี่ยวข้องกับแม่อุ้มบุญ 5 คน ที่จังหวัดหนองคาย เมื่อปี 2555 และอีก 7 คน ที่พบที่บ้านย่านลาดพร้าว เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ส่วนกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มแม่อุ้มบุญ 8 คน ที่พบในจังหวัดปทุมธานี มีเด็กที่เกิดจากแม่อุ้มบุญ 14 คน ถูกพาไปประเทศจีนแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบสภาพความเป็นอยู่ และกลุ่มที่ 3 เป็นแม่อุ้มบุญ 1 คน ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหา 2 คน ที่ถูกจับกุมได้ที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งจากการสอบสวนยังพบว่ากลุ่มนายหน้าทั้ง 3 กลุ่ม เดิมเป็นกลุ่มเดียวกัน แต่ต่อมามีการแยกตัวออกไปดำเนินการเอง จึงเป็นไปได้ที่จะมีนายทุนคนละคนกัน 
    ผบก.ปคม.กล่าวว่า ในส่วนการขยายผลเตรียมตรวจค้นสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจากกรมสนับสนุนและบริการสุขภาพได้นำข้อมูลที่มีผู้ร้องเรียนว่ามีขบวนการแม่อุ้มบุญเกี่ยวข้องกับสถานพยาบาล 9 แห่ง ซึ่งมีการระบุรายชื่อและข้อมูลอย่างชัดเจน เป็นโรงพยาบาล 4 แห่ง และคลินิก 5 แห่ง นอกจากนี้ยังพบข้อมูลแพทย์ที่ดำเนินการรับฝากครรภ์อาจมีหลายคน เนื่องจากเป็นการกระทำคนละขั้นตอน ซึ่งหลังจากนี้หากตรวจสอบไม่พบใบอนุญาตตาม พ.ร.บ.อุ้มบุญ ก็จะมีความผิด 
    "สำหรับหลักฐานที่มีการตรวจพบในบ้าน 2 หลัง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีทั้งยาเวชภัณฑ์ แผนปัจจุบันและแผนโบราณ โดยพบมีการนำเข้ายาจากต่างประเทศที่ประเทศไทยไม่อนุญาต เข้าข่ายผิดกฎหมายชัดเจน อีกทั้งยังพบเครื่องมือผสมเทียมที่ใช้ในการผสมตัวอ่อนอยู่ในบ้านย่านลาดพร้าวของผู้ต้องหา ซึ่งต้องรอให้ทาง อย.นำกลับไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายในความผิดข้อหาใดบ้าง ก็จะแจ้งพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไป" พล.ต.ต.วรวัฒน์ระบุ
    นางนลินา ตันตินิรามัย ผอ.สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า หากพบว่าสถานพยาบาลใดเกี่ยวข้องกับขบวนการอุ้มบุญนี้ ไม่ว่ารูปแบบใด ก็จะดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งเบื้องต้นพบว่ามีแพทย์หลายคนที่ร่วมกระทำด้วย และหากลงมือโดยไม่ได้รับอนุญาตก็มีความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตอนนี้ต้องรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง แม้จะทราบถึงรูปแบบของขบวนการแล้วทั้งหมด แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้.


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'