ลัทธิบูชา 'ทอน'


เพิ่มเพื่อน    

                พรุ่งนี้ (๒๑ กุมภาพันธ์) จะได้รู้กัน

                เวลาแดดเริ่มจะร่มลมเริ่มจะตก ๑๕.๐๐ น. ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดียุบพรรคอนาคตใหม่ ปมเงินกู้ ๑๙๑ ล้านบาท

                ที่ดิ้นพล่าน...ก็ดิ้นกันไป

                แต่...อย่าลืมคดีนี้นอกจากมีข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายแล้ว ยังต้องคำนึงถึงผลที่ตามมาในอนาคตด้วย

                สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ "ลัทธิบูชาคน"

                เมื่อบรรดานักวิชาการ นักแสดง และเซเลบ ที่ร่วมลงชื่อห้ามยุบพรรคอนาคตใหม่ ยังคิดไม่ออก คาดไม่ถึง หรือ "หลง" จนแยกแยะถูก-ผิด ไม่ออก ก็ลองหันกลับมามอง "ความเป็นจริง" ที่จะเกิดขึ้นด้วย

                ถ้าหลงเชื่อว่ายุบอนาคตใหม่ คือการทำลายประชาธิปไตย

                ก็แสดงว่า อนาคตใหม่คือประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่แน่ๆ

                การคิดว่า ต้อง "ธนาธร-ปิยบุตร" เท่านั้นคือผู้สร้างประชาธิปไตย ก็คงไม่ต่างจากที่ครั้งหนึ่ง คุณหมอเสม พริ้งพวงแก้ว ท่านยกให้ "ทักษิณ ชินวัตร" เป็น "อัศวินควายดำ"

                สังคมไทยช่วงนั้นโหยหา "ฮีโร่"

                ไม่ต่างจากช่วงเวลานี้

                ฉะนั้นที่ต้องตั้งคำถามดังๆ คือ คนที่ไปร่วมลงชื่อห้ามยุบอนาคตใหม่ โหยหาฮีโร่ หรือกระหายใน

ประชาธิปไตยกันแน่

                ประชาธิปไตย ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่

                และพรรคอนาคตใหม่ ควรจะเลิกอ้างเสียทีว่า หากพรรคตัวเองถูกยุบเท่ากับเป็นการทำลาย

ประชาธิปไตย เพราะถึงแม้ไม่มีพรรคอนาคตใหม่ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขก็เดินต่อไปได้ เหมือนที่เดินมาแล้วหลายสิบปี

                กลับกัน การมีพรรคอนาคตใหม่ มิได้การันตีว่า ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น

ประมุข จะอยู่คู่การเมืองไทย

                อาจกลายเป็นประชาธิปไตยในรูปแบบอื่นแทน

                ฉะนั้น ไม่ควรโยงคดียุบพรรคอนาคตใหม่ว่าเป็นเรื่องความอยู่รอดของประชาธิปไตย

                สำหรับอนาคตใหม่ ที่กู้เงินมาใช้เลือกตั้ง ถ้าไม่มีความผิดใดๆ ตามที่นักวิชาเกิน นักแสดง และเซเลบต้องการ สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตแน่นอนคือ หลายพรรคการเมืองจะเข้าหานายทุนและแข่งกันกู้เงิน

                ผลที่ตามมาคืออะไร?

                นายทุนสามารถครอบงำพรรคการเมืองอย่างถูกกฎหมาย

                ต่อไปเราจะได้เห็นการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมืองกันอย่างเปิดเผย

                นายทุนพรรคขอโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน

                ถามว่าจะมีการถอนทุนคืนหรือเปล่า...ไปคิดเอาเอง

                ที่ผ่านมาห้ามกู้เงินก็ยังถอนทุนคืนกันขนานใหญ่

                ขืนเปิดเสรีคำว่า "ฉิบหาย" ยังน้อยไป.

 


เรื่องหน้ากากอนามัย ๒๐๐ ล้านชิ้น มีแต่ตัวเลข ไม่มีตัวหน้ากากที่พูดกันมานานนั้น บทจะจบ..... ก็จบดื้อๆ แค่รองนายกฯ วิษณุพูดว่า "ของเก่าไม่ต้องพูดถึง.......

ฉุกเฉิน 'ในระบบราชการ'?
อสม. 'หน่วยรบที่โลกลืม'
'สำรวจแนวรบรอบไตรมาส'
'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"