อรุณรุ่งไม่สมราคาคุย ซักฟอกกร่อยขุดเรื่องเก่าเจอย้อนศรต้นตอมาจากยุค‘ปู’


เพิ่มเพื่อน    

 โหมโรงอภิปรายไม่ไว้วางใจวันแรกสุดกร่อย “อรุณรุ่ง” ไม่สมราคาคุย “ชวน” กำชับห้ามพูดเรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ มีถ่ายทอดสดไร้เอกสิทธิ์คุ้มครอง “สมพงษ์” นำร่องชำแหละ 5 เหตุผลไม่ไว้วางใจ “ยุทธพงศ์” นำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ทั้งที่ดินพ่อบิ๊กตู่-ต่ออายุสัญญาศูนย์ฯ สิริกิติ์-รถไฟฟ้าสายสีเขียว “ประยุทธ์-วิษณุ” สวนหมัดย้อนต้นตอมาจากยุคยิ่งลักษณ์ครองเมืองทั้งสิ้น

    เมื่อวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ มีระเบียบวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 25 ปีที่ 1 ครั้งที่ 33 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) เป็นพิเศษ ในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ซึ่งนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านและคณะ จำนวน 223 คนเป็นผู้เสนอ
โดยก่อนประชุม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  ให้สัมภาษณ์ถึงการรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ความจริงเป็นคนน่ารักมาโดยตลอด อารมณ์ดีเหมือนทุกครั้ง ถึงเวลาก็หยอกกันบ้างนิดหน่อย ส่วนเรื่องปรับลุกส์นั้นไม่จำเป็น เพราะลุกส์ปกติก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว สนุกสนานรื่นเริง อารมณ์ดี
มีรายงานว่าในระหว่างการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวช่วงหนึ่งว่า การอภิปรายวันนี้นางนราพร ภริยาสั่งไว้ อย่าทำคิ้วย่น อย่าทำหน้าบึ้ง อย่าอารมณ์เสีย ให้ใจเย็นๆ ยิ้มเข้าไว้  ส่วนรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายก็ขอให้ชี้แจงด้วยข้อมูล ข้อเท็จจริง อย่าชี้แจงลักษณะตอบโต้ ขอให้ใจเย็นๆ เหมือนตนเอง และในช่วงท้ายยังได้ปรารภว่าในการอภิปรายที่จะเกิดขึ้น ขอให้รัฐมนตรีทุกคนนั่งอยู่ในห้องประชุมกันอย่างพร้อมเพรียง หากกระทรวงใดถูกพาดพิงขอให้ช่วยลุกขึ้นชี้แจง แต่ไม่ได้กำชับให้รัฐมนตรีคนไหนช่วยตอบเป็นพิเศษ และย้ำว่าส่วนตัวมีความพร้อมแล้ว
ขณะเดียวกันบรรดารัฐมนตรีที่อยู่ในรายชื่ออภิปรายนั้นต่างแสดงความมั่นใจ โดย พล.อ.อนุพงษ์  เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่าทุกเรื่องที่ถามก็ตอบก็แค่นั้น ดีกว่าปล่อยให้เขาไปซุบซิบนินทาให้สื่อนำไปลงแล้วไม่มีโอกาสชี้แจง ทุกเรื่องที่ทำชี้แจงได้หมด ไม่เป็นไร
ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวถึงกระแสข่าวปรับ ครม.หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ไม่ทราบ ไม่รู้ ส่วนนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ ปฏิเสธข่าวลาออกหลังอภิปรายว่าเป็นเรื่องเก่า 
นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)  ยืนยันถึงการโหวตอภิปรายว่า สปิริตของพรรคเราดี เช่นเดียวกับนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ   และ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็กล่าวถึงการโหวตว่าจะมีมติไปในทิศทางเดียวกัน แต่ต้องไปประชุมร่วมกันในวิปรัฐบาลหลังอภิปรายเสร็จแล้ว ซึ่ง ปชป.มีความเป็นเอกภาพ ไม่มีปัญหาอะไร เพราะทุกคนทราบหน้าที่ดีอยู่แล้ว
พุ่งเป้าถล่ม 'บิ๊กตู่'
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคฝ่ายค้าน นายสมพงษ์และคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค พท.ได้เรียกประชุม ส.ส.เพื่อวางแนวทางการอภิปราย โดยนายสมพงษ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านเตรียมผู้อภิปรายไว้ 42 คน ในจำนวนนี้เกินครึ่งหนึ่งจะอภิปราย พล.อ.ประยุทธ์ 
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ พรรค พท.ได้เตรียมทีมวอร์รูมไว้ 2 ชุด ชุดแรกที่ชั้น 8 ที่ทำการพรรค นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานคณะกรรมการกิจการพิเศษ ชุดที่สองที่ห้อง 301 รัฐสภา  โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายโภคิน พลกุล และนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรค โดยวอร์รูมทั้งสองชุดจะร่วมทำหน้าที่สนับสนุนด้านข้อมูลแก้เกมการอภิปรายให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย
    ส่วนอดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี อาทิ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรค, นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรค และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรค ยังคงเดินทางเข้าร่วมประชุมกับ ส.ส.อนาคตใหม่ บริเวณห้องทำงานอดีตพรรค อนค. ชั้น 3 เพื่อซักซ้อมและติวเข้มการอภิปรายเช่นกัน
    ทั้งนี้ก่อนการประชุม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้หารือร่วมกับนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) และนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เพื่อหารือการวางแนวทางอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะเริ่มอภิปรายตั้งแต่วันที่  24 ก.พ. สิ้นสุดวันที่ 27 ก.พ. เวลา 19.00 น. โดยไม่รวมการสรุปญัตติปิดการอภิปรายอีก 2 ชั่วโมง จากนั้นวันที่ 28 ก.พ.จึงลงมติ 
    ขณะที่นายสุทินกล่าวว่า นายสมพงษ์จะเป็นผู้กล่าวนำการอภิปราย จากนั้นจะเริ่มต้นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย พล.อ.ประยุทธ์, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ, พล.อ.ประวิตร, นายดอน และ พล.อ.อนุพงษ์ 
และเมื่อเวลา 13.30 น. ในการประชุมสภานายชวนแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรค อนค. ทำให้ ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่และปฏิบัติหน้าที่ได้ 487 คน องค์ประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งคือ 244 คน ทั้งนี้การอภิปรายที่ตกลงกันจะจบในวันที่ 27 ก.พ. เวลา 19.00 น. โดยไม่รวมการสรุปซึ่งจะใช้เวลา 2 ชั่วโมง ส่วนฝ่ายรัฐบาลรัฐมนตรีมีสิทธิ์แถลงเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนเรื่องการถวายสัตย์ของนายกฯ จะไม่อนุญาตให้อภิปราย เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนการบริหารราชการแผ่นดิน  รวมทั้งเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ซึ่งตามข้อบังคับที่ 69 กำหนดว่าห้ามกล่าวถึงพระมหากษัตริย์โดยไม่จำเป็น
นายชวนกล่าวต่อว่า เอกสิทธิ์คุ้มครองสมาชิก การอภิปรายอาจจะกระทบไปถึงบุคคลภายนอก แต่เอกสิทธิ์คุ้มครองให้เฉพาะการอภิปรายในห้องประชุมเท่านั้น แต่เมื่อมีการถ่ายทอดจะไม่คุ้มครอง การประชุมครั้งนี้มีการถ่ายทอดโทรทัศน์และวิทยุจึงไม่คุ้มครอง ดังนั้นสมาชิกก็ต้องระมัดระวังเรื่องบุคคลที่สามและบุคคลภายนอกด้วยตนเอง รวมทั้งการอภิปรายต้องไม่ซ้ำซ้อน ซ้ำซาก และเสียดสี
5 เหตุผลไม่ไว้วางใจ
จากนั้นเวลา 13.45 น. นายสมพงษ์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านได้เปิดอภิปราย โดยให้เหตุผล 5 ประการถึงความล้มเหลวในการบริหารประเทศ การทุจริต เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ได้แก่ 1.ความล้มเหลวต่อการสร้างความเชื่อมั่นการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งกฎกติการัฐธรรมนูญร่างมาโดยอาศัยเสื้อคลุมประชาธิปไตย เพื่อสืบทอดอำนาจ 2.ความล้มเหลวในการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทำให้หลักความยุติธรรมแปลงร่างเป็นหลักกูและพวกพ้องอย่างไม่รู้สึกอับอาย 3.ความล้มเหลวการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เรียกว่าสารพัดแจกมั่วซั่ว เพื่อการสืบทอดอำนาจ 4.ล้มเหลวปราบปรามการทุจริต และ 5.ล้มเหลวในภาวะความเป็นผู้นำของนายกฯ 
“ตลอดเวลาที่ดำรงตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ไม่เห็นศักยภาพด้านการบริหารหรือเป็นนักยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็นคุณสมบัติพื้นฐานที่ผู้นำประเทศควรมี แต่ทำได้เพียงแค่นักธุรการทั่วไป ทำหน้าที่แค่ใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน แต่ไม่รู้จักวิธีหารายได้เข้าประเทศ บริหารประเทศบนพื้นฐานของอารมณ์และความรู้สึก มิได้บริหารบนพื้นฐานของความรู้ ดังนั้นจึงไม่อาจไว้วางใจให้บริหารประเทศแล้วทำให้ลูกหลานในอนาคตต้องรับมอบประเทศไทยที่เป็นซากปรักหักพังต่อจากคนรุ่นเรา” นายสมพงษ์กล่าว
จากนั้นเวลา 14.25 น. พล.อ.ประยุทธ์อภิปรายชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาว่า แม้ว่าจะมีการปล่อยข่าวจำนวนมากว่าจะต้องมาเผชิญศึกในและศึกนอก แต่ถือว่าเป็นกลไกของประชาธิปไตยไทย ส่วนที่กล่าวหาว่าไม่ได้ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยนั้น ยืนยันว่าไม่เคยมีความคิดอย่างนี้เลย ขอกล่าวไปก่อนวันที่ 22 พ.ค. 2557 ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง ประชาชนเห็นภาพทางโทรทัศน์ทั้งในปี 2553, 2557 จะด้วยวิธีทางใดก็ตาม จำเป็นต้องแก้ปัญหาของประเทศชาติให้ลุล่วง เพื่อให้เกิดความสงบและความเรียบร้อยไปสู่การเลือกตั้งและการมีรัฐธรรมนูญ ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน 
“การกระทำก่อนหน้าวันที่ 22 พ.ค. 2557 มีมาต่อเนื่อง มีเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้น เช่น ความไม่สงบเรียบร้อย การบริหารราชการไม่ได้ และกระบวนการทำลายอำนาจตุลาการ ไม่ยอมรับกระบวนการยุติธรรม ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปเขายอมรับติดคุก แต่บางคนไม่ยอมติดคุก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมในเวลากลางคืน ท่านว่าผมวันนี้ ท่านต้องย้อนกลับไปดูพฤติกรรมของคนก่อนหน้านี้ด้วยว่าทำอะไรบ้าง เราจะยอมให้ประเทศเป็นอย่างนั้นเหรอ นั่นคือเหตุผลที่ผมเข้ามาตั้งแต่ตอนนั้น" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
ทั้งนี้ นายกฯ ยังได้ชี้แจงถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 รวมถึงการใช้มาตรา 44 ในอดีต และการใช้นโยบายสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือประชาชน ก่อนทิ้งท้ายว่า “เป็นสุภาพบุรุษและทหาร ต้องรักษาสัตย์และจิตใจของผม ผมไม่อยากก้าวล่วงใครทั้งสิ้น ผมต้องการคำอภิปรายที่เป็นประโยชน์ อันไหนดีไม่ดีหรือใช่ไม่ใช่ก็กรุณาฟังคำตอบของพวกผมด้วย เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน หลายอย่างวันนี้มีการบิดเบือนกันมากเกิดข่าวปลอม ผมขอหยุดการอภิปรายของผมไว้เพียงเท่านี้" 
ในเวลา 14.40 น. นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรค พท.ได้อภิปราย โดยยังคงเป็นเรื่องเก่าที่ได้เผยแพร่เป็นข่าวมาแล้ว ทั้งเรื่องการขายที่ดินย่านบางบอนของบิดา พล.อ.ประยุทธ์ การต่ออายุสัญญาศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ 50 ปี และแก้ไขสัญญาให้บีทีเอสได้สัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวเพิ่ม 30 ปี โดยระหว่างการอภิปราย 2 ชั่วโมงมีการใช้สำนวนโวหารเสียดสี พล.อ.ประยุทธ์อยู่เป็นระยะ ซึ่งก็ทำให้มีการทักท้วงจากนายชวนหลายครั้ง รวมทั้งการประท้วงในประเด็นที่วนเวียนและซ้ำซาก
“คุณประยุทธ์ร่ำรวยผิดปกติ เขียนคำสั่งให้ทุกคนปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล แต่คุณประยุทธ์กลับไม่ปฏิบัติตาม คุณประยุทธ์ไม่ใช่ทองแท้ แต่เป็นทองชุบ คุณประยุทธ์มีนิสัยเขียนด้วยมือลบด้วยเท้า ผมปอกเปลือกตัวท่านแล้วแบบนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะบริหารงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาทได้อย่างไร เพราะท่านพัวพันกับเจ้าสัว ผมขอกล่าวหาว่าท่านไม่ซื่อสัตย์สุจริต มีรสนิยมพัวพันกับเจ้าสัวคนหนึ่งไปสู่เจ้าสัวอีกคนหนึ่ง ผมไม่อาจไว้วางใจ ขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ออกไปเถอะครับ เพราะคนทั้งประเทศอยากให้ท่านออกไป” นายยุทธพงศ์กล่าวสรุป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่นายยุทธพงศ์อภิปรายได้มี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลลุกขึ้นประท้วงหลายคน  โดยเฉพาะในประเด็นที่นายยุทธพงศ์เรียก "คุณประยุทธ์" แทน พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นการไม่ให้เกียรติ  เพราะยศพลเอกเป็นยศที่ได้รับพระราชทาน โดยขอให้นายชวนวินิจฉัย ซึ่งนายชวนวินิจฉัยว่าการเรียกชื่อจะไปบังคับกันไม่ได้ เป็นเรื่องมารยาท ประชาชนเขาดูอยู่
     ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รู้สึกพึงพอใจกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีหลายบุคคล โดยมีขุนพลคนสำคัญคือนายยุทธพงศ์ ซึ่งการอภิปรายเพิ่งเริ่มต้น นี่เป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ยุทธการอรุณรุ่งได้เกิดขึ้นแล้ว  จึงรอเพียงแค่เวลาที่จันทร์โอชาดับเท่านั้น
    นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการทีมวอร์รูมนอกสภา กล่าวว่า ทีมวอร์รูมได้นั่งฟังการอภิปรายของนายยุทธพงศ์ รู้สึกสงสารเห็นใจ ร.ต.อ.เฉลิม อุตส่าห์หมายมั่นปั้นมือไว้วางใจให้นายยุทธพงศ์เปิดยุทธการรุ่งอรุณ แต่งานนี้กลับดับสนิทมากกว่า ไม่สมกับราคาคุยที่โม้ไว้สักนิด แถมประชาชนกลับชื่นชมท่านนายกฯ ที่ชี้แจงได้อย่างชัดเจนใจเย็น เก็บอารมณ์ยิ้มแย้มตลอดเวลา ทำให้บรรยากาศในห้องประชุมไม่เคร่งเครียด และยังมีพี่น้องชาวอีสานจำนวนมากโทรศัพท์มา ให้ช่วยบอกนายยุทธพงศ์ว่าบรรพบุรุษชาวอีสานไม่เคยอบรมสั่งสอนลูกหลานให้มีนิสัยพฤติกรรมก้าวร้าวผู้ใหญ่เช่นนี้ มีแต่อบรมสั่งสอนให้ลูกหลานมีสัมมาคารวะ รู้จักให้เกียรติผู้สูงอายุ พฤติกรรมที่ใช้วาจาเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน
'ประยุทธ์' สวนหมัดนิ่มๆ
    จากนั้นเวลา 17.19 น. พล.อ.ประยุทธ์ชี้แจงถึงเรื่องที่ดินของบิดา ซึ่งเป็นโฉนดมาตั้งแต่ปี 2482  เป็นของครอบครัว ส่วนเรื่องของการซื้อขายก็เป็นเรื่องของข้อตกลงระหว่างคนขายกับคนซื้อ โดยก่อนปี  2556 จำได้ว่าพ่อติดป้ายประกาศขายตั้งแต่ปี 2554-2555 มีผู้ติดต่อมาโดยตลอด แต่ก็ไม่ได้ขาย จนท้ายที่สุดก็มีบริษัทนี้ แต่ไม่รู้ว่าเป็นของใครด้วยซ้ำไป เพราะตอนนั้นเป็น ผบ.ทบ. ไม่รู้จักใครเป็นพิเศษส่วนตัว และไม่คิดว่าจะเอื้อให้เขาได้ในอนาคตด้วย
“ถ้าคุณพูดแบบนี้หมายความว่าผมไปต่อรองกับเขา ว่าคุณซื้อที่ตรงนี้แล้ววันหน้าผมจะดูแลเขา แล้วผมไปสัญญากับเขาได้หรือไม่ว่าผมจะเป็นนายกฯ ซึ่งผมว่ามันไม่ใช่ คุณพูดเกินไปหรือเปล่า ซึ่งราคาที่ขณะนั้นในปี 2556 ราคาตามท้องตลาดประมาณ 609 ล้านบาท ในปัจจุบัน 2562 ประมาณ 812  ล้านบาท ซึ่งราคามันขึ้น เวลาซื้อขายก็ต้องซื้อขายตามราคาท้องตลาด และการเสียภาษีก็ถูกต้อง” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
    นายกฯ ยังชี้แจงถึงเรื่องการชี้แจงทรัพย์สิน รวมถึงการดูแลชาวอีสานด้วยว่าเป็นรัฐบาลปัจจุบัน 7  เดือน ไปเยี่ยมพี่น้องชาวอีสาน 11 ครั้ง มีการจัดสรรงบประมาณลงไป 2.4 หมื่นล้านบาทให้ทุกจังหวัด  นี่คือรัฐบาลนี้ ส่วนเรื่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีการดำเนินการมาตั้งแต่ 2539 ส่วนเรื่องการแก้ไขปัญหาสีต่างๆ เป็นเรื่องของการประกาศบังคับใช้ผังเมืองกรุงเทพฯ 2556 เป็นการดำเนินการก่อนรัฐบาลที่แล้วเข้ามา เป็นรัฐบาลใครทำก่อนปี 2556
ต่อมานายวิษณุได้ชี้แจงเรื่องศูนย์ฯ สิริกิติ์ว่าไม่สามารถยกเลิกสัญญาได้ ทำได้แค่แก้ไขสัญญา จึงเป็นที่มาของการแก้ไข โดยเอาเรื่องเข้าสู่คณะกรรมการราชพัสดุเมื่อวันที่ 28 มี.ค.2557 เป็นช่วง 2  เดือนก่อนรัฐประหาร ให้ไปดูว่าเป็นรัฐบาลใด โดย รมว.การคลังขณะนั้น ในฐานะประธานกรรมการที่ราชพัสดุ มีมติให้แก้ไขสัญญาให้บริษัท NCC เช่าสัญญาพื้นที่ศูนย์ฯ สิริกิติ์นาน 50 ปี ถือว่าเรื่องจบลง  ทั้งหมดนี้จะเอื้อใครหรือไม่ ต้องไปดูว่าเอื้อมาตั้งแต่รัฐบาลใด
เวลา 17.45 น. นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง ได้ไล่ลำดับถึงเรื่องศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ตั้งแต่ริเริ่มโครงการปี 2532 และลงนามสัญญาในปี 2539 จนถึงการต่ออายุในปัจจุบัน ก่อนสรุปว่าหากมีการสืบค้นประวัติที่มาตั้งแต่เริ่มสัญญาในปี 2539 จนกระทั่งแก้ไขสัญญาครั้งล่าสุดในปี 2560 จึงจะรู้ที่มาที่ไปของปัญหา ขออย่าหยิบแค่ท่อนเดียว หรือช่วงเวลาเดียวคือการแก้ไขสัญญาเมื่อครั้งล่าสุด  แล้วทําให้ไม่เข้าใจปัญหาทั้งหมด
    ขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ชี้แจงถึงการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวว่า คำสั่ง คสช.ไม่ได้เป็นการต่อสัญญาสัมปทาน แต่เป็นการไปหาทางออกว่าจะทำอย่างไรเพื่อลดภาระของประชาชน โดยจะมีขั้นตอนคล้ายกับพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน การเจรจานั้นได้ยึดหลักประชาชนได้ค่าโดยสารเป็นธรรม กทม.และรัฐบาลต้องไม่มีภาระหนี้และผลตอบแทนการลงทุนของเอกชนอยู่ในอัตราที่เหมาะสม ทั้งหมดนี้เป็นการแก้ไขปัญหาโดยคำสั่งของ คสช. ซึ่งไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ใครทั้งสิ้น
    ต่อมานายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรค อนค.อภิปราย โดยมุ่งไปเรื่องเศรษฐกิจ  แต่ก็ไม่มีข้อมูลใหม่ โดยยังคงตอกย้ำว่ารัฐบาลเอื้อนายทุนและเจ้าสัว รวมทั้งพยายามย้ำว่ามีเพียง 1% ของประชาชนที่มั่งคั่งร่ำรวย แต่อีก 99% มีแต่ปัญหารุมเร้า    
    “99% ของคนไทยไม่มั่งคั่งยั่งยืน มีเพียง 1% คือนายทุนที่มั่งคั่งยั่งยืน รัฐบาลนี้อยู่ต่อไปไม่ได้อีก แม้แต่อีกวันเดียว จะกระตุ้นเศรษฐกิจอัดฉีดไปเท่าไหร่ ก็หมุนไปเข้า 3 กลุ่มนายทุนใหญ่ของประเทศ  ประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว พล.อ.ประยุทธ์อยู่ต่ออีก 1 วันจะสร้างความเสียหายอีก 1 วัน ผมไม่อาจไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ให้บริหารประเทศแม้แต่วันเดียว” นายพิธากล่าว
ในช่วงค่ำ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรค พท.ได้ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ  โดยเน้นไปที่ประเด็นเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งการอภิปรายแทบไม่ต่างจากกระทู้แต่อย่างใด จึงทำให้ไม่มีการประท้วงแต่ประการใด ยกเว้นในช่วงท้ายที่นายจุลพันธ์อภิปรายไปถึงวิกฤติต้มยำกุ้งที่จะเชิดชูนายกฯ ที่แก้ไขปัญหาช่วงนี้ ที่ถูกนายพิสิฐ ลี้อาธรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชป.ประท้วงว่าการแก้ไขปัญหา 2540 เป็นผลงานของนายชวน
ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยได้ระบุถึงผลพวงเศรษฐกิจและภาวะการค้าโลกที่ตกต่ำและส่งผลต่อไทย รวมทั้งได้ยกตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศต่างๆ มาเปรียบเทียบ ก่อนที่จะกล่าวถึงการทำงานในรอบ 7 เดือนที่รัฐบาลพยายามแก้ไขด้วย.
 


มีข่าวสารจากเยอรมัน สำนักข่าวต่างประเทศยักษ์ใหญ่หลายเจ้ารายงานตรงกัน  รัฐบาลเยอรมันชี้แจงต่อกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรเยอรมันเมื่อวันพุธที่ผ่านมา .......ยืนยันไม่พบการกระทำใดๆ ในลักษณะที่เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ 

'สรรพรส-สรรพเรื่อง' (เละๆ)
เมื่อคืนของ 'ประธานชวน'
นายกฯ ชัดแล้ว...ฝ่ายค้านล่ะ?
หน้า 'สัปปายรัฐสภาสถาน'
ในแผ่นดิน 'รัชกาลที่ ๑๐'
ถึงตา "ทอน-ปิยบุตร" แก้สนุ้ก