งัด'มั่นคง'คุมม็อบ! 'อนุทิน'หวั่น'โควิด19'ระบาดในที่ชุมนุม'ปิยบุตร'ชี้ไฟลามแล้ว


เพิ่มเพื่อน    


        "ปิยบุตร" ยก "ฮ่องกง-ชิลี-เลบานอนโมเดล" เทียบแฟลชม็อบนักศึกษาทั่วประเทศ น้ำเดือด-ไฟลามทุ่งแล้ว เหตุผู้ครองอำนาจ-ผู้กำกับสายตาสั้น เตือนอย่าประเมินประชาชนต่ำ ให้ดูบทเรียนจอมพลถนอมต้องเผ่นไปต่างประเทศ "อนุทิน" ชงงัดพ.ร.บ.ความมั่นคง สกัด! ป้องกันโควิค 19 ระบาดในม็อบคนหนุ่มสาว ชุมนุมที่ ม.เกษตรฯ "เพนกวิน" คึกไฟแรกมันติดแล้ว จ่อลงถนน
        เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การที่มีการจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ขึ้นมา ตั้งใจว่าจะใช้ระบบรัฐสภาในการเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้นได้ เพราะเรามองว่าวิธีการนี้ สันติและไม่เสียหายมาก ช้าแต่ชัวร์ และสามารถเอาความพลุ่งพล่านของคนในสังคมให้มาอยู่ที่รัฐสภา แต่พอเราเข้ามาผลักดันในรัฐสภา กลับถูกขับไสไล่ส่งออกไป ความพลุ่งพล่านของคนในสังคมก็ไม่มีที่ออก ในเมื่อเขาอยากมาออกผ่านพรรคอนาคตใหม่ในสภา แต่คุณกลับไม่ให้เขาออก เขาก็ต้องไปออกที่อื่น ดั่งที่ปรากฏให้เห็นเวลานี้ เกิดการชุมนุมขึ้นในการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยทั่วประเทศที่เกิดขึ้นภายในเวลาเร็วมากในเวลาไม่กี่วัน
       อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า สิ่งที่น่าเสียดายคือ เขากังวล เขากลัว กับความคิดแบบอนาคตใหม่ และความนิยมของพรรคอนาคตใหม่มากจนเกินไป จนต้องใช้ทุกวิถีทางในการจัดการ แทนที่จะมองว่าเรื่องนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแล้วยอมรับมัน มาเดินหน้าพูดคุยกัน หาทางค่อยๆ เปลี่ยน ค่อยๆ ปฏิรูปไปด้วยกัน ผ่านระบบที่มีอยู่ แต่ปรากฏว่ามามองด้วยความไม่ไว้วางใจ มองด้วยความกลัว-ความกังวล แล้วก็ผลักไปหมด คิดแต่เพียงอย่างเดียว่าคนเหล่านี้เป็นภัยต่อชาติ เป็นศัตรูของรัฐ ต้องจัดการ  
    “แต่การตัดไฟแต่ต้นลม บางทีมันไม่ได้ตัด แต่มันกลายเป็นไฟลามทุ่ง เหมือนที่เกิดขึ้นตอนนี้ ขึ้นเต็มไปหมด ผมไม่ได้บอกว่าเขาออกมาสนับสนุนพรรคอนาคตใหม่ พวกนิสิตนักศึกษาเยาวชน แต่ผมคิดว่ากลุ่มคนเหล่านี้เขาฝากความหวังไว้กับเราไม่มากก็น้อย หลายคนไม่เคยสนใจการเมืองมาก่อน แต่ก็เริ่มมาสนใจการเมือง หลายคนสิ้นหวังกับประเทศไทย แล้วอยู่ดีๆ ก็บอกยังเอาใจช่วยอนาคตใหม่เดินต่ออย่างน้อยที่สุดเป็นตัวแทนพวกเราเข้าไป แล้วอยู่ดีๆ ก็ยุบ ทุบ ให้พรรคอนาคตใหม่หายไป ก่อนจะมีการยุบพรรคอนาคตใหม่ ผมแถลงข่าวหลายครั้งว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การยุบพรรคแล้ว แต่ถ้ายุบพรรคอนาคตใหม่เกิดขึ้นจริง จะยิ่งทำให้สังคมแตก”
    เมื่อถามว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาในสถาบันการศึกษาต่างๆ ที่มีการนัดรวมตัวกัน ในช่วงเวลานี้มองยังไง นายปิยบุตรตอบว่า เป็นธรรมชาติของคนวัยหนุ่มสาว คือคนหนุ่มสาวเขาอยู่ในสังคม แล้วถ้าสังคมนั้น เขามีความรู้สึกว่าสังคมไม่มีอนาคตให้เขา รัฐบาลที่เป็นอยู่ไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเขา ความคาดหวังของเขาในชีวิตต่อไปดีขึ้น เขาก็ต้องออกมาเรียกร้อง เป็นเรื่องปกติ 
    "ที่ไหนๆ ก็เป็นแบบนี้ คือถ้ารัฐบาล รัฐสภา ที่เป็นสถาบันการเมืองที่ใช้อำนาจรัฐ สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ มันก็ไม่เกิดการเรียกร้อง แต่ถ้าคุณตอบสนองความต้องการของประชาชนไม่ได้ มันก็เกิดการเรียกร้องเกิดขึ้น เป็นเรื่องปกติ"
ฮ่องกงโมเดล
    นายปิยบุตรกล่าวว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลสืบทอดอำนาจ ครองอำนาจเด็ดขาดก่อนหน้านี้ 5 ปี ยังแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย แล้วมาเป็นรัฐบาลต่อ ก็ยังแก้ไขปัญหาอะไรไม่ได้ หนำซ้ำยังทำให้คนเห็นทุกวันว่าทำอะไรก็ได้ ทำอะไรก็ไม่ผิด ถ้าเป็นคนอื่นโดนหมด แต่หากเป็นพวกเดียวกันรอดหมด
    "พอเกิดความรู้สึกแบบนี้ ผมบอกจริงๆ ว่าอย่าเล่นกับความรู้สึกของประชาชน คนที่ครองอำนาจ บางทีเขาครองอำนาจมานานๆ สายตามันสั้น มองไม่ค่อยออก คิดว่าตัวเองอยู่ในอำนาจแล้ว เอาอยู่ มองไม่เห็นเรื่องข้างนอก ไม่ได้ฟังว่าคนเขากู่ร้องตะโกนกันว่าอย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผู้มีอำนาจมองไม่ขาดหรือมองแล้วยังตัดสินใจจะทำแบบนี้ ก็คือการที่คุณไม่เก็บพรรคอนาคตใหม่ไว้ให้อยู่ในระบบรัฐสภา มันทำให้ไม่มีรูระบาย พอคุณยกตรงนี้ออกหมด น้ำที่เดือดมันพุ่งเลย พุ่งขึ้นทันที ผมไม่แน่ใจว่าผู้มีอำนาจเล็งเห็นข้อนี้หรือว่าเล็งเห็นแล้วแต่คิดว่าควบคุมอยู่ ก็เลยตัดสินใจจัดการ”
    เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของนักศึกษาในช่วงปัจจุบัน หลังจากนี้จะปะทุออกมาอย่างไรหรือไม่ หากนักศึกษาจากหลายสถาบันจะมีการจัดกิจกรรมลักษณะแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ นายปิยบุตรกล่าวตอบว่า คาดเดาไม่ออก คือมันเริ่มต้นแล้ว จะไปต่อเนื่องหรือไม่ แล้วจะไปจบอย่างไร ไม่มีใครคาดออก แต่เมื่อใดก็ตาม การแสดงออกที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ออกมาในรูปแบบการชุมนุม โดยไม่ได้ผ่านสถาบันการเมืองที่อยู่ในระบบ เป็นการแสดงออกผ่านการชุมนุม ผมคิดว่าไม่มีใครคาดออกว่าจะจุดติดด้วยเรื่องอะไร เดินต่อไปได้หรือไม่ และจะจบอย่างไร
    “ไม่มีใครคาดออก ที่ฮ่องกง ไม่มีใครรู้ว่าอยู่ดีๆ แค่เรื่องร่าง พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน จะกลายเป็นแบบนี้ ที่ประเทศชิลี ไม่มีใครรู้หรอกว่าแค่เรื่องขึ้นค่ารถไฟฟ้า ทำให้ต่อมามีการชุมนุมใหญ่ทั่วประเทศ หรือที่ประเทศเลบานอน มีการจัดเก็บภาษีออนไลน์ จุดนิดเดียวติดเลย ผมก็ไม่รู้หรอกว่าเรื่องอะไรที่ทำให้จุดติด แล้วจุดติดแล้ว คนจะเรียกร้องต่อไปแล้วจะจบอย่างไร ไม่มีใครคาดหมายได้ แต่ปัญหาสำคัญคือเอาพวกผมออกไปหมดเลย คนเขาจะคิดแล้วว่าเห็นไหม ระบบพรรคการเมืองมันช่วยไม่ได้ เห็นไหมระบบรัฐธรรมนูญไม่เปิดทางให้ความคิดแบบนี้ได้เดิน หรือเห็นไหม ไหนมาบอกว่าระบบรัฐสภาจะแก้ปัญหาได้ แต่ก็เห็นแล้วว่าแก้ไม่ได้ ก็ต้องแสดงออกด้วยวิธีอื่น ซึ่งอันนี้ผมเสียดายจริงๆ ที่ฝ่ายที่เขามีอำนาจเขาตัดสินใจแบบนี้”
    ถามย้ำว่า ฝ่ายผู้มีอำนาจตอนนี้ต้องฟังหรือให้ความสำคัญกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาที่เกิดขึ้นตอนนี้อย่างไร อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ระบุว่า อยากบอกคนที่ครองอำนาจอยู่ในปัจจุบันว่าให้ศึกษาประวัติศาสตร์ให้เยอะ ไม่ต้องไปย้อนศึกษาให้ไกล เอาแค่ใกล้ๆ ศึกษาให้เยอะ ดูบ้านอื่นเมืองอื่นให้เยอะ
หนีแบบจอมพลถนอม
    "วันที่จอมพลถนอม กิตติขจร ครองอำนาจยาว ผมก็คิดว่าจอมพลถนอมก็ไม่รู้หรอกว่าจะเป็นแบบนั้น ก็คิดว่าเอาอยู่ คิดว่าจะไปได้เรื่อยๆ ไม่ยอมลง แล้วก็จบแบบนั้น ก็เหมือนกัน ทุกวันนี้ อาจคิดว่าสบาย ยกมือโหวตยังไงก็ชนะในสภา ต่อให้แพ้ก็มี ส.ว.มาโหวตให้ใหม่ ทุกคนก็อยากเป็นรัฐมนตรี อยากมาร่วมรัฐบาล คิดแบบนี้ตลอด คิดว่าชุมนุมกันหรือ เดี๋ยวก็กลับบ้าน พวกนี้เด็ก ไม่รู้เรื่อง แป๊บเดียว เดี๋ยวก็กลับบ้าน ถ้าคิดกันแบบนี้ตลอด คุณก็จะประเมินเสียงประชาชนต่ำ จนท้ายที่สุดคุณก็คิดว่าจะครองอำนาจไปได้เรื่อยๆ แต่จุดจบประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็สอนเราไว้แล้วหลายกรณี"
    ถามถึงว่า มองว่ามีเงื่อนไขอะไรที่จะทำให้จุดติด นายปิยบุตรตอบว่า คิดแบบนี้ว่าสิ่งที่จะทำให้จุดติดมันจะไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันจะผสม คือคล้ายๆ ว่าอารมณ์ของคน เขาเก็บมาเรื่อยๆ เช่น มีการเปิดคลิปเสียง การแลกประโยชน์กันเพื่อจะดึง ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ให้แยกตัวออกมา คนก็มองว่ามันคืออะไรกัน มันสะสมไปเรื่อยๆ เราไม่รู้ได้หรอกว่าเรื่องไหนจะจุดติด แต่นี้คือการรวมเรื่องที่ไม่พอใจ อัดอั้นมาเรื่อยๆ จนวันหนึ่งมันเลยระเบิดออกมา 
    น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ อดีตพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Voice of America ภาคภาษาไทย กรณีการเคลื่อนไหวของนักศึกษาว่า เวลาบอกว่าคนรุ่นใหม่ฟังเรา ตนไม่แน่ใจว่าหมายถึงเราไหน แต่อนาคตใหม่ไม่อาจเอื้อมไปบอกว่าเราสามารถสั่งนักศึกษา นักเรียน หรือคนรุ่นใหม่ได้แน่นอน แล้วใครที่พูดแบบนั้น ตนคิดว่าเรื่องนี้เป็นพลังของนิสิตนักศึกษา เช่นเดียวกับเวลาที่มีคนพูดว่าคนเหล่านี้โดนปั่นหัว โดนล้างสมอง ถ้าจะบอกว่าใครทำให้นักศึกษาเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างทุกวันนี้ คงต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร และคณะ ว่าพวกคุณคือผู้ที่ผลักดันให้นิสิตนักศึกษาและประชาชนออกมาเคลื่อนไหว
    เมื่อถามว่า กิจกรรมที่คณะอนาคตใหม่กำลังทำอยู่ มีอะไรที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของนักศึกษาหรือไม่ น.ส.พรรณิการ์ปฏิเสธว่า ไม่มีเลย ตอนนี้พรรคถูกยุบไปแล้ว เพราะฉะนั้นสาขา ทีมงานของจังหวัดย่อมถูกยุบไปด้วย การเคลื่อนไหวของนักศึกษา หากจะมีอะไรเกี่ยวข้องกับเรา ก็คือเราก็ได้เฝ้าดูการ live พวกเขาอย่างชื่นชม ไปก็ไม่กล้าไป เพราะเกรงจะถูกครหาว่าไปบงการ ไปเป็นแกนนำ ไปอยู่เบื้องหลังหรือเป็นท่อน้ำเลี้ยง เราไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น เพราะฉะนั้นอย่างน้อยในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็คงไม่ไป
เตือนม็อบระวังโควิค 19
    ถามว่าด้วยประสบการณ์ทางการเมือง คิดว่าอะไรคือเส้นตายหรือขอบเขตที่นักศึกษาที่ชุมนุมไม่ควรข้ามไป หรือหัวข้อที่ไม่ควรกล่าวถึง น.ส.พรรณิการ์ตอบว่า ตราบใดที่เราพูดในสิ่งที่เราคิด เราเชื่อ เราศรัทธา พูดเถอะ สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่มีพลัง สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ ตราบใดที่เราซื่อสัตย์กับอุดมการณ์ของตัวเอง ตราบนั้นการเคลื่อนไหวของเราก็ยังมีพลัง และอย่าให้ใครมาเป็นเจ้าของ เป็นผู้บงการทิศทางของพวกเรา ความไม่พอใจต่างๆ เป็นสิทธิโดยชอบที่คุณแสดงออกมาได้ เพราะพวกคุณคืออนาคต คือเจ้าของประเทศ และยังต้องมีชีวิตอยู่ไปอีกหลายสิบปี ถ้าคุณไม่สู้เพื่อนอนาคตของพวกคุณ ก็ไม่มีใครสู้เพื่อพวกคุณแล้ว
    วันเดียวกันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า ทุกท่านก็ทราบว่าโรคโคโรนาไวรัส 2019 ระบาดได้จากการสัมผัสตัวกัน จากละอองฝอย จากการอยู่ใกล้ชิด จามใส่กัน น้ำลายโดนกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ การป้องกันก็คือการที่รวมไม่รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ในช่วงนี้ ถ้าน้องๆ ทั้งหลายจะช่วยให้บ้านเมืองของเรามีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จะทำให้ประชาชนในประเทศไทย รวมถึงพวกเราทุกคน ไม่ใช่เฉพาะคนอื่น หมายถึงพวกเราด้วย ปลอดภัยแน่นอนจากการติดเชื้อโรคโคโรนาไวรัส 2019 ถ้าจะช่วยกันหาวิธีที่จะแสดงออกถึงจุดยืนใดๆ ก็ช่วยกันคิดหาวิธีอื่นได้หรือไม่
    เขากล่าวว่า ในฐานะที่เป็น รมว.สาธารณสุข ก็มีความจำเป็นที่จะต้องแจ้งเตือนกันไว้ก่อนว่า การร่วมชุมนุมกันโดยมีคนเยอะขนาดนี้ มันสุ่มเสี่ยงต่อการระบาดของโรคเป็นอันมาก และจะทำให้การควบคุมการระบาดเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะว่าถ้ามีใครติดโรค เราจะต้องมีการติดตามไปตรวจผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด คนหนึ่งอาจจะต้องติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด 30-40 คน ถ้าโดนกันเป็น 100 เป็น 1,000 คน เรียนได้เลยว่ากำลังความสามารถของกระทรวงสาธารณสุขไม่พอแน่นอน 
    "สิ่งที่เราทำมาได้ดีโดยตลอดก็คือการให้ความร่วมมือซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย ก็ขอให้ได้รับทราบไว้ด้วยว่าเรามีความเป็นห่วงเป็นใยมาก ถ้าเป็นไปได้ขอให้ห่วงใยซึ่งกันและกัน ประเทศไทยทำสถิติทำการควบคุมโรคนี้มาด้วยประสิทธิภาพที่ดีมาโดยตลอด ไม่อยากที่จะทำให้เสียโมเมนตัมของการควบคุมโรคเพียงแค่มีการชุมนุม"
    เมื่อถามว่า ในช่วงเย็นวันนี้ที่จะมีการชุมนุมใหญ่ของนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน รวมถึงจังหวัดอื่นๆ จะต้องห้ามชุมนุมหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนจะต้องตระหนักถึงอันตราย และต้องเข้าใจว่าขณะนี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ เพราะมีการแพร่ระบาดของโรค การรวมตัวกันของคนหมู่มากก็จะทำให้การระบาดมากขึ้น
    รมว.สาธารณสุขกล่าวว่า เราได้แสดงความกังวลไปยังหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง และตนได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ว่าหากจะมีคำสั่งออกมาอย่างไร ตามกฎหมายที่แต่ละฝ่ายมีอำนาจอยู่ ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขทำได้เพียงแค่แจ้งเตือน และขอความร่วมมือ ถ้าห้ามได้ ตนก็ห้ามแล้ว แต่ทั้งนี้อย่าให้ถึงขนาดต้องบังคับ เพราะหากไม่ยอมก็จะเป็นเรื่องขึ้นมา
จ่องัด พ.ร.บ.ความมั่นคง
     อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยอมรับว่าอาจจะต้องไปใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 หรือ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในการควบคุมไม่ให้เกิดการชุมนุม เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้หากห้ามแล้วแต่ไม่ฟัง ผู้จัดงานหรือหากจัดการชุมนุมก็ต้องรับผิดชอบ หากเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพร่ระบาดของโรค
    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การชุมนุมเป็นสิทธิของเด็ก ตนไม่มีปัญหา ไม่ปิดกั้นในการแสดงออกของเด็กและเยาวชน ในการที่จะแสดงความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ตราบใดที่อยู่ภายใต้กฎหมาย และดูความเหมาะสมในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ตนเชื่อว่าเขาเข้าใจดีว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม เขาสามารถตัดสินใจเองได้  
    ถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเรียนนักศึกษาว่าจะมีการบานปลายหรือไม่ นายณัฏฐพลกล่าวว่า ไม่ เพราะตนคิดว่าตราบใดที่การแสดงความคิดเห็นที่เหมาะสมได้รับการพิจารณาแก้ไข และขับเคลื่อน ปัญหาและข้อกังวลก็ไม่น่ากังวล แต่หากข้อเสนอที่เหมาะสม ไม่ได้รับการวิเคราะห์ พิจารณา อาจจะส่งผลให้เกิดเป็นปัญหาตามมาได้
     นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kamnoon Sidhisamarn ว่าเห็นด้วยกับหลักการที่ ส.ส.พรรคพลังประชารัฐเตรียมการขอยื่นญัตติให้สภาผู้แทนราษฎรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากคนหนุ่มสาว แต่รอจนถึงเปิดสมัยประชุมสมัยสามัญปลายเดือนพฤษภาคม 2563 อาจจะช้าเกินไป และอาจไม่ทันสถานการณ์ที่พัฒนาเร็วมาก ควรพิจารณาเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญในช่วงเวลาที่เหมาะสม     และไม่ควรเป็นแค่เรื่องของสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ควรเป็นเรื่องของรัฐสภา เป็นการประชุมร่วมกันของรัฐสภาที่ประกอบด้วยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา รัฐบาลสามารถริเริ่มได้ ประธานรัฐสภาสามารถริเริ่มได้              
    นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) กล่าวว่า เคยพูดหลายครั้งถึงฮ่องกงโมเดล สิ่งที่อดีตพรรคอนาคตใหม่ทำการเคลื่อนไหวคล้ายฮ่องกงโมเดล 5 ขั้นตอน คือ 1.การปลุกระดมประชาชนโดยพุ่งเป้าไปที่นักศึกษา 2.การมีเงื่อนไขคำตัดสินศาล 3.นำมาสู่การจัดแฟลชม็อบ ที่น่าเป็นห่วง 4.เมื่อมีการชุมนุมมีม็อบเกิดขึ้นห่วงความรุนแรง และ 5.เมื่อมีม็อบเกิดขึ้นแล้วก็ห่วงว่าจะเกิดความรุนแรง เพราะฮ่องกงโมเดลสุดท้ายนำไปสู่รุนแรง 
ชายชุดดำหรือมือที่สาม 
    "ใครจะปฏิเสธได้ว่าถ้ามีม็อบอาจจะมีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่คล้ายชายชุดดำหรือมือที่สาม แต่อาจเลียนแบบหรือแฝงตัวกับนักศึกษาเพื่อก่อเหตุรุนแรง ทำให้เกิดความเกลียดชัง แล้วโบ้ยความผิดไปที่รัฐบาล เหมือนกับฮ่องกงที่เมื่อเกิดความรุนแรงก็มีการชักชวนต่างชาติมาปลดปล่อย จึงห่วงจะเป็นการชักศึกเข้าบ้าน"
    นพ.วรงค์กล่าวถึงนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวว่า สุดยอดและขอเชียร์เต็มที่ ถือเป็นโอกาสที่ดี ได้แสดงออกความเห็นการเมือง ซึ่งการแสดงออกนี้จะทำให้สังคมตื่นตัวทางการเมืองขึ้น และเมื่อตื่นตัวก็เป็นการควบคุมนักการเมืองอีกทางหนึ่ง แต่ต้องระมัดระวังอย่าให้นักการเมืองครอบงำและแทรกแซงฉวยประโยชน์ โดยเชื่อว่าพลังบริสุทธิ์ที่ออกมา แม้จะเป็นพลังต่อต้านรัฐบาล ก็จะได้รับฟังความเห็น แต่ถ้ามีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องปลุกระดม จะอันตรายทันที ไม่ใช่พลังบริสุทธิ์ แต่จะกลายเป็นเครื่องมือนักการเมือง 
    เย็นวันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์​ วิทยาเขตบางเขน​ สหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)นำโดยนายพริษฐ์ ชิวารักษ์ รวมตัวกันจัดกิจกรรมซ้อมชุมนุมใหญ่ ภายใต้ชื่อ​ #คืนสู่เหย้าไม่เอาไอโอชาเพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในการทวงคืนความยุติธรรม และประชา​ธิปไตย มีมวลชนเดินทางมาร่วมกิจกรรมกว่า​ 1,000 คน​ 
    ภายในงานมีการเขียนป้ายข้อความต่อต้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ​นอกจากนี้ผู้ชุมนุมได้พากันชูสามนิ้ว โบกธงชาติไทย และนำพานรัฐธรรมนูญจำลองซึ่งมีรถถังของเล่นวางทับอยู่เหนือพานมาตั้งแสดง ซึ่งแต่ละคนที่มาร่วมกิจกรรมในวันนี้ต่างแต่งกายหลากหลาย โดยมีบางรายสวมใส่เสื้อที่สัญลักษณ์ของพรรคอนาคตใหม่​ 
    ในส่วนของการปราศรัย มีการสลับกันของตัวแทนนักศึกษา​ รวมทั้งศิษย์เก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในประเด็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลที่มองว่าไร้ประสิทธิภาพ​​ รวมทั้งมีการแสดงดนตรีของวง Rap Against Dictatorship เจ้าของเพลงประเทศกูมี
    อย่างไรก็ตาม กลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตยยังได้แจกกระดาษประชาสัมพันธ์ “ฮาวทูม็อบ ม็อบอย่างไรไม่ให้เหลือลุง เพื่อการลงถนนอย่างรู้เท่าทัน” ระบุให้ผู้ร่วมชุมนุมตรวจสอบข้อมูลการชุมนุมให้เรียบร้อย อาทิ ประเด็นการชุมนุม รูปแบบกิจกรรม วันเวลา และสถานที่ การเดินทางและการใช้เวลาเดินทาง ที่สำคัญ ควรแต่งกายให้พร้อมกับทุกสถานการณ์และพกยาประจำตัว รวมถึงเอกสารแสดงการติดต่อญาติในกรณีฉุกเฉิน ซึ่งผู้ชุมนุมควรเรียนรู้ข้อกฎหมายและสิทธิในการชุมนุม พร้อมช่วยสอดส่องภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดการชุมนุม
      นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน นักเคลื่อนไหว ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้ไม่ได้จัดตั้งในแนวทางของพรรคการเมือง ทุกอย่างเป็นไปตามอารมณ์ เป็นไปอย่างธรรมชาติ เพราะว่าความอยุติธรรมของประเทศมันปรากฏพร้อมกัน ทุกคนออกมาพร้อมกันเป็นกระแส 
    "ผมมองว่าการยุบพรรคอนาคตใหม่เป็นแค่สะเก็ดไฟ เหตุเพราะมีเชื้อไฟอยู่แล้ว ตราบใดที่ พล.อ.ประยุทธ์ยังอยู่ เชื้อไฟก็ยังมีอยู่เรื่อยๆ รัฐบาลแบบนี้ เผด็จการแบบนี้ อีกสักพักก็ต้องมีไม้ขีดก้านใหม่ ที่นอกเหนือจากการยุบพรรคให้นักศึกษาออกมา ตอนนี้ไฟแรกมันติดแล้ว"
    ถามว่า จุดสูงสุดของการขับเคลื่อนแฟลชม็อบจะไปถึงจุดไหน นายพริษฐ์ตอบว่า เราว่างเว้นจากการชุมนุมใหญ่มา 10 ปี ไม่นับ กปปส. ที่เป็นเฉพาะฝ่ายประชาธิปไตย ดังนั้นต้องประเมินสถานการณ์ การยกระดับมีแน่ ตนกล้าพูด ไม่อยู่แค่นี้อย่างแน่นอน แต่จะเป็นการชุมนุมใหญ่หรือเดินขบวน ต้องคุยกันอีกครั้งหนึ่ง
    เขาบอกว่า ขณะนี้ สนท.กำลังพยายามติดต่อประสานองค์กรต่างๆ ซึ่งติดต่อได้ประมาณ 20-30 กลุ่มแล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเราไม่ได้อยู่ในยุค 14 ตุลา ที่จะต้องรออาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว สนท.เราไม่ได้มีบทบาทที่จะชี้นิ้วสั่งใคร เราเป็นแค่ตัวประสานและเปิดพื้นที่ให้ทุกกลุ่มออกมาพบกัน ส่วนกระบวนการจะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องภายใน คิดว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้นักศึกษาได้ตระหนักถึงพลังของตัวเอง เมื่อเราออกมาขนาดนี้เขื่อนมันแตกแล้ว ไม่มีอะไรหยุดได้
     พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยถึงกรณีที่มีนักศึกษาออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวหลายสถาบันในขณะนี้ว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือเป็นการเรียนรู้ และเป็นความตื่นตัวทางการเมืองของนิสิตนักศึกษา ที่จะได้เรียนรู้วิถีประชาธิปไตยไปด้วยกัน ซึ่งการชุมนุมหรือเรียกร้องของนักศึกษา สามารถทำได้ภายใต้กรอบกฎหมายที่กำหนด และเชื่อว่าบรรดาคณาจารย์ทั้งหลายคงจะดูแลได้ และชี้แจงต่อนิสิตนักศึกษาเหล่านั้นได้ สำหรับกองทัพเอง คงไม่เข้าไปดำเนินการอะไร เพราะถือเป็นสิทธิของประชาชน
       ผู้สื่อข่าวถามว่า หวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุรุนแรงหรือบานปลายหรือไม่ พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ตนยังมองไปไม่ถึงจุดนั้น "ส่วนตัวคิดว่าถ้าไม่มีใครเข้าไปเป็นมือที่สาม ก็คงไม่มีอะไรรุนแรง และเรื่องนี้ คิดว่าบรรดาคณาจารย์ในทุกสถาบันก็คงจะให้ข้อมูล ให้ความรู้ และสามารถดูแลกันเองได้ ทั้งนี้ ผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่นักศึกษามีความตื่นตัว และเชื่อว่าการใช้สิทธิ์เสรีภาพของตนเองนั้นสามารถทำได้ แต่ก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ใช่การไปล่วงละเมิดสิทธิของคนอื่น ซึ่งการชุมนุมก็ควรจะอยู่แต่ในสถาบัน"
         ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าอาจจะมีการประกาศใช้ พ.ร.บ. ความมั่นคง เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา โดยอ้างเพื่อความจำเป็นในการควบคุมโควิด-19 ที่อาจแพร่ระบาดได้นั้น พล.ท.คงชีพกล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์ของโควิด-19 ของเราอยู่ในระดับ 2 แต่ถ้าเกิดการแพร่ระบาด จนเพิ่มเป็นระดับ 3 ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่เราจะต้องใช้กฎหมายพิเศษในการดูแลประชาชน ซึ่งกฎหมายพิเศษนั้นก็อยู่ที่ว่า ทางรัฐบาลจะใช้กฎหมายตัวไหน เพราะมันจะต้องมีข้อปฏิบัติสำหรับประชาชนออกมาว่าอะไรที่ประชาชนทำได้หรือทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงที่จะมาใช้ควบคุมการชุมนุมของนักศึกษาแน่นอน เราไม่มีความคิดอย่างนั้น เพราะเป็นสิทธิของประชาชน.


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"