แก้เกมม็อบเปิดอกฟังปชช.


เพิ่มเพื่อน    

 

“ประยุทธ์” ประเดิมซีรีส์ “มีปัญหา ปรึกษานายกฯ” ชี้เป็นการรับฟังต้นตอจะได้แก้ตรงจุด “พีระพันธุ์” ยันไม่เชิญนิสิต-นักศึกษา เพราะเน้นเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวแทนเกษตรกรร้องนายกฯแก้ปัญหาหนี้สิน-ราคาพืชผลตกต่ำ "ไพบูลย์” ชงตั้งอนุ กมธ.ฟังเด็กโดยเฉพาะ แต่ที่ประชุมเสียงแตกไร้บทสรุป กำนันเทือกเตือนสติน้องๆ ก่อนซัดไอ้โมงชักใบทำบาป “นคร” โผล่เสนอวิธีเอาชนะบิ๊กตู่ ให้ ส.ส.ฝ่ายค้านลาออกยกยวง!
    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 5 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ประเดิมแคมเปญซีรีส์ “มีปัญหา ปรึกษานายกฯ” ด้วยการเปิดตึกไทยคู่ฟ้าต้อนรับภาคประชาชน 3 กลุ่ม ประกอบด้วย ตัวแทนเกษตรกร, ตัวแทนประชาชน และตัวแทนผู้ประกอบการอิสระ เพื่อรับฟังปัญหา และนำเสียงสะท้อนที่ได้รับออกเป็นมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนได้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงแต่ละกลุ่มต่อไป
    โดย พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความตั้งใจของตนเองที่ต้องการรับฟังเสียงของประชาชนโดยตรงแบบเปิดใจ และเข้าอกเข้าใจถึงสภาวะความเดือดร้อนของประชาชนจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกจากสงครามการค้า ผนวกกับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ ออกมาตรการช่วยเหลือเยียวยาต่อเนื่อง แต่เพื่อให้การแก้ไขปัญหาตรงจุด จึงเปิดรับฟังข้อคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบว่าต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลืออะไรเพิ่มเติมให้ครอบคลุมตรงเป้าหมายยิ่งขึ้น 
    “รัฐบาลจริงใจและจริงจังในการทำเพื่อพี่น้องประชาชน ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกันครั้งนี้ช่วยให้รัฐบาลได้เข้าใจปัญหาของแต่ละกลุ่มลงลึกถึงรายละเอียด เพราะได้มารับฟังข้อคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากต้นทางของปัญหา ซึ่งรัฐบาลพร้อมดูแลคนของเรา ประเทศไทยของเรา เพื่อให้คนไทยทุกคนไปต่ออย่างยั่งยืนต่อไป”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
และเมื่อเวลา 14.00 น. ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบฯ พล.อ.ประยุทธ์ให้การต้อนรับภาคประชาชน 3 กลุ่ม โดยมีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ แนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 สภาผู้แทนราษฎร และคณะเข้าร่วมด้วย
 ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวก่อนพูดคุยว่า วันนี้มีตัวแทนภาคประชาชนเกือบ 30 คนเข้าพูดคุยถึงความทุกข์ร้อน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายและนโยบายของนายกฯ อยู่แล้วที่ต้องการรับฟัง โดยเฉพาะความเดือดร้อนจากสภาวะเศรษฐกิจ การทำมาหากิน การประกอบอาชีพ และสิ่งที่อยากได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยครั้งต่อไปจะต้องดูตารางงานนายกฯ ด้วย
    ทั้งนี้ เมื่อถามว่า เวทีจะเชิญกลุ่มนักศึกษาที่ชุมนุมทางการเมืองเข้ามาแสดงความคิดเห็นด้วยหรือไม่ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า คนละเรื่องกัน เพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องทางการเมือง แต่สำหรับเวทีของนายกฯ จะเน้นเรื่องเศรษฐกิจและปัญหาของประชาชน โดยคณะ กมธ.จะหารือถึงแนวทางการรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มนักศึกษา เพราะสอดคล้องกับการทำงานของคณะอนุ กมธ.รับฟังความคิดเห็นอยู่แล้ว
    "เป็นแนวทางการทำงานของคณะ กมธ.อยู่แล้ว ในส่วนของมหาวิทยาลัย ทาง กมธ.ได้ประสานงานไปยังอธิการบดีบางแห่งแล้ว แต่เกิดกรณีแฟลชม็อบขึ้นมา นักศึกษามีความคิดเห็นเรื่องนี้เหมือนกัน วันหนึ่งเขาต้องเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่แทนเรา มาดูแลบ้านเมืองแทน เขามีความคิดเห็นอย่างไรก็ต้องรับฟังไว้ด้วย" นายพีระพันธุ์กล่าว และว่า ส่วนเวทีรับฟังความคิดเห็นในต่างจังหวัดยังไม่ได้ยกเลิก แต่ต้องเลื่อนออกไป เพราะเกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จึงเน้นการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์แทน
นายกฯ เปิดอกคุยชื่นมื่น
     ต่อมา เมื่อตัวแทนกลุ่มต่างๆ เดินทางมาถึง นายกรัฐมนตรีได้ลงมาทักทายพร้อมถ่ายภาพเป็นที่ระลึก ก่อนที่จะเข้าพบและพูดคุยทีละกลุ่ม ใช้เวลากลุ่มละประมาณ 40 นาที โดยนายกฯ เปิดโอกาสให้ทุกคนได้สะท้อนปัญหาและสิ่งที่อยากให้รัฐบาลเร่งดำเนินการแก้ไขแบบเปิดอกคุยกัน
    โดยกลุ่มเกษตรกรที่ทำนา พืชสวนพืชไร่ อย่างตัวแทนผู้ปลูกมันสำปะหลัง ข้าวโพด จาก จ.นครราชสีมา ชาวสวนปลูกผลไม้ จ.จันทบุรี และตัวแทนเกษตรกร จ.สิงห์บุรี ได้รับแจ้งจากผู้นำชุมชนว่านายกฯ ต้องการเจอกับกลุ่มเกษตรกรที่ทำไร่ทำนาจริง และอยากทราบถึงปัญหาและข้อเสนอแนะต่างๆ ปัญหาส่วนใหญ่ที่เสนอต่อนายกฯ เป็นปัญหาคล้ายกัน ได้แก่ ปัญหาแหล่งน้ำ ภัยแล้ง ราคาสินค้าเกษตร และพืชผล ปุ๋ย ปัญหาหนี้สินเกษตรกรที่มีดอกเบี้ยสูง ทำให้เกษตรกรไม่มีเงินทุนไปพัฒนาคุณภาพพืชผล ซึ่งนายกฯ รับปากว่าจะมอบหมายให้แต่ละกระทรวงที่รับผิดชอบไปดำเนินการ ยืนยันว่านายกฯ ไม่ได้ห้ามให้จัดม็อบเกษตรกรหรือการชุมนุม และไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้
    นายชูศักดิ์ เพ็ชร์พูน อายุ 65 ปี ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ จ.สิงห์บุรี เปิดเผยความรู้สึกภายหลังได้พูดคุยกับนายกฯ ว่า รู้สึกดีใจที่ได้สะท้อนปัญหาและความต้องการให้นายกฯ รับทราบโดยตรง และเห็นความจริงใจในการทำงานของนายกฯ โดยทางกลุ่มเกษตรกรก็ได้ให้กำลังใจนายกฯ ในการทำงานต่อ 
    ขณะที่ตัวแทนผู้ประกอบการ อย่างผู้ประสานงานถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเข้ามาถ่ายทำในไทย ได้ร้องถึงผลกระทบจากโควิด-19 ถูกยกเลิกการถ่ายทำจากหลายประเทศ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกา 
    ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐบาลมีความจริงใจและจริงจังในการทำเพื่อพี่น้องประชาชน การได้มาเจอกับตัวแทน เกษตรกรและผู้ประกอบการอิสระในครั้งนี้ ทำให้มองเห็นสายตาความมุ่งมั่นของแต่ละท่านที่อยากจะแก้ไขปัญหาทั้งของตนเองและส่วนรวม ข้อมูลที่ได้จากการพูดคุยกันครั้งนี้ ช่วยให้รัฐบาลได้เข้าใจปัญหาของแต่ละกลุ่ม ลงลึกถึงรายละเอียด เพราะได้มารับฟังข้อคิดเห็นและเสียงสะท้อนจากต้นทางของปัญหา รัฐบาลจะไม่ยอมให้สถานการณ์เศรษฐกิจที่ตกต่ำมาหยุดยั้งการเจริญเติบโตประเทศไทยของเราได้ รัฐบาลพร้อมดูแลคนของเราประเทศไทยของเราเพื่อให้คนไทยทุกคนได้ไปต่ออย่างยั่งยืนต่อไป 
    ภายหลังการพูดคุย นายกฯ ยังได้มอบสมุดโน้ตเป็นที่ระลึกให้กับทุกคนที่มาเข้าพบ
    นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงในส่วนของนักศึกษาจะเชิญมาด้วยหรือไม่ว่า จะมอบหมายให้นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ไปพูดคุยกับอธิการบดีมหาวิทยาลัยในการรับฟังปัญหาจากนักศึกษาโดยตรง ซึ่งมองว่าตอนนี้เป็นเวลาคนไทยทุกคนต้องรวมพลังฟันฝ่าวิกฤตินี้ ที่ดูเหมือนเริ่มต้น ยังไม่เห็นว่าจะจบอย่างไร ดังนั้นเราต้องฟันฝ่าไปด้วยกัน
    นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า ตัวแทนแต่ละกลุ่มได้สะท้อนปัญหาโดยตรงถึงนายกฯ จากนี้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีจะแยกแยะปัญหาออก เป็นหัวข้อต่างๆ เพื่อนำไปสู่การแก้ไข ซึ่งนายกฯ รับปากจะหาทางแก้ให้กับกลุ่มต่างๆ โดยเร็ว
    ด้านนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้ถอดสูทเปิดอกคุยกับทุกกลุ่มอย่างเป็นกันเอง พร้อมระบุว่าการเมืองคือการเมือง แต่รัฐบาลเดินหน้าบริหารประเทศ ซึ่งรัฐบาลจะเปิดช่องทางสื่อสารและสั่งการให้รัฐมนตรีเข้าไปติดตามปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป
ชงตั้งอนุ กมธ.ฟังเด็ก
    นายพีระพันธุ์กล่าวถึงกรณีของพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. ยังคงเป็น กมธ.ตามเดิม เพราะคนนอกสามารถดำรงตำแหน่งได้ จึงคิดว่านายปิยบุตรไม่จำเป็นต้องออกแต่อย่างใด
    ขณะเดียวกัน ในการประชุม กมธ.วิสามัญศึกษาหลักเกณฑ์แก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ได้ประชุมเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับแนวทางการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชน ซึ่งในช่วงแรกที่ประชุมได้หยิบยกกรณีการชุมนุมของนักศึกษาตามมหาวิทยาลัยขึ้นหารือ ซึ่งเห็นว่าควรให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของกลุ่มด้วย
    นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรามีคณะอนุ กมธ.รับฟังความคิดเห็นที่มีนายวัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธานอยู่แล้ว และที่ผ่านมาคณะอนุ กมธ.ได้เตรียมการจะระดมความคิดเห็นด้วยการจัดเวทีตามสถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัย 5 แห่ง แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัส ทำให้มหาวิทยาลัยขอเลื่อนเวทีดังกล่าวออกไป จึงต้องหารือรูปแบบที่จะให้นักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย
    นายวัฒนากล่าวว่า มหาวิทยาลัย 5 แห่งได้มีหนังสือขอเลื่อนจัดเวทีออกไปก่อน จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะคลี่คลายลง ซึ่งคณะอนุ กมธ.จะหารือกันอีกครั้ง เพื่อนำมาเสนอต่อที่ประชุมต่อไป โดยเห็นว่าหากจะเปิดเวทีรับฟัง ควรใช้สถานที่ของรัฐสภา เพราะสามารถควบคุมและคัดครองบุคคลได้ดีที่สุด 
    นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะ กมธ.วิสามัญฯ กล่าวว่า ควรเร่งจัดเวทีเพื่อทำความเข้าใจกับนักศึกษาเพื่อไม่ให้บานปลาย โดยควรเชิญมาพูดเป็นกลุ่มๆ เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรก็เสนอต่อที่ประชุมคณะ กมธ.วิสามัญฯ ต่อไป
    จากนั้น นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ในฐานะรองประธานคณะ กมธ. ได้เสนอให้ที่ประชุมตั้งคณะอนุ กมธ.อีกหนึ่งคณะ เพื่อทำหน้าที่รับฟังความคิดเห็นจากนักศึกษาโดยเฉพาะ และให้มีนักศึกษาเข้ามาเป็นอนุ กมธ.ด้วย โดยเป็นนักศึกษาที่สนใจเรื่องการเมืองการปกครอง ไม่ใช่แค่เก่งแต่ไฮด์ปาร์ก และที่เสนอเช่นนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดแรงกดดันทางการเมือง
    ภายหลังนายไพบูลย์เสนอตั้งคณะอนุ กมธ.ดังกล่าว ปรากฏว่า กมธ.ในสัดส่วนฝ่ายค้านหลายคนไม่เห็นด้วย อาทิ มองว่าเวลา กมธ.ใกล้สิ้นสุดลงในกลางเดือน เม.ย.แล้ว ขณะที่บางส่วนมองว่าอาจถูกมองว่า กมธ.กลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ลดกระแสของรัฐบาล โดยหลังเสนอความเห็นกันหลากหลาย นายพีระพันธุ์สรุปว่าไม่ได้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของใคร เพราะเมื่อได้ยินได้ฟังว่านักศึกษาแสดงความคิดเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งสอดคล้องกับ กมธ. และคิดว่าถ้าเป็นไปได้ก็ให้นายวัฒนาประสานดู ยืนยันไม่มีเรื่องการเมืองข้างนอก แต่เป็นเรื่องที่เราเตรียมการไว้ ถ้าอยากให้ตั้งคณะอนุ กมธ.ก็ตั้งให้ได้ แต่ถ้าไม่เห็นด้วย เราก็ไม่ฝืน ซึ่งการประสานงานกับนักศึกษาจะฝากให้นายวัฒนาดำเนินการต่อไป
กำนันดึงสติน้องๆ
    วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแฟลชม็อบของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ว่าต้องทำด้วยความระมัดระวัง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดกันได้ โดยยืนยันในหลักการการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นของกลุ่มไหน เป็นสิทธิที่ดำเนินการได้ภายใต้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญที่ให้การรับรองเอาไว้ แต่ในฐานะคนที่มีประสบการณ์ในการชุมนุมต่อสู้มาแล้ว และถูกดำเนินคดียาวนานเป็นเวลานับปี ต้องเรียนไปถึงน้องๆ ว่าใครก็ตามที่เป็นผู้นำต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ไม่ให้ผู้ชุมนุมกระทำการใดที่เป็นการทำผิดกฎหมาย แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เพราะว่าเดี๋ยวนี้ไปเคลื่อนไหวอะไรมีการบันทึกไว้เป็นคลิป วันข้างหน้าจะกลายเป็นปัญหาถูกดำเนินคดี เหมือนพวกตนเองตอนนี้ คนอื่นกลับบ้านกันหลายปีแล้ว พวกตนเองต้องขึ้นโรงขึ้นศาลทุกวัน ไม่ได้ไปทำมาหากินที่ไหน เหนื่อย
    “ก็ฝากให้เป็นแง่คิด น้องๆ นักศึกษาต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และผมคิดว่าการแสดงความคิดความเห็นของเขาก็เป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนก็ควรได้ติดตามรับฟัง ว่าเขาคิดอะไร เขามีความเห็นอย่างไร ส่วนถ้ามีใครไปปลุกปั่นยุยงนักศึกษาก็ต้องเรียกว่าเป็นบาปของเขา คนไปทำน่ะ ไม่ใช่นักศึกษา คนที่ไปพยายามที่จะปลุกปั่นใช้นักศึกษาเป็นเครื่องมือ ให้รู้ว่ากำลังทำบาปอย่างมหันต์” นายสุเทพกล่าว
    เมื่อถามว่า มองว่าจะนำไปสู่การชุมนุมใหญ่หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่ทราบ คิดไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้ อายุกว่า 70 ปีคิดต่างกันเยอะ แต่คิดว่าชุมนุมในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนปลอดภัยที่สุด ตอนที่พวกตนเองมาชุมนุมบนถนน คนไม่หวังดีเอาอาวุธมาทำร้ายบาดเจ็บล้มตายไปเยอะ ฉะนั้นต้องอยู่ในมหาวิทยาลัย ในโรงเรียนดีที่สุด เรียกร้องว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ต้องให้การคุ้มครองเป็นพิเศษ ระวังคนที่มีเจตนาร้ายต่อบ้านเมือง ใจคออำมหิต วันที่ 10 เม.ย.2553 ยิงประชาชนยิงทหาร หวังสร้างสงครามกลางเมือง ตอนพันธมิตรฯ ชุมนุมก็เอาเอ็ม 79 ไปยิง ตอนพวกตนเองชุมนุม เด็กอายุ 5-6 ขวบก็เสียชีวิต ผู้หญิงก็เสียชีวิตทั้งหมด 24 คน คนพวกนั้นที่คิดไม่ดีต่อประเทศไทย เป็นพวกอำมหิต ต้องระวัง เรามีหน้าที่ปกป้องดูแลลูกหลานให้ดีที่สุด
    นายนคร มาฉิม รองหัวหน้าพรรค พท. โพสต์เฟซบุ๊กร่าวยาวสรุปว่า เพื่อนำเอาบทเรียนอดีตมาเป็นกรณีศึกษาให้ฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ให้ฝ่ายเผด็จการพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาดตลอดไป ในส่วนตัวเห็นว่า 1.ส.ส.ฝ่ายค้านทุกคนควรลาออกจาก ส.ส. รัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปนี้ก็จะหมดความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไป เพราะทั่วโลกจะไม่ยอมรับ และ 2.พรรคฝ่ายค้านและมวลชนที่สนับสนุนทั้งชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติภายใต้การบริหารรัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปนี้ ควรเดินหน้ากดดันให้รัฐบาลเผด็จการซ่อนรูปนี้ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องของนักเรียน-นักศึกษาปัญญาชนแบบคู่ขนาน ด้วยความสงบ สันติ และปราศจากอาวุธ.
    
 


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"