ยาวๆ ไป 'แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน' 29 มีนา ป.ป.ช.แค่คืบใน 'หล่มชี้แจง'  


เพิ่มเพื่อน    

    “ดึงเชง” กันมาตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 ล่วงมาถึงปลายมีนาคม 2561 ติดหล่มอยู่กับการส่งเอกสารชี้แจงของ บิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในประเด็น แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน มาร่วม 4 เดือน ที่สุดคณะทำงานแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าว เพิ่งจะได้ข้อสรุป
         เตรียมชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดใหญ่ในวันพฤหัสบดีที่ 29 มีนาคมนี้ เพื่อรายงานความคืบหน้าประเด็นหลักๆ ประกอบด้วย ลำดับความเป็นมา การดำเนินการที่ผ่านมา ข้อเท็จจริงเบื้องต้น และแนวทางที่ควรจะดำเนินการต่อไปของคณะทำงาน 
         กับอีกประเด็นไฮไลต์คือ กรณีที่คณะทำงานเคยถกกันเป็น 2 ทางว่าควรจะเชิญ “บิ๊กป้อม” มาให้ถ้อยคำด้วยตัวเองหรือไม่ เพราะส่งกันไปส่งกันมาเรื่องมันยิ่งช้าไปกันใหญ่ 29 มีนาคมนี้น่าจะได้คำตอบว่าที่ประชุมจะเห็นเป็นอย่างไร 
         ก่อนหน้าวันประชุมมีเสียงเล็ดลอดจากคณะทำงานเหมือนกันว่า..ควรจะเชิญ! แต่ท่าทีกรรมการ  ป.ป.ช.บางคนมองในแง่กฎหมายไม่น่าจะทำได้ เพราะยังอยู่ในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริง ยังไม่ได้มีการตั้งอนุกรรมการไต่สวนหรือองค์คณะไต่สวน 
         ในวาระดังกล่าว บิ๊กกุ้ย-พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.จะไม่เข้าร่วมประชุม  โยนให้ 8 กรรมการ ป.ป.ช.ที่เหลือเป็นผู้ตัดสินใจ แต่ดูแล้วคงไม่มีผลเพราะอย่างไรเสีย “บิ๊กกุ้ย” ก็เป็นประธาน ป.ป.ช.ที่มีอำนาจและบารมีสูงสุดในสำนักงาน ทิศทางต่างๆ ย่อมกำหนดได้
         เชิญหรือไม่เชิญอยู่ที่ว่าการเรียก “บิ๊กป้อม” มา มันมีผล “บวก” หรือ “ลบ” ต่อตัวรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมมากกว่ากัน
         ถ้าก้าวเท้าเข้าสำนักงาน ป.ป.ช. ก็ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่มาด้วยตัวเองในฐานะ “ผู้ถูกร้องเรียน”  หากเป็นคนที่ห่วงภาพลักษณ์หรือศักดิ์ศรีอาจไม่อยากให้เรียก แต่อีกมุมหนึ่งมันก็เป็นภาพพจน์ที่ดีในแง่ของการยินดีเข้ารับการตรวจสอบ
         โดยรวมนี่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดของวันนั้น ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้น เพราะการตรวจสอบในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงเป็นเหมือนการเก็บข้อมูลเบื้องต้น ว่ามีเค้าลางใดพอจะนำมาไต่สวนเป็นเรื่องเป็นราวได้หรือไม่เท่านั้น เรียกกันง่ายๆ คือยังไม่ทันเริ่มนับหนึ่งดี
         ทำได้เต็มที่แค่ตั้ง “อนุกรรมการไต่สวน” แต่ดูท่าทีแล้วยังคงไปไม่ถึงขั้นตอนนั้น เพราะคณะทำงานยังไม่ได้สอบพยานอีก 2 ปาก แล้วการถกว่าจะเชิญหรือไม่เชิญ “บิ๊กป้อม” แสดงให้เห็นว่ายังอยากได้ข้อมูลมากกว่านี้ มีแววจะอยู่ในชั้นนี้อีกยาวๆ 
         ที่สำคัญการตั้งอนุกรรมการไต่สวน “บิ๊กป้อม” มันแสดงให้เห็นว่าคณะทำงานมองว่ามีมูล จึงเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติดังกล่าว มันจะไม่ดีต่อพี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์ทันที เพราะเหมือนเป็นการเพิ่มน้ำหนักความเชื่อว่ามีการกระทำผิดจริง
         นอกจากนี้ยังเป็นการสร้าง “ปัจจัย” ให้ฝ่ายที่กำลังกดดัน “บิ๊กป้อม” มีเหตุผลไล่จี้ให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พักงานพี่ชายสุดที่เลิฟ
         ดูกรณีสมัย บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา อดีตปลัดกระทรวงกลาโหมน้องชาย “บิ๊กตู่” ถูกกังขาเรื่องบัญชีทรัพย์สิน “ป.ป.ช.” ก็ตรวจสอบอยู่แค่ในชั้นแสวงหาข้อเท็จจริงนานสองนานแล้วค่อยสรุปว่า ไม่ผิด ไม่ได้มีการแต่งตั้งอนุกรรมการไต่สวนแต่อย่างใด
         แถมในวันที่ได้ผลสรุปก็ไม่มีการแถลงหรือชี้แจงรายละเอียดใดๆ เป็นเพียงข่าวเงียบๆ ที่หลุดออกมา ก่อนจะมีการคอนเฟิร์มภายหลังว่า “จริง” โดยไม่มีเหตุผลอธิบายว่าทำไม “ไม่ผิด”
         กรณี “บิ๊กป้อม” น่าจะมาอีหรอบเดียวกับ "บิ๊กติ๊ก" ในเมื่อผลของการตรวจสอบมันมีผลต่อเสถียรภาพ “รัฐบาลบิ๊กตู่”
         ช่องยื้อ ช่องลาก ให้เรื่องมันสร่างซามีเพียบ โดยเฉพาะวันนี้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. … ที่กำหนดกรอบระยะเวลาการไต่สวนแต่ละคดียังไม่มีผลบังคับใช้ เช่นนี้ก็ว่ากันไปยาวๆ.  


เอาละครับ..... นับจากวันนี้ (๘ ส.ค.๖๓) เป็นต้นไป ถึงสิ้นปี และมีความเป็นไปได้ ที่จะติดพันไปถึงต้นปีหน้า

"ตำรวจ-อัยการ" ใครคุกก่อน?
ชังชาติโดยสันดาน
'ประยุทธ์' ชวนแก้รัฐธรรมนูญ
'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'