ชีวิตแสนสบาย สไตล์เมือง “พิจิตร” ธรรมชาติสวย ชุมชนสงบงาม อาหารอร่อย


เพิ่มเพื่อน    

        คนที่ขับรถ โดยใช้เส้นทางผ่านจังหวัดนครสวรรค์มุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ ก่อนจะถึงจังหวัดพิษณุโลก จะผ่านจังหวัด “พิจิตร” ที่มีสัญลักษณ์เป็นรูปจระเข้ตัวใหญ่ เพราะได้รับสมญาว่าเป็นเมืองชาละวัน อันเป็นชื่อของพญาจระเข้แห่งแม่น้ำน่าน ในวรรณคดีเรื่องไกรทอง และเป็นเมืองที่มีความเกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ว่าเป็นถิ่นของพระเจ้าเสือ หรือ “พระศรีสรรเพชญ์ที่ 8” พระเจ้าแผ่นดินแห่งกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งเป็นเมืองที่ให้กำเนิดพระโหราธิบดี บิดาของศรีปราชญ์อีกด้วย ขณะที่คนที่ชื่นชอบสายเกจิดังก็จะรู้กิตติศัพท์ชื่อเสียงของ “หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน” เป็นอย่างดี

                คำว่า “พิจิตร” ยังมีความหมายว่า งดงามทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่สัมผัสได้ถึงวิถีแห่งความเรียบง่าย สุขสงบ เมืองนี้จึงเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เหมาะกับคนที่ต้องการหลีกเร้นจากความวุ่นวายของเมืองใหญ่ ไปพักผ่อน และสัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆ ในวิถีเรียบง่าย แบบไทยๆ สไตล์เมืองเก่าในประวัติศาสตร์ ที่ความเจริญยังไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนมากนัก แต่ก็มีความสะดวกสบายครบครัน

นายอนันต์ สีแดง ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครสวรรค์ (รับผิดชอบพื้นที่นครสวรรค์และ พิจิตร) กล่าวว่า จังหวัดพิจิตรนับเป็นเมืองเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งที่เต็มไปด้วยความน่ารัก ในมุมมองที่นักท่องเที่ยวทั่วไปอาจจะยังไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเรียบง่ายในวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติที่ทำให้สูดหายใจได้เต็มปอด พร้อมชมความสวยงามของนกนานาพันธุ์ และเติมพลังด้วยอาหารการกินในสไตล์วิถีถิ่น ซึ่งถือเป็นการพักผ่อนและเป็นทางเลือกในการใช้เวลาว่างกับกลุ่มเพื่อนสนิท หรือคนในครอบครัวได้เป็นอย่างดี

ที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอาจคุ้นเคยกับสมญานามของจังหวัดพิจิตร ที่กล่าวถึงเรื่องราวของจระเข้ อย่างพญาชาละวัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ในส่วนของอำเภอเมืองเท่านั้น แต่ในชุมชนอื่นๆ ของจังหวัดพิจิตร ยังมีสถานที่และกิจกรรมของท้องถิ่นที่น่าสนใจอยู่หลายแห่ง เช่น “ย่านเก่าวังกรด ชุมชนเก่าเล่าเรื่อง” อยู่ที่ ต.วังกรด อ.เมืองฯ จ.พิจิตร ห่างจากตัวเมืองพิจิตรเพียง 6 กิโลเมตร อดีตเป็นย่านพาณิชยกรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของจังหวัด และยังบอกเล่าความเป็นอดีต ทั้งวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชน ผ่านอาคารบ้านเรือน สถาปัตยกรรม และการค้าขาย กลายเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาแล้ว ต่างอยากจะกลับมาเยือนอีก ทุกวันเสาร์มีตลาดนัดชุมชน มีการรำวงย้อนยุค การจำหน่ายอาหาร สินค้า ราคาย่อมเยา

“ชุมชนเก่าแก่ตลาดท่าฬ่อ” เป็นชุมชนที่สะท้อนวิถีชีวิตเก่าๆ ของชาวจีน เนื่องจากเป็นศูนย์กลางด้านการค้าขาย การสัญจรด้วยล้อเกวียนและรถไฟ ด้วยความเก่าแก่คลาสสิกของอาคารบ้านเรือน และร่องรอยความเป็นอยู่ของผู้คนเมื่อร้อยกว่าปีก่อน ทำให้นักท่องเที่ยวที่หลงใหลความสงบและหลีกหนีความวุ่นวายแวะเวียนมาเที่ยวที่นี่ ถ่ายรูปเก๋ๆ ที่สถานีรถไฟพิจิตร ด้วยสถาปัตยกรรมของตัวอาคารสไตล์ตะวันตกสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็น 1 ใน 10 สถานีรถไฟที่สวยที่สุดในประเทศไทย

ต่อด้วยแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ  คือ "บึงสีไฟ" แหล่งน้ำที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศไทย มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวเมืองพิจิตร มีสะพานไม้ทอดยาวพาดผ่านบึง เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่ง และมีจุดท่องเที่ยวโดยรอบ เช่น บ่อจระเข้ รูปปั้นพญาชาละวัน ที่มีความยาวถึง 38 เมตร กว้าง 6 เมตร ปากยาว 4.5 เมตร สวนสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ สถานแสดงพันธุ์ปลาเฉลิมพระเกียรติ ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์พื้นเมืองจังหวัดพิจิตร

                คนที่ชอบธรรมชาติ อาจจะต่อด้วยการดูนกที่อำเภอตะพานหิน  ซึ่งนอกจากจะเป็นชุมทางค้าขายทางรถไฟในอดีตแล้ว ชุมชนบ้านป่าแดงของอำเภอตะพานหินที่อยู่ลึกเข้าไปยังเป็นสวรรค์ของนักดูนกอีกด้วย โดยในช่วงตุลาคม-มีนาคมของทุกๆ ปี จะมีนกอพยพหายากให้ได้เห็นกันด้วย อาทิ นกอินทรีหัวไหล่ขาว เหยี่ยวหูดำ นกกระสาดำ นกกระติ๊ดแดง เป็นต้น

                 สำหรับผู้ที่ชอบทำบุญ ไหว้พระ เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับชีวิต จังหวัดพิจิตร ยังมี 5 เส้นทางสายบุญที่ไม่ควรพลาด ได้แก่  1.วัดท่าหลวง เป็นวัดสำคัญของจังหวัดพิจิตร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันตก ตั้งอยู่ใจกลางเมืองพิจิตร บนถนนบุษบา ติดกับที่ทำการไปรษณีย์พิจิตร วัดนี้สร้างขึ้นประมาณ พ.ศ.2388 สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายในพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยเชียงแสน หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ มีพุทธลักษณะงดงามมาก หน้าตักกว้าง  1.40 เมตร สูง 1.60  เมตร เป็นพระพุทธรูปสำคัญคู่เมืองพิจิตร

 ตามประวัติเล่าว่า พระพิจิตรซึ่งเป็นเจ้าเมืองอยากได้พระประธานมาประดิษฐานที่เมืองพิจิตร ในโอกาสที่ทัพกรุงศรีอยุธยาเดินทางผ่านเมืองพิจิตรเพื่อไปปราบขบถจอมทองเมืองเชียงใหม่ พระพิจิตรจึงได้ขอร้องแม่ทัพว่า เมื่อปราบขบถเสร็จแล้วให้หาพระพุทธรูปมาฝาก ดังนั้น เมื่อเสร็จศึกแล้ว แม่ทัพจึงได้อาราธนาพระพุทธรูปหลวงพ่อเพชรลงแพไม้ไผ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าแพลูกบวบ ล่องมาทางแม่น้ำปิง โดยฝากเจ้าเมืองกำแพงเพชรไว้ ต่อมาย้ายมาประดิษฐานไว้ ณ พระอุโบสถวัดนครชุม เมืองพิจิตรเก่า หลังจากนั้นจึงย้ายมาประดิษฐานที่พระอุโบสถวัดท่าหลวง อำเภอเมืองพิจิตร จนถึงปัจจุบัน พระอุโบสถเปิดให้เข้านมัสการหลวงพ่อเพชรได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.

2.วัดโพธิ์ประทับช้าง เป็นวัดเก่าแก่สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.2242-2244 สมัยสมเด็จพระสุริเยนทราธิบดี หรือพระพุทธเจ้าเสือ พระนามเดิมคือ ขุนหลวงสรศักดิ์ แห่งกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นอนุสรณ์สถาน เนื่องจากเป็นสถานที่ประสูติของพระองค์ วัดนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของแม่น้ำพิจิตรเก่า หน้าวัดมีต้นตะเคียนซึ่งมีอายุกว่า 200 ปี วัดโดยรอบได้ 7 เมตร 60 เซนติเมตร หรือประมาณ  7 คนโอบ ภายในวัดมีพระวิหารสูงใหญ่ มีกำแพงล้อมรอบ 2 ชั้น เป็นศิลปะแบบอยุธยา กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนเป็น  โบราณสถานเมื่อ พ.ศ.2478 ปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมเพื่ออนุรักษ์ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา 

นอกจากนี้ ชาวอำเภอโพธิ์ประทับช้างได้สร้างอนุสาวรีย์พระพุทธเจ้าเสือไว้เป็นที่ระลึกข้างที่ว่าการอำเภอโพธิ์ประทับช้างอีกด้วย วัดนี้อยู่ห่างจากตัวเมือง  27 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 1068 สายพิจิตร-วังจิก ตรงกิโลเมตรที่ 12-13 เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 1300 ตรงไปสุดทางเลี้ยวซ้าย วัดโพธิ์ประทับช้างอยู่ทางขวามือ

                3.วัดนครชุม เป็นวัดที่สร้างในสมัยสุโขทัย มีอายุราว 800 ปี ด้านตะวันออกมีพระอุโบสถเก่าแก่มาก ก่อสร้างด้วยอิฐฉาบปูน เครื่องบนเป็นไม้ ใช้สลักไม้แทนตะปู มีช่องระบายลมแทนหน้าต่าง พระอุโบสถหลังนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อเพชรก่อนอัญเชิญไปวัดท่าหลวง ปัจจุบันประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ก่ออิฐและฉาบปูนทับ ศิลปะสุโขทัยซึ่งเป็นพระประธานในพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาในสมัยก่อน การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 1068 สายพิจิตร-สามง่าม-วังจิก ประมาณหลักกิโลเมตรที่ 9

                4.วัดท้ายน้ำ สถานที่ประดิษฐานหลวงพ่อเงินองค์ใหญ่ ตามประวัติเล่าว่าเป็นวัดเก่าที่หลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เคยจำพรรษาอยู่ ก่อนจะไปที่วัดบางคลาน จึงมีคำต่อท้ายว่า วัดเก่าหลวงพ่อเงิน ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจศึกษามากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์เรือนไทย ซึ่งภายในมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งจำลองของหลวงพ่อเงิน วิหารพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อเงิน ตัวพิพิธภัณฑ์จะอยู่ด้านล่าง มีจิตรกรรมฝาผนัง มีเรืองราวประวัติของหลวงพ่อเงินด้วย

                การเดินทาง เดินทางจากถนนเส้นทางหลวง 117 เลี้ยวเข้าสี่แยกโพทะเล ใช้เส้นถนนหมายเลข 1067 เดินทางไปอีกประมาน 15 กิโลเมตร เจอป้ายวัดท้ายน้ำเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 3 กิโลเมตร วัดอยู่ด้านขวามือ

                5.วัดสุขุมาราม ตั้งอยู่ในอำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร วัดนี้ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์ ซึ่งมีความยาวถึง 55 เมตร ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศ บนพื้นที่กว่า 40 ไร่ ที่มีการก่อสร้างอาคารด้วยประติมากรรมที่งดงามและสอดแทรกด้วยศิลปะร่วมสมัย เป็นที่ฝึกสมาธิ ปฏิบัติธรรม ฝึกกรรมฐาน บริเวณโดยรอบมีการปลูกต้นไม้น้อยใหญ่นานาชนิดร่มเย็น เพื่อให้เป็นลานปฏิบัติธรรมสำหรับชาวพุทธจากทั่วโลก

จุดเด่นที่สำคัญอีกอย่างของวัดนี้คือ วิหารหลวงพ่อเขียน ธมมฺรักขิโต หรือ หลวงพ่อเขียน วัดสำนักขุนเณร ท่านเคยจำพรรษาและเป็น เจ้าอาวาสที่วัดสุขุมาราม วัดสุขุมารามจึงมีรูปหล่อเหมือนหลวงพ่อเขียนประดิษฐานอยู่มากมาย ทั้งยังมีวิหารหลวงพ่อเขียนอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีอาคารโบราณเก่าต่างๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ อุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ.2516, ศาลาการเปรียญ สร้างเมื่อ พ.ศ.2506 เป็นต้น การเดินทาง ใช้ทางหลวงหมายเลข 1609 เส้นบางมูลนาก-วังงิ้ว ระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตรจากอำเภอบางมูลนาก ซึ่งวัดจะอยู่ทางขวามือ

                สำหรับสายชิม จังหวัดพิจิตรถือเป็นเมืองเกษตรที่มีเรือกสวนไร่นาจำนวนไม่น้อย นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาช่วงเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูร้อน จะได้ชิมรสชาติผลไม้สดๆ หลายชนิด โดยเฉพาะมะม่วงและมะปราง คนที่สนใจแนะนำให้ไปที่         สวนเกษตรวังทับไทร อำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของเกษตรกรในชุมชนปลูกมะม่วงในนาม กลุ่มพัฒนาไม้ผลตำบลวังทับไทรผลิตส่งออกทั้งในฤดูกาลและนอกฤดูกาล มีทั้งมะม่วงสายพันธุ์น้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงฟ้าลั่นเขียวเสวยและโชคอนันต์ นอกจากจะมีมะม่วงที่รสชาติขึ้นชื่อแล้ว ยังเป็นแหล่งปลูกมะปรางหวานและมะยงชิดอีกด้วย ใครที่สนใจอยากเดินทางไปชมสวนด้วยตนเอง ติดต่อได้ที่เบอร์ 08-6206-7206

เมืองชาละวัน ยังมีไฮไลต์สำคัญคือ ร้านอาหารการกินที่ขึ้นชื่อที่ได้รับการจัดเป็น “7 ร้านเด็ดต้อง...ห้ามพลาด“ ดังนี้ 1.บะหมี่ลิ้นชัก อ.ตะพานหิน ฟังแค่ชื่อก็แปลก แต่รสชาติไม่แปลกแน่นอน เพราะเปิดมานานถึง 30 ปีแล้ว สานต่อสูตรมาจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยความสดใหม่ของเส้นบะหมี่ที่ทางร้านทำเองทุกวัน เมนูที่แนะนำก็คือ ยำแห้ง ราดหน้าเกี๊ยว และเกาเหลาไก่ตุ๋น เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา   10.00-16.00 น. พิกัด : อำเภอตะพานหิน อยู่ระหว่างวัดตะพานหินกับการประปาตะพานหิน (ถนนเส้นใน) สอบถามโทร.  08-9634-9011

                ร้านที่ 2 “สุกี้ อ.สากเหล็ก” ร้านสุกี้ที่ไม่ได้อร่อยแค่สุกี้ ด้วยรสชาติของน้ำจิ้มสุกี้สูตรเต้าเจี้ยวที่เข้มข้น ราดบนผักกาดขาวพร้อมเนื้อหมูนุ่มๆ ทำให้หลายคนติดใจกับรสชาติอันถูกปากนี้ แต่นอกจากสุกี้ที่เป็นเมนูเด็ดของร้าน ยังมีผัดพริกแกงหมู ที่ผัดกากหมูลงไปด้วย และผัดกะเพราหอมฉุย ที่ใครมาถึงร้านอดที่จะสั่งไม่ได้เปิดตั้งแต่เวลา 10.00-15.00 น. พิกัด : ตั้งอยู่บนถนนเส้น 11 ใกล้สี่แยกสากเหล็ก สอบถามโทร. 0-5669-9277

                 3.ร้าน “เจ๊แป๊ด” ก๋วยเตี๋ยวไทยต้มยำโบราณ เส้นบะหมี่ไข่  ก๋วยเตี๋ยวต้มยำโบราณ ด้วยเครื่องปรุงกับส่วนผสมที่เข้มข้นถึงใจ ที่เด็ดสุดคือเส้นบะหมี่ที่ทางร้านภูมิใจนำเสนอ เพราะเป็นเส้นบะหมี่ที่ทำจากไข่ และไม่ใส่สี จัดจ้านด้วยเครื่องต้มยำสูตรเด็ดของทางร้าน โปะท้ายด้วยไข่ต้มยางมะตูม เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา  07.00-15.00 น. พิกัด : ตั้งอยู่ตรงร้านโมนาลิซ่า เวดดิ้ง เส้นถนนหน้าบึงสีไฟ อ.เมืองพิจิตร สอบถามโทร

  08-1173-2237

                ร้านที่ 4 “เตี๋ยวปิ่นโต ต่ายฮะ” อีกหนึ่งเสน่ห์ของร้านสไตล์เมนูเส้น ที่เสิร์ฟพร้อมชามปิ่นโต และคงความอร่อยของรสชาติดั้งเดิม มีทั้งเมนูก๋วยเตี๋ยวต้มยำพริกสดสูตรดั้งเดิม และต้มพริกเผา เน้นรสชาติอร่อยราคาสบายกระเป๋า เริ่มต้นที่ชามละ 25 บาท เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา  10.00-15.00 น. พิกัด : ตลาดเก่าวังกรดอยู่ที่หลังสถานีรถไฟวังกรด อำเภอเมืองพิจิตร

                คนชอบแนวผัดไทย ต้องแวะไปร้านที่  5 “ผัดไทยป้าพร อ.บางมูลนาก” ว่ากันว่าใครมาที่อำเภอบางมูลนากแล้วไม่ได้ทาน แสดงว่ายังมาไม่ถึง เพราะเป็นร้านเก่าแก่ ขายมานานกว่า 40 ปี  ความอร่อยคงที่ ผัดด้วยเตาถ่าน บวกกับความหอมของการใช้ไข่เป็ดในการคลุกเคล้าเส้นก๋วยเตี๋ยว เพิ่มถั่วป่นนิด บีบมะนาวอีกหน่อย เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา  10.00-15.00 น. พิกัด : อำเภอบางมูลนาก ฝั่งตรงข้ามธนาคารออมสิน สาขาบางมูลนาก สอบถามโทร.  0-5663-3729

                ผัดไทยขึ้นชื่ออีกร้านคือ ร้านที่ 6 “ผัดไทยป้าวุ้น” หรือที่คนท้องถิ่นเรียกกันว่า “ผัดไทยโรงไฟฟ้า” เปิดขายมานานกว่า 40 ปีแล้วเช่นกัน มีทั้งเมนูผัดไทยเส้นบะหมี่ ผัดไทยเส้นใหญ่ ผัดซีอิ๊ว ความอร่อยอยู่ที่การใช้ไข่เป็ดคลุกเคล้ากับเส้นหมี่ หมูแดง ถั่วฝักยาว เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา  09.00-15.30 น. พิกัด : ใกล้กับโรงพยาบาลพิจิตร อำเภอเมือง สอบถามโทร : 08-6935-0888

                ร้านสุดท้าย หมายเลข 7 ชื่อ “ร้านกินเส้น” ร้านอร่อยอีกหนึ่งร้านใจกลางเมืองพิจิตร เมนูเด็ดสุดของร้าน ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำแห้ง ซึ่งพิถีพิถันปรุงชามต่อชาม เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา  09.00- 16.00 น. พิกัด : อยู่เยื้องกับหน้าโรงพยาบาลสหเวช อำเภอเมืองพิจิตร สอบถามโทร. 08-4050-1369

                ถึงจะเป็นเมืองเล็กๆ แต่จังหวัดพิจิตรก็นับว่าครบเครื่องทั้งเรื่องท่องเที่ยวและเรื่องอาหารการกิน และถิ่นที่อันเป็นสิริมงคล เหมาะสำหรับคนที่ต้องการหลีกเร้นความวุ่นวายมาใช้ชีวิตสบายๆ ในบรรยากาศเรียบง่าย เดินทางสะดวก มาได้ทุกวัน เพื่อเป็นการเติมพลังดีๆ ให้ชีวิต

ผู้สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ททท. สำนักงานนครสวรรค์ โทร. 0-5622-1811-2 หรือติดตามข่าวสารข้อมูลได้ที่ Facebook: TAT Nakhonsawan.Phichit

                 สรณะ รายงาน

 

 

แกลลอรี่


คนกรุงโปรดทราบ........ กทม.ยกเลิกคำสั่ง "ครึ่งปิด-ครึ่งเปิด" กรุงเทพฯ ๒๒ วัน จาก ๒๑ มี.ค.-๑๒ เม.ย.แล้วนะ แต่ อ๊ะ..อ๊ะ ฟังก่อน อย่าเพิ่งซ่า!

'เหนื่อยนักก็พักตีกันก่อน'
ทั้ง"พระคุณ-พระเดช"คู่กัน
"ถึงฉุกเฉินพวกโคก็ยังฉุน"
ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก
โควิด-๑๙ 'ภาคนรก-สวรรค์'
'ปิดประเทศ' แล้วยังไม่รู้ตัว?