'พิชัย'เสนอ4มาตรการรับมือไรัสโควิด-19เตรียมการภาครัฐให้พร้อมก่อนปิดประเทศ


เพิ่มเพื่อน    

 

20มี.ค.63-นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรมว.พลังงาน กล่าวว่า รัฐบาลยังสับสนในการบริหารจัดการประเทศในช่วงวิกฤติ ขนาดจะปิดกรุงเทพหรือไม่ปิดกรุงเทพ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ โฆษกรัฐบาลยังพูดไม่ตรงกัน ต้องแก้กันไปแก้กันมา ขณะเดียวกันรัฐบาลประกาศปิดสถานบริการต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ไม่ได้มีแผนรองรับว่าจะช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบอย่างไร  พลเอกประยุทธ์บอกว่าการส่งออกหน้ากากอนามัย 5.6 ล้านชิ้นไม่มีจริง แต่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว. พาณิชย์ กลับยอมรับเองว่าได้รับอนุญาตส่งออกถูกต้อง ทั้งที่ต้องถามว่ายังจะให้มีการส่งออกหน้ากากอนามัยกันอยู่อีกหรือ ทั้งๆที่ประชาชนขาดแคลนอย่างหนัก ต้องเข้าแถวซื้อหน้ากากกันยาวเหยียดเหมือนอดีตประเทศโซเวียตรัสเซียเข้าคิวซื้อแบ่งปันสินค้าก่อนที่ประเทศโซเวียตจะล่มสลาย หรือ แม้กระทั่งเรื่องจัดพิธีสวดมนต์ก็ยังสับสน ถึงแม้จะให้คนอยู่นอกอุโบสถก็ไม่ได้แปลว่าจะห้ามการแพร่กระจายของไวรัสได้ สุดท้ายประชาชนคงอยากสวดมนต์ที่บ้านตามศาสนาที่ตนศรัทธา เพื่อขอให้ได้รัฐบาลใหม่ที่ฉลาดและมีการบริหารจัดการประเทศที่ดีกว่ารัฐบาลปัจจุบัน

นายพิชัย กล่าวว่า ในภาวะวิกฤตนี้รัฐบาลควรคิดให้ครบกรอบในหลายด้าน เพื่อรองรับปัญหาให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งอาจจะต้องอธิบายยาว ดังนั้นจึงขอแนะนำ 4 เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบางควรต้องทำเพื่อช่วยเหลือประชาชนดังนี้

1. ให้ รัฐบาล และ กระทรวงการคลัง ร่วมกับ ธนาคารแห่งประะทศไทย ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 0% พร้อมเตรียมวงเงินซอฟท์โลน อัตราดอกเบี้ย 0% จำนวน  500,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือธุรกิจเอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบให้ประคองตัวให้ผ่านช่วงวิกฤตนี้ไปให้ได้ ทั้งนี้ สหรัฐเองก็ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0% เช่นกัน และประกาศอัดฉีดเงินกว่า 7 แสนล้านเหรียญ การประกาศลดอัตราดอกเบี้ยของไทยลงเหลือ 0% เหมือนของสหรัฐ จะช่วยลดภาระของธุรกิจได้มาก และจะลดภาระของรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยในการช่วยเหลือภาคธุรกิจ อีกทั้งยังทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเพื่อช่วยการส่งออก และจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงขึ้น โดยไม่ต้องห่วงเงินเฟ้อ เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกลดลงต่ำมากเหลือเพียง 20 กว่าเหรียญสหรัฐต่อบาเรลเท่านั้น จากสงครามราคาน้ำมันของประเทศซาอุดิอาราเบีย และ ประเทศรัสเซีย อีกทั้งการออกซอฟท์โลน 5 แสนล้านบาท แก่ภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบ ที่อัตราดอกเบี้ย 0 % เพื่อประคองธุรกิจและรักษาการจ้างงาน แบงต์ชาติต้องขอความร่วมมือแกมบังคับจากธนาคารพาณิชย์ให้ลดค่าใช้จ่ายในการลดอัตราดอกเบี้ยให้กับภาคธุรกิจลงเช่นกัน

โดยรัฐบาลยอมร่วมออกบางส่วนและธนาคารพาณิชย์ควรต้องเฉือนเนื้อตัดกำไรบ้างเพื่อช่วยสนับสนุนด้วย หลังจากปีที่แล้วที่ธนาคารพาณิชย์กำไรถึง 2.7 แสนล้านบาทหรือเพิ่มขึ้นถึง 30.8%  โดยซอฟท์โลนนี้อาจจะต้องให้ยาวไปถึงหลังวิกฤตผ่านไปแล้วด้วย เพื่อให้หน่วยธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้ การที่จะต้องออกนโยบายการเงินและนโยบายการคลังให้สอดคล้องกันเป็นเรื่องจำเป็นในภาวะเช่นนี้ และรัฐบาลอาจจะต้องพิจารณาลดภาษีหลายด้านเพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ในภาวะวิกฤตประเทศต้องการมาตรการที่รุนแรงเฉียบพลันและได้ผล ซึ่งจะมาคิดแบบอนุรักษ์นิยมเหมือนในภาวะปกติไม่ได้

2. เชื่อว่าในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะต้องประกาศปิดประเทศจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 เหมือนหลายประเทศที่ประกาศไปก่อนหน้านี้แล้ว และเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และควรเร่งปิดประเทศ แต่ก่อนที่จะปิดประเทศรัฐบาลควรจะต้องเตรียมการในเรื่องต่างๆทุกด้านให้พร้อม โดยเฉพาะการจัดการภาครัฐ ที่จะต้องรีบปรับตัวพัฒนาการเชื่อมต่อออนไลน์เพื่อรองรับการปิดประเทศ ไม่ใช่พอจวนตัวแล้วรีบปิดประเทศโดยไม่ได้สร้างระบบรองรับ ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจจะยิ่งส่งผลรุนแรง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องเตรียมพร้อมทุกด้านก่อนจะประกาศปิดประเทศ ทั้งนี้ ในภาวะวิกฤติก็เป็นโอกาสดีที่ประเทศนี้จะพัฒนาราชการให้เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ เพื่อประเทศไทยจะได้พัฒนาขึ้นหลังจากวิกฤตนี้  โดยในภาวะวิกฤตนี้ก็จะเป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐจะสามารถพัฒนาตัวเองให้ก้าวทันโลกได้เช่นกันถ้ารัฐบาลฉลาดพอ

3. สั่งห้ามการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมดไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะได้รับ BOI หรือ มีลิขสิทธิ์ใดๆ เพื่อให้ประชาชนในประเทศมีหน้ากากอนามัยใช้ให้เพียงพอ ไม่ต้องไปเข้าคิวรอยาวเหยียดและเสี่ยงการแพร่ระบาดของไวรัส เหมือนที่ประเทศไต้หวันสั่งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งหมดตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ในภาวะวิกฤตนายกรัฐมนตรีสามารถสั่งการเรื่องนี้ได้ และทุกบริษัทต้องเข้าใจและต้องปฏิบัติตาม จะมาอ้างเพื่อหาผลประโยชน์ส่วนตัวกันไม่ได้ ความจริงคือพลเอกประยุทธ์ได้สั่งการหลายเรื่องที่เป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องมากมายที่ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศ แต่กับเรื่องนี้ที่เป็นความจำเป็นของประชาขนกลับไม่สั่งทำหรือคิดไม่ออก

4. เร่งการใช้อุปกรณ์ตรวจสอบการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ประชาชนสามารถตรวจสอบตัวเองได้ ที่ต่างประเทศได้คิดค้น ผลิต และมีจำหน่ายกันแล้ว หรือ ที่ กลุ่มปตท. คิดค้นได้แล้วก็ได้ และมีราคาไม่แพง เพียงชุดละ ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้น เพื่อลดความกังวลของประชาชนว่าตนเองจะติดไวรัสโควิท-19 หรือไม่ และหากพบว่าติดไวรัส จะได้เร่งพบแพทย์และกักตัวในทันทีเพื่อทำการรักษา การพบแต่แรกและเร่งเข้ารับการรักษาจะช่วยลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตได้มาก รัฐบาลอาจจะใช้อุปกรณ์นี้ในการตรวจประชาชนในกลุ่มเสี่ยงที่สัมผัสผู้ติดเชื้อโดยเฉพาะประชาชนที่มีรายได้น้อย โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเพราะราคาถูก และไม่ต้องวิ่งไปหาผู้ที่จะป่วยแต่ผู้เสี่ยงที่จะป่วยจะวิ่งมาหาเอง

"นี่เป็นเพียง 4 เรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลควรต้องรีบทำเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งนี้ยังมีอีกหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องคิดล่วงหน้าว่าจะต้องออกนโยบายอะไร เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หมดสมัยแล้วที่จะมีรัฐบาลที่คอยแต่ตั้งรับปัญหา และแก้ปัญหาอย่างล่าช้า ทั้งนี้ หากประเทศไทยจะรอดและพัฒนาต่อไปได้ ประเทศไทยจะต้องมีผู้นำและรัฐบาลที่คิดล่วงหน้าและป้องกันปัญหาก่อนที่จะเกิดปัญหา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าทำไม่ได้เพราะคิดไม่เป็นในวิกฤตการณ์ไวรัสโควิด-19 ของโลกครั้งนี้พิสูจน์แล้วว่า รัฐบาลที่ “ทำมากไปและทำเร็วไป” (Too much too soon) จะดีกว่า รัฐบาลที่ “ทำช้าไปและทำน้อยไป” (Too little too late) มากเพราะจะช่วยเหลือชีวิตของประชาชนได้มากกว่า"นายพิชัยกล่าว


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"