บ่นๆ ไป สองวันสุดท้ายในฉงชิ่ง


เพิ่มเพื่อน    


อนุสาวรีย์เสรีภาพและจัตุรัสจีฟางเป่ย ใจกลางเขตหยูจ้วง นครฉงชิ่ง

     รถทัวร์เดินทางกลับออกมาจากอุทยานแห่งชาติอูหลงราวๆ 4 โมงเย็น เท่ากับว่าเรามีเวลาอยู่ในอุทยานเพียง 4 ชั่วโมงกว่าๆ เท่านั้น ได้ท่องไปใน 2 หลุมฟ้า เชื่อมกันโดย 3 สะพานสวรรค์ และรอยแยกอัศจรรย์บรรจุถ้ำและน้ำตกมากมายไว้ภายใน ด้วยเวลาที่จำกัดนี้ทำเอาไม่มีเวลาเพ่งพิศความงามจุดใดจุดหนึ่งได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราว          
    อุทยานแห่งชาติอูหลง โดยเฉพาะโซน “หลุมฟ้าสะพานสวรรค์” น่าทึ่งและงามยิ่ง หากวิกฤตการณ์โรคระบาดโควิด-19 สิ้นสุดลงแล้ว อาจเป็นปีนับจากนี้หรือนานกว่านั้น ท่านผู้อ่านลองนำอูหลงไปพิจารณาเพื่อหาเวลามาเยือน และจะให้ดีควรนอนค้างในตัวเมืองของเขตอูหลงสัก 1 หรือ 2 คืน เพื่อใช้เวลากับสถานที่ท่องเที่ยวในแนวภูเขาหินปูน “อูหลงคาสต์” อย่างเต็มที่
    นอกจากที่ผมกล่าวถึงไปแล้ว อูหลงยังมีที่เที่ยวอีกหลายแห่ง อาทิ แม่น้ำฟูหรง ถ้ำฟูหรง อุทยานเขานางฟ้า และเขาม้าขาว แหล่งท่องเที่ยวเหล่านี้ทำให้ชาวอูหลงมีฐานะทางเศรษฐกิจดีขึ้นอย่างรวดเร็วหลังเปิดตัวสู่สายตาชาวโลกไม่นาน  
    รถทัวร์จีนของเราจอดให้เข้าห้องน้ำ 1 ครั้ง แล้ววิ่งรวดเดียวราว 200 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 ชั่วโมงนิดๆ ถึงตัวเมืองฉงชิ่ง รถจอดคนละจุดกับที่ขึ้นเมื่อตอนเช้า เพราะเวลานี้รถคงไม่สามารถวิ่งเข้าไปในย่านจีฟางเป่ยใกล้ๆ ที่พักของเรา ระหว่างเดินไปได้ราวครึ่งกิโลฯ เจียห่าวเพื่อนจากมณฑลกวางตุ้งชวนกินข้าวที่ร้านริมทาง ผมเห็นด้วยเพราะหิวเต็มที


​​​​​​​มุมมองจากใต้สะพานเชียนซือเหมินฝั่งเขตหยูจ้วง
    เจียห่าวสั่งกับข้าวกับพ่อครัวโดยไม่ต้องถามไถ่ผมให้มากความ สักพักอาหารก็มาเสิร์ฟ 2 จานใหญ่ๆ ล้วนเป็นผัดผัก จานหนึ่งคือมะระผัดไข่ อีกจานเป็นผักที่ผมไม่รู้จัก ฝานเป็นชิ้นอยู่ในจานคล้ายแตงกวาผสมฟัก ผัดกับเนื้อหมูดูเหมือนแฮม แต่แผ่นใหญ่และหนากว่า กินกับข้าวสวยถ้วยใหญ่และน้ำซุปผัก
    รสชาติอร่อยเหลือเชื่อจนพวกเรากินไม่เหลือแม้แต่น้ำซุป เจียห่าวสั่งมาแบบดับเบิล ปกติกับข้าวจานละ 13 หยวน เขาสั่งจานละ 25 หยวน ส่วนน้ำซุปแถมฟรี ผมขอจ่าย แต่เขาเดินเอามือถือไปสแกนคิวอาร์โค้ดอย่างรวดเร็ว ทั่วทุกมุมเมืองที่ทำการค้าจะมีการจ่ายด้วยการสแกนคิวอาร์โค้ด ส่วนใหญ่เป็นของ Alipay และ WeChat แม้แต่แม่ค้ารุ่นคุณยายหาบผลไม้ขายก็มีป้ายคิวอาร์โค้ด
    ผมขอหารครึ่งค่าอาหารเจียห่าวก็ไม่ยอม ตอนแวะซื้อของในร้านมินิมาร์ท เขายอมให้ผมเลี้ยงคืนแค่น้ำเปล่า 1 ขวด จึงขอยกยอดไปเมืองไทย บอกเขาว่าไปเที่ยวเมื่อไหร่ห้ามปิดบังโดยเด็ดขาด
    เราเดินอีกครึ่งกิโลฯ ก็ถึงเกสต์เฮาส์ นั่งคุยกันอีกพักใหญ่ เจียห่าวแนะให้ผมโหลดแอปของจีน (เขาเรียกว่า “เอพีพี”) สามารถจองที่พักได้ในราคาถูก คืนก่อนผมโหลด Qunar และ Fliggy มาแล้ว แต่ล้วนไม่มีภาษาอังกฤษ คืนนี้เขาให้ผมโหลดอีก มี Ctrip และอีกหลายแอป ผมเพียงแสร้งทำว่าจะโหลดเท่านั้น เพราะไม่อยากให้แอปเหล่านี้กินพื้นที่ในโทรศัพท์

เรือน้อยในเมืองใหญ่ มองจากถนน Jiabin ไปยังฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเจียหลิง

    แพ็กเกจอินเทอร์เน็ตที่ซื้อมาจากเมืองไทยกำลังจะหมดอายุในอีก 2-3 วันข้างหน้า ถึงเวลานั้นจะต้องใช้อินเทอร์เน็ตจากสัญญาณ Wi-fi ของที่พักเพียงอย่างเดียว ก่อนนี้ได้ขอ VPN มาจากเพื่อน VPN ย่อมาจาก Virtual Private Network หมายถึงเครือข่ายส่วนตัวเสมือน ใช้สำหรับหลอกสัญญาณอินเทอร์เน็ตว่าเราไม่ได้อยู่เมืองจีน สามารถที่จะเข้าเว็บไซต์ต่างๆ ที่ทางการจีนบล็อก เช่น Google, Facebook, Line เป็นต้น แต่ด้วยความโลว์เทคของผมหรืออาจจะผิดพลาดอย่างอื่น ทำให้ไม่สามารถเข้า VPN ได้ ผมจึงโหลด Baidu เสิร์ชเอ็นจินของจีนเอาไว้ใช้แทน Google แต่หน้าเว็บมีเฉพาะตัวหนังสือจีน รู้สึกว่าใช้งานยาก แทบไม่มีประโยชน์ใดๆ     
    แอปเดียวที่ผมโหลดในคืนนี้คือ “วีแชท” (WeChat) โซเชียลมีเดียยอดนิยมของจีน และผมก็มีเจียห่าวเป็นเพื่อนคนแรก จนถึงปัจจุบัน หรือกว่า 4 เดือนผ่านไป ผมมีเพื่อนเพิ่มเข้ามาอีกเพียง 3 คน แอปนี้เมื่อเรากดที่ข้อความภาษาจีนของคู่สนทนา มันก็จะแปลเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษตามที่ต้องการได้ แต่เจียห่าวจะใช้วิธีเขียนจีนก่อนแล้วค่อยแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งมาให้
    เช้าวันต่อมาหลังจากกินไข่ต้ม 2 ฟอง และกาแฟร้อนในมินิมาร์ทย่านจีฟางเป่ย นั่งเล่น เดินเล่น คิดเรื่องการเดินทางไปยังจุดหมายต่อไป ผมได้ตัดเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ออกไปก่อนเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพราะคำนวณเวลาแล้วมีไม่พอ บริษัทที่รับยื่นวีซ่าเตือนว่าแม้เราจะได้วีซ่าเป็นระยะเวลา 30 วัน แต่เราไม่ควรอยู่เกิน 15 วัน สถานทูตจีนมีสิทธิ์ที่จะสงสัยได้ว่าเราแอบเข้าไปทำงานบางชนิดอันจะนำไปสู่ปัญหาในการขอวีซ่าครั้งต่อไป การตัดอู่ฮั่นออกได้กลายเป็นเรื่องดีในภายหลังตามที่ทราบกัน
    ผมเดินทางออกจากเมืองหล่าวกาย ตะวันตกเฉียงเหนือของเวียดนาม เข้าสู่จีนที่เมืองเหอโข่ว มณฑลยูนนาน ต่อไปยังนครคุนหมิง แล้วขึ้นมายังนครฉงชิ่ง ดูคล้ายเป็นเส้นตรงทแยงไปทางขวาบนของแผนที่ จากฉงชิ่งผมจะเดินทางลงใต้เกือบเป็นเส้นตรงไปทางด้านล่าง ออกจากจีนที่เขตปกครองตนเองมณฑลกว่างสีจ้วง เข้าสู่ตะวันออกเฉียงเหนือของเวียดนาม เส้น 2 เส้นนี้จะมีลักษณะคล้ายตัว V กลับหัว มีฉงชิ่งอยู่ที่จุดปลายสุด


​​​​​​​แม่น้ำเจียหลิง สะพานเชียนซือเหมิน และหงหยาตง


    เมื่อเวลาร่อยหรอลงผมก็ต้องตัดเมืองกุ้ยหยาง มณฑลกุ้ยโจว และเมืองกุ้ยหลิน เขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วงออกไป สองเมืองดังกล่าวอยู่ในเส้นทางฉงชิ่งและหนานหนิง เวลานี้จำต้องปรับแผนเดินทางตรงดิ่งไปยังหนานหนิง
    วันนี้เป็นวันศุกร์ ผมยังไม่ได้ซื้อตั๋วรถไฟไปหนานหนิง เพราะยังไม่ได้เขียนคอลัมน์เบื้องหน้าที่ปรากฏ กำหนดส่งในวันเสาร์ จึงคิดว่าจะอยู่ต่อในฉงชิ่งอีกคืนเพื่อเขียนเสียให้เสร็จ นั่งรอรีเซฟชั่นสาวเจ้าของหมายักษ์อยู่เป็นชั่วโมงเธอก็ไม่โผล่มา เนื่องจากว่าเวลานี้ทั้งเกสต์เฮาส์มีผู้เข้าพักเพียงผมและเจียห่าวเท่านั้น เธอก็เลยไม่จำเป็นต้องวนไปเวียนมาแถวบริเวณล็อบบี้หรือพื้นที่ส่วนกลาง เมื่อหมายักษ์พันธุ์ไซบีเรียนฮัสกีนั่นไม่อยู่ ผมคิดว่าเธอก็ไม่อยู่เช่นกัน
    ผมตัดสินใจเข้าไปอาบน้ำในห้องพักแล้วเก็บกระเป๋าเอาไว้เผื่อๆ ตอนแรกกะว่าจะต่อราคาห้องพัก เพราะเมื่อวันก่อนผมได้ต่อจากคืนละ 200 หยวน เหลือ 2 คืน 350 หยวนมาแล้ว เมื่อเธอไม่มาซะทีก็ตัดสินใจจองที่พักใหม่อยู่ห่างออกไปราว 1 กิโลเมตร ระบุขอห้องที่มีโต๊ะเก้าอี้เขียนหนังสือ ห้องพักปัจจุบันของผมมีโต๊ะตัวใหญ่ แต่เก้าอี้เตี้ยไป ไม่เหมาะสำหรับนั่งพิมพ์คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก


​​​​​​​แผงผลไม้ในนครฉงชิ่ง
    เจียห่าวพักในห้องนอนรวม แต่เช้านี้ยังไม่โผล่มาให้เห็น เข้าใจว่าออกไปกินข้าว เขามีแผนเดินทางไปเฉิงตูไม่วันนี้ก็พรุ่งนี้ เวลาเที่ยงตรงผมเขียนข้อความลงในกระดาษทิชชู่ว่า “Thank you” เอากุญแจห้องและคีย์การ์ดวางทับไว้บนเคาน์เตอร์รีเซฟชั่น เปิดประตูออกจากเกสต์เฮาส์ เข้าลิฟต์ลงจากตึกเดินไปทางทิศตะวันตกบนถนน Xinhua สู่ที่พักแห่งใหม่ชื่อ Idea Jar Hotel อยู่ในกลุ่มอาคาร Ume ใช้เวลาหาอยู่นาน เพราะมี 2 อาคาร ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของตึกด้านตะวันตก ตึกนี้มีลักษณะที่เรียกว่าคอมเพล็กซ์ ออกแบบเป็นรูปตัว U เป็นที่ตั้งของร้านอาหาร ยิมออกกำลังกาย และสถานบันเทิงหลายประเภท ผมมองเข้าไปในห้องหนึ่งเห็นคนนั่งเล่นไพ่ท้าสายตาประชาชนกันอยู่ริมกระจก ผ้าม่านเปิดออกเหมือนจะเชื้อเชิญแขกขึ้นไปร่วมวงเพิ่มเติม
    ค่าห้องที่พักใหม่ 128 หยวน รีเซฟชั่นขอค่ามัดจำคีย์การ์ดด้วย รวมแล้วต้องจ่าย 300 หยวนก่อนเข้าพัก ห้องที่ได้มีกลิ่นบุหรี่ค่อนข้างแรง ผมเดินกลับออกมาขอเปลี่ยน เพราะตอนจองได้ระบุไว้แล้วว่าขอห้องปลอดบุหรี่ ห้องใหม่ที่ได้ก็ยังมีกลิ่นบุหรี่ แต่ไม่แรงนัก หันไปเห็นที่เขี่ยบุหรี่วางอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ผมไม่คิดว่าจะมีห้องปลอดบุหรี่จริงๆ จึงยอมปลงใจกับห้องใหม่นี้
    แม้ที่นี่จะใช้ชื่อว่า Hotel แต่มีลักษณะเป็นโฮสเทลมากกว่า มีห้องเป็นจำนวนมากและขนาดห้องค่อนข้างเล็ก โดยเฉพาะห้องน้ำถึงขั้นเรียกได้ว่าเล็กจิ๋ว แต่ชดเชยได้ด้วยราคาที่ไม่แพงและสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบ ขัดใจอยู่นิดเดียวก็แค่เรื่องกลิ่นบุหรี่ พื้นที่ส่วนกลางมีขนาดใหญ่ จัดไว้หลายมุม โต๊ะเก้าอี้หลายตัว ชั้นวางหนังสือรอบด้านจนเหมือนเป็นห้องสมุดขนาดย่อม แยกโซนสูบบุหรี่ออกไปตรงระเบียง จึงยังไม่ค่อยเข้าใจว่าเหตุใดยังมีที่เขี่ยบุหรี่ไว้ในห้องพัก ตอนหลังทราบว่าคนจีน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวสูบบุหรี่กันเยอะมาก ไม่เตรียมที่เขี่ยบุหรี่ไว้ให้ก็อาจจะเขี่ยลงในโถส้วม จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ได้
    ผมลงไปซื้อขนมและกาแฟในร้านมินิมาร์ทด้านล่างตึกขึ้นมานั่งกินและเขียนคอลัมน์บริเวณล็อบบี้ได้ไม่นานก็ย้ายกลับเข้าไปเขียนในห้องพัก เพราะสนใจสิ่งรอบตัวจนไม่ค่อยมีสมาธิ ตอนค่ำเดินไปห้าง Raffles City เข้าแผนกซูเปอร์มาร์เก็ต ซื้อซูชิ 1 กล่องใหญ่ ชุดสลัดผัก และเบียร์ Volfas Engelman จากลิทัวเนีย แบบ IPA และ Hefeweizen (ทำจากข้าวสาลี) อย่างละกระป๋องขนาด 568 มิลลิลิตร หันไปเห็นอาหารกล่องปรุงสุกพร้อมรับประทาน ข้างในมีไก่อบ กระเพาะไก่ เต้าหู้สไลด์ และผักกวางตุ้ง ก็หยิบมาจนเกือบจะหอบไปจ่ายเงินไม่ไหว
    จากนั้นเดินออกไปนั่งกินบนม้านั่งในจัตุรัสเชาเทียนเหมิน จุดบรรจบของแม่น้ำแยงซีและแม่น้ำเจียหลิง นั่งมองสีสันยามค่ำคืนของบรรดาตึกฝั่งตรงข้าม เรือดินเนอร์ครูซล่องไปมา และสะพานโค้งเชาเทียนเหมิน 1 ใน 38 สะพานข้ามแม่น้ำของนครฉงชิ่ง ในจำนวนนี้มีถึง 17 สะพานที่ทำสถิติโลกด้านต่างๆ ผมกินหมดแค่ซูชิก็อิ่มแปล้ เก็บอาหารที่เหลือใส่เป้ เดินถือเบียร์แบบ IPA ที่ยังเหลือครึ่งกระป๋องเลียบแม่น้ำเจียหลิงขึ้นไป ลอดใต้สะพานเชียนซือเหมิน หงหยาตง-กลุ่มอาคารสไตล์โบราณอาบสีทองโดดเด่นพิงเนินเขาอยู่ทางซ้ายมือ ซึ่งผมได้พูดถึงไปแล้วตั้งแต่ตอนแรกที่มาถึงฉงชิ่ง   


​​​​​​​อาคารพิพิธภัณฑ์ศิลปะฉงชิ่ง (Chongqing Guotai Arts Center)
    ถนน Jiabin ขนาด 4 เลน มีเกาะกลาง คั่นระหว่างแม่น้ำเจียหลิงและหงหยาตง นักท่องเที่ยวแออัดยัดเยียดกันอยู่บนทางเท้าฝั่งริมน้ำ เพราะต้องการถ่ายภาพกลับไปยังหงหยาตงให้เต็มเฟรม บริเวณหน้าหงหยาตงไม่มีทางข้ามไป-มา หากมีรถคงติดหนักทั้ง 2 ฝั่ง ติดกับซุ้มขายของเล็กๆ มี 3 หนุ่มใหญ่นั่งเล่นไพ่กันอยู่บนโต๊ะ หน้าตักมีเงินเดิมพันวางอยู่เย้ยสายตา สาวหมวยสวมแว่นเดินผ่านแล้วยิ้มให้กับความกล้าของนักพนัน ผมเดินผ่านพวกเขาไปและเดินไปอีกไกลกว่าจะข้ามไปอีกฝั่งได้ และเนื่องจากแผนที่กูเกิลไม่แม่นยำทำให้หลงทาง จนสุดท้ายต้องเดินกลับมายังหงหยาตง ค่อยๆ ขึ้นไปทีละชั้นจนออกสู่ถนน Cangbai จากชั้นบนสุดของหงหยาตง แล้วเดินกลับที่พักไปเขียนคอลัมน์ต่อจนถึงประมาณตี 3 จึงได้นอน ส่วนเบียร์ทั้ง 2 กระป๋องหมดไปก่อนนานแล้ว
    วันต่อมาตื่นค่อนข้างสาย ข้าวกล่องน่าจะบูดไปแล้ว เพราะในห้องไม่มีตู้เย็น กินสลัดแล้วออกไปซื้อไข่ต้มของที่พักกินกับกาแฟ จองตั๋วรถไฟเที่ยวข้ามคืนไปยังหนานหนิง แล้วกลับเข้าห้องพักไปอาบน้ำ ระหว่างแต่งตัวไฟก็ตัด เพราะถึงเวลา 12.00 น. ได้เวลาเช็กเอาต์ โชคดีมากที่อาบน้ำเสร็จแล้ว ไม่อยากจะนึกภาพหากไฟตัดตอนยังมีแชมพูและสบู่อยู่บนตัว รีเซฟชั่นไม่ได้แจ้งเรื่องนี้ไว้ก่อน
    ผมเช็กเอาต์ ฝากกระเป๋าแล้วออกไปเดินเล่นย่านจีฟางเป่ย วันนี้ฝนตกลงมาตั้งแต่เช้า ถึงตอนบ่ายซาเม็ดลงไปแล้ว แต่ยังโปรยละอองไม่ขาด ลองซื้อแยมโรลชุบหมูหยองมา 3 ชิ้นใหญ่ ชิ้นละ 9 หยวน เดินไปนั่งกินที่ลานขั้นบันไดหน้าห้าง Park108 ดึงฮู้ดจากแจ็กเกตขึ้นคลุมหัวกันฝนดูอนาถา หากคนไทยด้วยกันเดินมาเห็นถ้าไม่เสนอความช่วยเหลือก็คงเบือนหน้าหนี เพราะกลัวสบสายตาเพื่อนร่วมชาติผู้ตกยากในต่างแดน
    ราวบ่าย 3 โมง ผมกลับไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้กับรีเซฟชั่น เมื่อคืนวานเจียห่าวหาข้อมูลรถเมล์ไว้ให้ มีรถสาย G01 จากย่านจีฟางเป่ยไปยังสถานีฉงชิ่งตะวันตก รถไฟไปหนานหนิงจะออกจากที่นั่น เดินทางจากย่านจีฟางเป่ย 54 นาที ค่ารถ 15 หยวน แต่ผมไม่เสี่ยง เพราะไม่รู้ว่าป้ายรถเมล์อยู่ตรงไหนกันแน่ เดินไปขึ้นรถไฟใต้ดิน เปลี่ยนสาย 1 ครั้งไปโผล่ที่สถานี Railway Station – North Square ซึ่งเชื่อมกับสถานีรถไฟฉงชิ่งเหนือ (Chongqingbei Railway Station) รับตั๋วที่จองไว้ทางอินเทอร์เน็ตจากเจ้าหน้าที่ช่องซ้ายสุด ทั้งตั๋วฉงชิ่งเหนือไปยังฉงชิ่งตะวันตก และตั๋วฉงชิ่งตะวันตกไปยังหนานหนิง
    สถานีฉงชิ่งตะวันตก (Chogqingxi Railway Station) เป็นชุมทางการเดินรถของจีนไปยังภาคตะวันตกเฉียงเหนือและตะวันตกเฉียงใต้ มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของจีนฝั่งตะวันตกรองจากสถานีซีอานเหนือ เปิดใช้เมื่อ 2 ปีก่อน ตอนที่รถไฟความเร็วสูงจากสถานีฉงชิ่งเหนือมาถึงฉงชิ่งตะวันตก ผมเหลือเวลาอีกครึ่งชั่วโมงในการทรานสิตและเตรียมตัวเดินทางไปกับรถไฟความเร็วธรรมดาออกจากฉงชิ่งตะวันตกเวลา 18.00 น. กำหนดถึงสถานีหนานหนิง 09.15 น.
    หยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความในวีแชท อำลาและอวยชัยให้เจียห่าว เพื่อนใหม่จากกวางตุ้ง. 

แกลลอรี่


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"