คุณน้าในรถไฟและหนุ่มไทยที่หนานหนิง


เพิ่มเพื่อน    

            จากนครฉงชิ่งถึงหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ระยะทางประมาณ 1,000 กิโลเมตร มีรถไฟให้บริการวันละ 5 เที่ยว ในจำนวนนี้มีรถไฟความเร็วสูง 3 เที่ยว ใช้เวลาเดินทาง 7 ชั่วโมงกว่า ล้วนออกจากสถานีฉงชิ่งตะวันตก มีเที่ยว 9 โมงกว่า 2 เที่ยว ถึงหนานหนิงหลัง 5 โมงเย็น และเที่ยวบ่ายโมงกว่าถึงเกือบ 3 ทุ่ม ผมไม่นิยมไปถึงปลายทางตอนเย็นย่ำหรือค่ำมืด เพราะเดินหาที่พักยากกว่าเวลากลางวัน

        รถไฟความเร็วธรรมดาเที่ยวกลางคืนจึงเหมาะสมที่สุด ออกจากสถานีฉงชิ่งตะวันตก 18.00 น. ถึงสถานีหนานหนิง 09.15 น. อีกขบวนเป็นรถไฟความเร็วต่ำที่ไม่เหมาะกับนักท่องเที่ยว ออกจากสถานีฉงชิ่งเหนือเวลา 19.07 น. ถึงสถานีหนานหนิง 18.22 น. ในวันถัดไป กินเวลาเกือบ 24 ชั่วโมง 


ทะเลสาบหนานหู ใกล้ๆ ที่พักของผู้เขียน

                 ค่าโดยสารของรถไฟความเร็วธรรมดาตู้นอนพิเศษของผมอยู่ที่เกือบๆ 2 พันบาท เท่าๆ กับค่าโดยสารรถไฟความเร็วสูง ข้อดีของการเดินทางกลางคืนก็คือประหยัดค่าที่พักไป 1 คืน ถึงปลายทางก็พร้อมเที่ยวต่อได้ทันที ข้อเสียคือต้องลุ้นว่าเพื่อนร่วมห้องโดยสารเป็นคนแบบไหน และที่สำคัญสำหรับผมคือพวกเขากรนเสียงดังหรือไม่

                 เมื่อรถไฟเคลื่อนออกจากสถานีฉงชิ่งตะวันตก ผมนึกขึ้นได้ว่าจองที่พักไว้สำหรับคืนนี้ คือวันที่ 2 พฤศจิกายน แต่ผมไปถึงวันที่ 3 พฤศจิกายน ความผิดพลาดเกิดจากตอนที่จองตั๋วรถไฟทางอินเทอร์เน็ตเมื่อเช้า ระบุเดินทางในวันที่ 2 ตอนจองที่พักผมก็เผลอใส่วันที่ 2 ไปด้วย พวกที่เดินทางเปลี่ยนที่นอนบ่อยๆ ต้องมีความเฉลียวในเรื่องวันเวลาไว้ให้มาก ไม่งั้นจะตกรถตกรา จ่ายค่าที่พักโดยไม่ได้นอนเอาได้ง่ายๆ

 

                 อินเทอร์เน็ตในซิมการ์ดยังใช้ได้เป็นวันสุดท้าย ผมส่งอีเมลไปขอโทษและขอเลื่อนวันเข้าพักออกไป 1 วัน พร้อมบอกเหตุผลความสับสน เพียงครู่เดียวก็มีอีเมลตอบกลับมาว่าไม่มีปัญหา เป็นอันโล่งใจ

        ในห้องโดยสาร 4 เตียง บน-ล่าง ตอนออกจากสถานีต้นทางมีเพื่อนร่วมห้องอยู่ 1 คน นอนอยู่เตียงล่างฝั่งตรงข้ามกับผม คะเนอายุอยู่ในวัย 50 ปลายๆ แกมีขวดใสใส่น้ำชา จิบหมดแล้วก็เติมน้ำร้อนจากกาน้ำในห้องโดยสาร สลับกับการคุยและพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์ บางทีก็เอนหลังลงนอน จากนั้นมีอาการกระวนกระวาย เหมือนจะบ่นอะไรออกมาด้วย สักพักออกไปข้างนอกห้องแล้วกลับเข้ามาใหม่ เห็นผมวางที่ชาร์จแบตโทรศัพท์อยู่บนโต๊ะก็ตาลุก ดีใจ หยิบสายไปเสียบใส่เครื่องของแกแล้วเสียบปลั๊กเข้ากับเต้ารับใต้โต๊ะ มือถือและสายชาร์จต่างสายพันธุ์ใช้งานร่วมกันได้ แกพูดภาษาจีนออกมา แน่นอน ผมฟังไม่ออกแม้แต่คำเดียว แต่เข้าใจว่าแกกล่าวขอบใจ

                 ความจริงแล้วผมหยิบที่ชาร์จขึ้นมาวางก็เพื่อเตรียมชาร์จโทรศัพท์ของตัวเอง ไม่ได้เอะใจว่าที่คุณน้าแกดูกระสับกระส่ายเพราะแบตโทรศัพท์แกหมด กลายเป็นการหยิบยื่นน้ำใจให้คนจีนเจ้าบ้านโดยไม่รู้ตัว และแกก็คงเข้าใจว่าผมฟังภาษาจีนพอรู้เรื่อง เพราะเอาสายชาร์จให้แกยืมได้


มุมหนึ่งของห้องนั่งเล่นใน South Face Hostel

        คุณน้าเห็นผมถือสมุดบันทึกอยู่ แกขอไปทั้งเล่มพร้อมปากกา เขียนข้อความภาษาจีนลงในกระดาษหน้าที่ว่างแล้วยื่นกลับมาให้ ผมถ่ายรูปกระดาษหน้านี้ส่งผ่านวีแช้ตให้เจียห่าว เพื่อนใหม่ของผมจากมณฑลกวางตุ้งที่ได้พบเจอกันในฉงชิ่ง เขาออกจากฉงชิ่งไปเมื่อตอนกลางวัน เปลี่ยนใจไม่เดินทางไปเฉิงตูตามแผน หันหัวลงใต้สู่ “เจิ้นหยวน” เขาบอกว่าเป็นเมืองโบราณใกล้เมืองกุ้ยหยาง ทั้งสองเมืองอยู่ในมณฑลกุ้ยโจว

        นี่คือข้อความที่เจียห่าวแปลเป็นภาษาอังกฤษกลับมาให้ ผมขอแปลเป็นภาษาไทยอีกทอด

                 “ผมชื่อ .....บ้านอยู่นครเฉิงตู มณฑลเสฉวน เป็นเจ้าหน้าที่รัฐประจำมณฑล กำลังเดินทางไปติดต่อราชการที่หนานหนิง ผมชอบหนานหนิง ได้โปรดโทรศัพท์หาผมตามเบอร์ที่ให้ไว้เมื่อคุณมีโอกาสไปเยือนเฉิงตู ผมจะเป็นไกด์ที่ดีสำหรับคุณ”

                 ผมอ่านข้อความแปลของเจียห่าวแล้วยกมือไหว้แก กล่าว “เซี่ยเสียะ” คิดในใจว่าไม่น่าเชื่อ สายชาร์จโทรศัพท์ชิ้นเดียวถึงขั้นจะทำให้ผมมีไกด์เป็นเจ้าหน้าที่รัฐประจำมณฑลในเฉิงตู เมืองแห่งหมีแพนด้า

                 เจียห่าวเขียนมาเพิ่มเติมว่าไปเฉิงตูแล้วก็อย่าลืมโทร.หาคุณน้าแกนะ ย้ำว่า “มันย่อมดีกว่าแน่นอนที่จะมีคนท้องถิ่นพาไปกินของอร่อยๆ กว่าที่จะแสวงหาด้วยตัวเอง” ผมอ่านแล้วก็ยิ้ม หมอนี่คิดถึงเรื่องกินเป็นลำดับแรกเสมอ แต่พอมาทำความเข้าใจภายหลัง การพาแขกต่างเมืองไปกินของอร่อยคือการต้อนรับอย่างสมเกียรติของคนจีน ทั้งนี้ การจะหาอาหารอร่อยกินในเมืองจีนหากไม่ได้เดินทางกับกรุ๊ปทัวร์ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ โชคดีที่ผมไม่จริงจังเรื่องกินของอร่อย แค่กินให้ตรงเวลาและไม่เสี่ยงท้องเสียก็พอใจแล้ว

        คุณน้าแกยังใจดีทำท่าจะรินน้ำชาให้ผม ความจริงผมน่าจะรับมาดื่ม แต่ดันปฏิเสธแกไปโดยไม่ทันได้คิด ได้ยินเสียงจากนอกห้องมีรถเข็นขายของผ่านมาพอดีก็ออกไปซื้อผีจิ๋วมา 1 กระป๋อง ยี่ห้อ SNOW กระป๋องยาว ราคา 10 หยวน แอลกอฮอล์ประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์

                ผมนั่งจิบเบียร์รสชาติจืดสนิทพูดภาษาอังกฤษ คุณน้าจิบน้ำชาพูดภาษาจีน สักพักแกชวนออกไปสูบบุหรี่ ผมตามไปยืนจิบเบียร์ข้างๆ แก แล้วกลับไปสนทนาคนละภาษากันต่อ

                ใกล้จะถึงสถานีกุ้ยหยางราวๆ 4 ทุ่ม แกบอกให้ผมรีบเข้าห้องน้ำเสียก่อน เพราะรถไฟจะจอดนาน ผมยังงงว่าเข้าใจภาษาจีนของแกได้ไง เพราะนอกจากนับเลขได้นิดหน่อยแล้ว ผมรู้ภาษาจีนไม่เกินสิบคำ


“เจิ้นหยวน” เมืองโบราณในมณฑลกุ้ยโจว “เฉิน เจียห่าว” เพื่อนของผู้เขียนส่งมายั่วน้ำลาย ไม่แคล้วคงต้องไปเยือนอีกไม่ช้าไม่นาน - Photo by Chen Jiahao

                ที่สถานีกุ้ยหยางมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นมาในห้องของเราอีก 1 คน รูปร่างอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักเกิน แต่ไม่ถึงขั้นอ้วนพี เขานอนเตียงบนฝั่งเดียวกับผม พอรถไฟออกจากกุ้ยหยางคุณน้าข้าราชการถอดกางแกงสแล็กและเสื้อเชิ้ตขาวออก ปิดไฟหัวเตียงแล้วห่มผ้านอน

                ฝ่ายผู้ขึ้นมาใหม่หลังจัดระเบียบตัวเองเรียบร้อยก็ปิดไฟหัวเตียงเช่นกัน และหลังจากนั้นไม่นานก็ส่งเสียงกรน แต่ยังดีที่ไม่ดังมาก และบางช่วงเสียงกรนก็ขาดหายไป เข้าใจว่าเป็นตอนที่พลิกตัวนอนตะแคง ช่วงที่เสียงกรนหายไปนี้เป็นจังหวะที่ผมชิงลงมือหลับลงไปได้ในราวๆ เที่ยงคืน ตื่นขึ้นมาอีกทีตอนที่ฟ้ายังมืด ชายเตียงบนหายไปแล้ว

                ผมตื่นอีกครั้งเมื่อรถไฟเข้าใกล้หนานหนิง เห็นคุณน้าจากเฉิงตูนั่งอยู่ในชุดที่ใส่ก่อนนอนพร้อมขวดน้ำชา กล่าวขึ้นว่า “กู้ดมอร์นิ่ง” ภาษาอังกฤษคำแรกที่ได้ยินจากแก ตอนรถไฟจอดที่สถานีหนานหนิงตะวันออกผมเตรียมตัวจะลง แกบอกว่ายังไม่ถึง ต้องลงที่สถานีหนานหนิง (เฉยๆ) พอถึงสถานีหนานหนิงแกกางมือออก 2 ข้าง ดันมือขึ้นแล้วพูดว่า “อัพ” หมายถึงให้ลุก เป็นภาษาอังกฤษคำที่ 2 ที่แกพูดออกมา

                คุณน้าคว้าสูทที่แขวนไว้มาสวม ผายมือให้ผมเดินออกจากห้องก่อน ลงจากรถไฟแล้วผมเรียกแกว่า “เซอร์” ซึ่งก็คือ “ท่าน” งัดเอาประโยคภาษาจีนที่ท่องจำจากอินเทอร์เน็ตบอกคุณน้าไป แปลได้ว่าขอบคุณมากและขอให้โชคดี แกยกมือขึ้นทำสัญลักษณ์ว่าให้โทร.หา ก่อนเดินลับหายไปในคลื่นผู้คน

                ผมออกจากสถานีหนานหนิงไปเจอกับคณะมอเตอร์ไซค์ ไม่แน่ใจว่าเป็นมอเตอร์ไซค์รับจ้างหรือพวกทาบทามขายที่พักกินค่าคอมฯ ทั้งหมดไม่พูดจาหว่านล้อมหรือตามตื๊อ อาจรู้ว่าคนแบกเป้จากต่างแดนตื๊อไปก็ไร้ประโยชน์ ผมเห็นป้ายรถไฟใต้ดินก็ลงไป หยอดเงิน 2 หยวนลงตู้จำหน่ายตั๋วอัตโนมัติ นั่งไปยังสถานี Macun ออกเสียง “หม่าซุน” เดินขึ้นมาบนถนน แล้วตั้งหลักเดินหาตึก Nanhu No.6 แค่สองสามนาทีก็เจอ

                ที่พักของผมชื่อ South Face Hotel อยู่ชั้น 12 ของตึก เดินวน 1 รอบยังหาทางขึ้นไม่เจอ พอถึงรอบที่ 2 เห็นประตูเปิดอยู่บานหนึ่ง เดินตามคนอื่นเข้าไป กำลังจะขึ้นลิฟต์ก็มีเสียงจากด้านหลังดังขึ้นว่า “คนไทยหรือเปล่าครับ”

                ผมหันกลับไปมองต้นเสียง หน้าตาคล้ายคนไทย แต่คิดว่าอาจจะเป็นคนจีนที่พูดภาษาไทยได้ ดูแล้วออกไปทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บางประเทศมากกว่า ไม่ใช่ลาว ไม่ใช่เวียดนาม นอกนั้นเป็นได้หมด แต่สุดท้ายก็พบว่าเขาเป็นคนไทยจริงๆ

                ชายหนุ่มเฉลยว่าเจ้าของโฮสเทลเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกันจึงขอให้เขามารอรับผมในเช้าวันนี้ เขาชื่อ “ท็อป” อายุอยู่ในราวยี่สิบกลางๆ ถึงยี่สิบปลายๆ ตอนหลังทราบว่ามีชื่อจีนด้วย ชื่อ “เก๋าช่วย” เป็นแขกประจำของโฮสเทล ส่วนตัวเจ้าของนั้นไม่ได้พักอยู่ที่โฮสเทล จะเข้ามาในช่วงบ่าย

                ท็อปรู้ชื่อของผมล่วงหน้าจากเจ้าของโฮสเทล เขาพูดขึ้นว่าแค่รู้ชื่อก็ทราบว่าผมไม่ใช่วัยรุ่นคนหนุ่มอย่างแน่นอน สังเกตดูสีหน้าเขาไม่ได้เย้าแหย่หรือเล่นมุกใดๆ ผมยังไม่ทันได้จุกเสียดกับการถูกย้ำเตือนว่าอายุล่วงเลยวัยหนุ่มไปแล้ว ท็อปก็เดินนำไปเข้าอีกประตู ลิฟต์ที่ผมจะขึ้นตอนแรกไปไม่ถึงชั้น 12

                South Face Hotel มีขนาด 100 ตารางเมตร เดิมคงเป็นห้องอพาร์ตเมนต์ เจ้าของซื้อมาดัดแปลงทำเป็นโฮสเทล ผมไม่ได้เดินดูให้ละเอียด แต่เข้าใจว่ามีห้องนอนรวมหรือห้องดอร์มสำหรับผู้ชาย 2 ห้อง และสำหรับผู้หญิง 1 ห้อง ห้องน้ำแยกชาย-หญิง มีพื้นที่ส่วนกลางสำหรับดูทีวี เล่นเกม นั่งคุย ตกแต่งได้เรียบง่ายน่ารัก ระเบียงสำหรับตากเสื้อผ้าและสูบบุหรี่ ห้องครัว โต๊ะรับประทานอาหาร และพื้นที่ซักล้าง ผมสะดุดตาภาพถ่ายขาวดำขนาดใหญ่ของ “ออเดรย์ เฮปเบิร์น” เมื่อสมัยยังสาว ทำตาโตวาวเอามือเท้าคางวางพิงผนัง คิดในใจคนในสมัยนี้ที่ยังมีรูปเฮปเบิร์นย่อมมีรสนิยม

                ในห้องนอน 4 เตียงของผมมีฝรั่งนอนอยู่คนหนึ่ง เมื่อคืนนี้ท็อปก็นอนในห้องนี้ แต่เก็บของเรียบร้อยแล้ว เตรียมเดินทางไปอีกเมืองในตอนบ่าย ท็อปต้องนอนเพิ่ม 1 คืนเพื่อรอรับผมตามคำขอของเจ้าของ นี่ย่อมบ่งบอกถึงระดับความสนิทชิดเชื้อของพวกเขาเป็นอย่างดี และหากเขาไม่รอรับผมก็คงขึ้นตึกไม่ได้ เพราะตามระเบียบต้องกดหมายเลขห้องส่งสัญญาณขึ้นไปจากแผงตัวเลขหน้าประตู คนจากในห้องจึงสามารถกดปุ่มอนุญาตให้ขึ้นมาได้ เวลานี้เห็นมีหนุ่มฝรั่งนอนอยู่เพียงคนเดียว แถมยังหลับอุตุอีกต่างหาก


​​​​​​​เมืองโบราณเจิ้นหยวน ขุนเขาโอบล้อม แม่น้ำสีมรกตไหลผ่ากลาง สะพานเชื่อมสองฝังเมือง - Photo by Chen Jiahao

                ผมวางเป้ทั้ง 2 ใบลงบนเตียงล่างคนละฝั่งกับที่ฝรั่งนอนอยู่ สำรวจมุมต่างๆ ในที่พักนิดหน่อย แล้วท็อปก็ชวนไปกินติ่มซำที่ร้านในโรงแรมแห่งหนึ่ง คงเป็นร้านดัง เพราะลูกค้าเต็มร้าน มีหลายโต๊ะ ลักษณะเป็นโต๊ะจีนกลมๆ พนักงานแนะให้นั่งรวมกับหญิงชายคู่หนึ่ง มีเก้าอี้ว่างอีกหลายตัว แนะเสร็จเธอก็เดินหายไป พอเราจะนั่งฝ่ายชายพูดกับท็อปว่ากำลังจะมีคนมาเพิ่ม เราจำต้องเดินไปหาโต๊ะใหม่ ผมหันไปเห็นฝ่ายหญิงมองหน้าดุๆ ไปยังฝ่ายชาย อ่านความหมายได้ว่า ‘คุณมันตอแหล ไม่มีใครมาเพิ่มซะหน่อย’

                เราเดินหาโต๊ะว่างที่ยังไม่มีคนนั่งได้ในที่สุด ท็อปบอกว่าติ่มซำที่นี่จานใหญ่ เราจึงสั่งมาแค่ 4 อย่าง กับน้ำชา 1 กา ติ่มซำจานใหญ่จริงๆ สำหรับผมถือว่าอร่อยมาก ส่วนท็อปบอกว่าอร่อยในระดับหนึ่งเท่านั้น มีสามพ่อแม่ลูกมาขอนั่งด้วย เราเชิญให้นั่งด้วยความยินดี

                ท็อปเล่าให้ฟังว่าเขาเรียนจบและทำงานอยู่ที่เมืองไทยได้ช่วงหนึ่ง รู้สึกว่าเติบโตยาก นำเงินเก็บทั้งหมดบินมาเรียนภาษาจีนเพื่อยกระดับตัวเอง กลับไปสมัครงานกับบริษัทหนึ่งของไทยที่มีกิจการในมณฑลกว่างซีจ้วงด้วย จากนั้นถูกส่งมาประจำที่นี่ สมปรารถนาทุกประการ

                ก่อนจะกลับขึ้นตึกเราแวะซื้อของในมินิมาร์ทด้านล่าง ท็อปถามเด็กวัยรุ่นที่เป็นแคชเชียร์ว่าเหตุใดไม่ไปเรียนหนังสือ หากเป็นเมืองไทยอาจถูกมองว่ายุ่งเรื่องชาวบ้านได้ แต่หนุ่มน้อยก็ตอบกลับมาเหมือนตอบคำถามทั่วไปว่าจบชั้นมัธยมปลายก็เลิกเรียน บัดนี้อายุ 18 แล้ว

                เราซื้อขนมและเบียร์ชิงเต่าคนละกระป๋องขึ้นไปนั่งคุยกันบนระเบียงที่พัก โลกของโฮสเทลแห่งนี้เหมือนจะเพิ่งเริ่มเอาเมื่อตอนเวลาเที่ยงวัน บรรดาวัยรุ่นไม่รู้โผล่ออกมาจากไหน ผู้เข้าพักเจ้าของยิมออกกำลังกายวัยราวๆ 50 ปีเข้าร่วมวงสนนทนา ผู้หญิงเจ้าของโฮสเทลที่ผมเดาอายุไม่ถูกเข้ามาประจำการ 

                เรื่องราวมากมายกำลังเรียงรายรอเปิดเผย.

 









 

 

แกลลอรี่


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"