ปิดระบบขนส่ง บิ๊กตู่ขู่ถ้าสถานการณ์ยังไมดี่ขึ้น


เพิ่มเพื่อน    

 ผู้ติดเชื้อในไทยเพิ่มอีก 127 ราย ทำยอดรวมอยู่ที่ 1,651 ราย “กทม.-นนทบุรี” มีผู้ป่วยสูงสุด ตามด้วยภาคใต้ ศบค.บอกยังไม่มีล็อกดาวน์เพิ่ม แต่วอนเอกชนคำนึงเรื่องทำงานที่บ้าน-เหลื่อมเวลา “บิ๊กตู่” ติดหนวดให้มหาดไทยปิดทุกพื้นที่ พร้อมให้คมนาคมไปส่องเรื่องขนส่งสาธารณะในเมืองกรุงหลังพบยังใช้บริการหนาแน่น จ่อลดเที่ยวก่อนซัตดาวน์บริการหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ปลัด สธ.รับห่วงปัญหาขนส่งอาหาร-วินมอเตอร์ไซค์แพร่เชื้อ กำชับเว้นระยะห่าง หมอสุขุมเปิด 19 จังหวัดปลอดผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่

เมื่อวันอังคารที่ 31 มีนาคม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยใช้ระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เป็นครั้งที่ 2 ตรงนี้ทำให้เห็นภาพว่าท่านเองปรับเปลี่ยนวิธีการ สร้างระยะห่างทางบุคคล เพราะทำเนียบฯ มีคนจำนวนมากต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์ โดยนายกฯ ยังขอบคุณประชาชนที่สร้างปรากฏการณ์ปรบมือให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก 
    นพ.ทวีศิลป์ยังแถลงถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อในไทยว่า มีผู้ป่วยเพิ่ม 127 ราย ซึ่งกลุ่มใหญ่ 62 รายมาจากสนามมวย สถานบันเทิง และสัมผัสผู้ใกล้ชิด รวมทั้งผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 49 ราย เป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ และคนต่างชาติ โดยมีกลุ่มอาชีพเสี่ยง รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ จำนวน 3 ราย ซึ่งเกี่ยวโยงกับสัมผัสผู้ป่วย ซึ่ง สธ.จะหามาตรการป้องกันส่วนนี้ และอีก 16 คนรอสอบสวนโรค 
    “ยอดผู้ป่วยสะสม 1,651 ราย กระจายใน 61 จังหวัด เสียชีวิตเพิ่ม 1 คน เป็นผู้ป่วยชาย อายุ 48 ปี เป็นนักดนตรีทำงานใน กทม. มีโรคเบาหวานและมะเร็ง เริ่มป่วยตั้งแต่ 20 มี.ค. มีอาการไอ มีไข้ หลังกลับจาก กทม.ไปต่างจังหวัด โดยมีอาการรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนระบบหายใจล้มเหลว รวมยอดผู้เสียชีวิต 10 ราย ส่วนตัวเลขผู้ป่วยใน กทม.และนนทบุรียังเป็นตัวเลขที่สูงอยู่ 869 ราย ภาคตะวันออกเฉียง 77 ราย ภาคเหนือ 55 ราย ภาคกลาง 172 ราย ภาคใต้ 206 ราย”
    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังจากประกาศพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน 7 วัน หากร่วมมือดี ตัวเลขติดเชื้อใหม่ควรลดลง สำหรับ 3 วันนี้ที่ลดลงต่อเนื่อง นายกฯ พอใจในระดับหนึ่ง แต่ไม่นิ่งนอนใจ ยังไม่สามารถไว้วางใจสถานการณ์ทั้งหมดได้ ยังต้องติดตามตัวเลขอย่างใกล้ชิด และสั่งให้ปลัด สธ.ติดตามตัวเลขและรายงานสม่ำเสมอ โดยการปรับเปลี่ยนมาตรการอะไรจะเป็นไปตามข้อมูลของ สธ. ถ้าประชาชนให้ความร่วมมือ ตัวเลขลดลง จะไม่เพิ่มมาตรการ แต่ถ้าตัวเลขเพิ่มขึ้นมาตรการก็ต้องเข้มขึ้น เพื่อคุมให้เป็นศูนย์ให้หมด โดยตอนนี้ขอร้องให้งดเว้นไม่ให้มีการร่วมสังสรรค์หรือทำกิจกรรมบันเทิงทั้งสิ้น ส่วนการขอความร่วมมือถ่ายทอดสดมวย แข่งเรือเจ็ตสกี และกองถ่ายละคร เป็นการขอความร่วมมือ ซึ่งเป็นไปตามคำสั่งผู้ว่าฯ กทม. ตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. ย้ำว่าเป็นการขอความร่วมมือ แต่ถ้าท่านยังทำอยู่ถือว่ามีความเสี่ยง
    นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลเรื่องการใช้จ่ายงบกลางที่นำมาแก้ไขปัญหาโควิด-19 นั้น นายกฯ ให้ความสำคัญมาก โดยการจัดสรรงบกลางจะเป็นการเพิ่มค่าตอบแทนบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งค่าเสี่ยงภัย ค่าล่วงเวลา และการจัดสรรอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดย สธ.ได้รับไปดำเนินการในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ และเตรียมโรงพยาบาลสนาม นอกจากนี้ นายกฯ ยังได้ชื่นชมเพจอีเจี๊ยบเลียบด่วน ที่ออกมาโพสต์เตือนล่วงหน้าว่า วันที่ 1 เม.ย. เป็นวัน April Fool's Day หรือวันโกหก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของฝรั่ง แต่ของไทยอย่ามาโกหกในเรื่องที่เกี่ยวกับโควิด-19 เพราะจะมีความผิด โทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท ส่วนกระแสข่าวว่าจะชัตดาวน์หรือล็อกดาวน์ กทม.นั้น ยืนยันว่าเรายังใช้เฉพาะบางจุดตามประกาศเดิม ยังไม่มีข้อสั่งการเพิ่มเติมจากนายกฯ
    “เอกชนที่ยังให้ลูกจ้าง พนักงานมาทำงานตามปกติ ทั้งที่บางงานสามารถทำที่บ้านได้นั้น ขอให้ประเมินว่าการนำคนมารวมกันกับการกระจายงานให้ไปทำ อันไหนเสี่ยงกว่ากัน เชื่อว่าผู้บริหารคงเข้าใจตรงนี้ และพิจารณาได้ว่าทำแบบไหนจะมีผลเสียมากกว่ากัน คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะให้ทำงานที่บ้านหรือทำงานเหลื่อมเวลา”
    ในเวลา 13.25 น. พล.อ.ประยุทธ์แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ผ่านไลฟ์สดทางเพจเฟซบุ๊กไทยคู่ฟ้า ว่าที่ผ่านมาเป็นเวลา 7 วันแล้วที่คนใน กทม.เดินทางกลับต่างจังหวัด สถานการณ์ตัวเลขผู้ติดเชื้อมีแนวโน้มสูงขึ้น วันนี้อยากกราบเรียนว่า การที่ตรวจสอบแล้วพบว่ามีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ก็เป็นมาตรการที่ทำให้เห็นอีกแง่มุมหนึ่งว่ามีการตรวจสอบคัดกรองมากยิ่งขึ้น ประชาชนที่รู้ว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงเข้าพบแพทย์มากขึ้น ทำให้มีโอกาสตรวจพบเชื้อได้มากยิ่งขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเข้าใจ ใครที่ไม่ได้ใกล้ชิดกลุ่มเสี่ยง หรือเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงที่ดูแลตัวเองดีแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตรวจ เพราะเรามีความจำเป็นต้องควบคุมการใช้จ่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อให้เพียงพอกับผู้ที่ติดเชื้อหรือมีความเสี่ยง 
    พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในส่วนของการปรับมาตรการต่างๆ ได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งรับผิดชอบตามกฎหมาย ร่วมกับกระทรวงอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีอำนาจพิจารณาทั้งเรื่องการห้ามประชาชนเข้า-ออกพื้นที่ในจังหวัดที่มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น หรือพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดก็มีการปิดหลายสถานที่ ห้ามจำหน่ายสุรา ห้ามเล่นกีฬา ในเรื่องของการพนัน มีมาตรการเด็ดขาดต้องถูกลงโทษตามกฎหมายในทุกพื้นที่ โดยได้สั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร พลเรือน ตรวจสอบเรื่องเหล่านี้อย่างเต็มที่ ส่วนการเดินทางของประชาชนออกนอกเขต นอกจังหวัด วันนี้หลายคนก็เป็นห่วง อยากให้ปิด อยากให้หยุด อยากให้อะไรต่างๆ เราก็ต้องดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลายอย่างด้วย โดยเฉพาะการจับจ่ายซื้อหาสินค้า ทุกคนต้องระมัดระวังตัวเอง รัฐบาลก็เน้นให้บริการแกร็บ ไลน์แมน มีการตรวจสอบการติดเชื้อของผู้ให้บริการเหล่านี้ด้วย และอย่าไปแออัดในร้านค้าที่รับของไปส่งด้วย เพราะจะนำการแพร่เชื้อไปสู่ผู้บริโภค ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและผู้อื่นเสมอ 
จ่อชัตดาวน์ขนส่งสาธารณะ
“การเดินทางได้ให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณา หากยังมีการเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นจำนวนมากอยู่ ซึ่งเราก็เข้าใจถึงความสะดวก แต่บางคนก็ใช้โดยไม่จำเป็น จึงได้ให้ไปดูว่าการให้บริการขนส่งต่างๆ ของภาครัฐจะทำอย่างไร จำเป็นต้องลดจำนวนลงหรือไม่ หรือกำหนดให้บริการกี่เที่ยวต่อวัน ในเมื่อให้ทำกันเองแล้วยังไม่เรียบร้อยไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ต่อไปต้องเจอสถานการณ์การลดให้บริการทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร หรือรถเมล์ ก็จำเป็นต้องลดเที่ยวให้บริการ จนกว่าจะเรียบร้อย ถ้ายังไม่เรียบร้อยอีกก็จะหยุดให้บริการทั้งหมด" พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
      นายกฯ กล่าวว่า ส่วนการประเมินผลด้านต่างๆ หลังประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินนั้น ได้ประเมินผลทุกสัปดาห์อยู่แล้ว ทั้งในที่ประชุม ครม.และที่ประชุมอนุกรรมการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 ที่มีนายกฯ เป็นผู้นำอยู่แล้ว มีการทบทวนทุกสัปดาห์ โดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจตามกฎหมายใช้ได้ 3 เดือน แต่วันนี้ประกาศใช้ 1 เดือนก่อน หากประเมินผลแล้วถ้ายังจำเป็นก็จะประกาศต่อในเดือนที่ 2 และเดือนที่ 3 โดยมาตรการเข้มข้นขึ้นตามลำดับ เพราะฉะนั้นเวลานี้ยังไม่มีแนวโน้มจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ทั้งนี้จะให้หน่วยงานไปพิจารณาเรื่องอะไรที่ทำแล้วได้ผลและดีขึ้น อาจผ่อนผัน แต่ถ้าอันไหนยังไม่ดีขึ้น ก็เข้มงวดมากขึ้น 
        พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า สำหรับมาตรการควบคุมคนต่างประเทศที่เข้ามาในไทย วันนี้มีเฉพาะที่มีการทำงานในไทยอยู่แล้วเท่านั้น แต่ในส่วนอื่นๆ หากเข้ามาโดยเฉพาะจากประเทศกลุ่มเสี่ยงต้องเข้าสู่มาตรการกักตัว 14 วัน ทั้งสถานที่ของรัฐและที่บ้าน โดยมีเจ้าหน้าที่ดูแล และเมื่อสู่ภูมิลำเนาทุกคนต้องถูก สธ.บันทึกข้อมูลโดยร่วมกับ มท. ผ่านแอปพลิเคชันติดตามตัวควบคุมยังถิ่นที่อยู่อาศัย 
       นายกฯ ยังกล่าวว่า วันนี้ต้องขอโทษด้วยที่ขยับหน้ากาก เพราะรู้สึกหน้ากากไม่เข้ากับจมูกเท่าไหร่ ขยับอยู่เรื่อยเวลาพูด ทำให้อาจพูดเสียงดังไปนิด ต้องขอโทษด้วย จะระมัดระวังตัวเองให้มากที่สุด ขอบคุณ ด้วยความรักความห่วงใยจากนายกฯ รัฐบาล ถึงประชาชนทุกคนที่พำนักอาศัยในไทย ขอบคุณ ขอให้ดูแลซึ่งกันและกันให้ดีที่สุด
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯ ได้เดินกลับมายังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า โดยระหว่างที่เดินไปทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูส่งให้ช่างภาพกับสื่อมวลชน ที่อยู่หน้าห้องทำงานผู้สื่อข่าว 2 ติดกับประตู 1 ทางเข้าทำเนียบรัฐบาล
    นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้เฝ้าระวังกิจกรรมที่มีลักษณะการรวมกลุ่มทุกกิจกรรม โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เข้มงวดในการออกอากาศรายการมวยทางโทรทัศน์ สั่งการให้สํานักงานตํารวจแห่งชาติ (สตช.) เข้มงวดในการควบคุมผู้ขับขี่จักรยานยนต์รับจ้าง หรือวินมอเตอร์ไซค์ สวมใส่หน้ากากอนามัย ปฏิบัติตามคำแนะนำของ สธ. พร้อมกำชับแผนการแจกจ่ายหน้ากากอนามัยต่อวันในช่วง 5 วันนี้เป็นการชั่วคราว จากจำนวนการผลิตหน้ากากอนามัยที่กระทรวงพาณิชย์สามารถจัดหาได้ 2.3 ล้านชิ้นต่อวัน จากการผลิตทั้ง 11 บริษัท ให้จัดสรรให้ มท. 8 แสนชิ้น และ สธ. 1.5 ล้านชิ้น 
    มีรายงานข่าวว่า พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รองผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบกเพื่อรับทราบสถานการณ์โควิด-19 โดยเน้นย้ำให้ทุกหน่วยต้องติดสถานการณ์ และสร้างการรับรู้ความเข้าใจ การสื่อสารผ่านทางไลน์ หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (นขต.ทบ.) นอกจากนี้รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติใช้แผนพิทักษ์มาตุภูมิ โดยใช้แนวทาง จ.ชลบุรี เป็นโมเดล ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและภาคีในพื้นที่ เพื่อระดมทุนเป็นค่าใช้จ่ายให้ผู้ที่ถูกกักตัวอยู่ที่บ้าน รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กำนัน โรงพยาบาลสุขภาพประจำตำบล ตำรวจและทหาร ใช้ส่วนรวมในการตรวจคัดกรอง
    พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงภาพรวมการตั้งด่านรอบพื้นที่รอยต่อ กทม.หลังครบสัปดาห์ ว่าทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ประชาชนให้ความร่วมมือ ซึ่ง สตช.พยายามสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นให้กับข้าราชการตำรวจที่ออกปฏิบัติหน้าที่ใช้อย่างเพียงพอ เพราะตำรวจประจำด่านคัดกรองและตามพื้นที่ต่างๆ ต้องสัมผัสกับประชาชนจำนวนมาก ส่วนกระแสข่าวปิด กทม. หรือล็อกดาวน์นั้น ผบ.ตร.กล่าวว่า ตำรวจพร้อมปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่แล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ทราบเรื่องนี้ เพราะการล็อกดาวน์เป็นอำนาจของรัฐบาล และผู้ว่าฯ เป็นผู้พิจารณา
    ด้าน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แม้วันนี้มีผู้ป่วยใหม่เพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้สูงเกินความคาดหมาย มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น 8% ขณะที่ผู้ป่วยรักษาหายดีกลับบ้านได้เกือบ 100 ราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้แม้มีปัญหาโควิด-19 แต่คนไทยให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคมมากถึง 70% แต่ขอให้เพิ่มเป็น 90% ให้ได้ เพื่อให้ระบบสาธารณสุขเพียงพอรองรับผู้ป่วย โดยกราฟของไทยดูดีกว่าประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งเป็นผลมาจากการควบคุม ปิดสถานที่เสี่ยงใน กทม.และต่างจังหวัด แต่ก็ยังวางใจไม่ได้หากเราช่วยกันปรับพฤติกรรมในช่วง 4-5 วัน  ไม่จำเป็นอย่าออกจากบ้าน อย่าจัดสังสรรค์ปาร์ตี้ เราจะไม่ไปถึงแบบสหรัฐอเมริกาหรือยุโรป
    "วันนี้แม้ประชาชนให้ความร่วมมือเว้นระยะห่างทางสังคม แต่ยังมีการออกนอกบ้านอยู่ถึง 50% สธ.กำลังเฝ้าดูเป็นพิเศษ ในกลุ่มคนส่งอาหารถึงบ้าน โดยขอให้ปฏิบัติตามมาตรฐานอยู่ห่างกันเกิน 2 เมตร ถ้าสถานประกอบการไม่มีการดูแลมาตรฐาน ปล่อยให้ยืนออหน้าร้าน ไม่ดูแลความสะอาด จะถูกควบคุมเพิ่มเติม หรือถูกปิดร้าน ขอให้ออกบัตรคิวให้เรียบร้อย" นพ.สุขุมกล่าว 
เปิด 19 จังหวัดปลอดไวรัส
ปลัด สธ.กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ในช่วง 7 วัน และ 14 วัน รวม 19 จังหวัด โดยมี 4 จังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยใน 7 วัน คือ เพชรบูรณ์, ยโสธร, ลพบุรี และสุโขทัย และจังหวัดที่ไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ใน 14 วันล่าสุด คือ กำแพงเพชร, ชัยนาท, ตราด, นครนายก, น่าน, พังงา, พิจิตร, ระนอง, ลำปาง, สกลนคร, บึงกาฬ, สตูล, สมุทรสงคราม, อ่างทอง และสิงห์บุรี  โดยบางจังหวัดรักษาจนหายกลับบ้านได้ ส่วนเรื่องหน้ากากอนามัยที่กำลังมีปัญหาคือ N95 ซึ่งขาดแคลน โดยสั่งนำเข้าตั้งแต่เดือน ม.ค. จำนวน 200,000 ชิ้น ขณะนี้ได้รับมาเพียง 12,000 ชิ้น จึงได้สั่งนำเข้าจากรัฐบาลจีน 1  ล้านชิ้น โดย สธ.ได้รับอนุมัติงบกลาง 1,500 ล้านบาท
    นพ.ธนรักษ์ ผลิพัฒน์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงการคาดการสถานการณ์ว่า อย่ามองที่ตัวเลขเป็นหลัก เหตุผลที่เราทำค่าประมาณการเพื่อวางแผน เตรียมอุปกรณ์ เตียง หอผู้ป่วย และเวชภัณฑ์ คำนวณโดยนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ว่าถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ภายในสิ้นเดือน เม.ย. เราจะมีผู้ป่วย 20,000-25,000 ราย ซึ่งถ้าทุกคนมีการเว้นระยะห่างทางสังคม 50% จะมีผู้ป่วยเพียง 15,000-17,000 คน และถ้าทุกคนทำได้ 80% จะมีผู้ป่วยเพียง 7,000 คน ซึ่งห่างจากตัวเลขที่บอกว่าถ้าไม่ปิดเมืองไม่ ปิดประเทศ เราจะมีผู้ป่วยติดเชื้อ 350,000 คน ตาย 7,000 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าความเป็นจริงทุกตัว ตอนนี้ยังไม่ปิดเมือง ปิดแค่สถานที่บางแห่ง ทุกคนยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เราต้องการให้คนออกจากบ้านน้อยลงเพื่อประคับประคองสถานการณ์ ทำให้ผู้ป่วยรายใหม่ลดลง
    "ถามว่าการประมาณการตัวเลขให้เยอะเพื่อให้คนตกใจ ดีหรือไม่ ผมมองว่าการขู่ให้คนกลัวโรคภัยไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง พอคนกลัวจะเกิดความวิตกกังวล และจะไม่ปฏิบัติตัวอย่างมีเหตุผล รังเกียจและตีตรากัน เหมือนกรณีบางบอน คนไข้ก็ไม่ยอมเปิดตัว ปกปิดข้อมูล ยิ่งสร้างความกลัวจะเพิ่มโอกาสให้โรคแพร่ระบาด  วิธีที่ถูกต้องคือให้ความจริง ทำให้เกิดปัญญา สติและความตระหนักรู้ จะพาเราผ่านวิกฤติไปได้ ไม่ใช่ความกลัว ดังนั้นจึงต้องให้ความจริงมากที่สุด เพื่อเราก้าวผ่านสถานการณ์นี้ไปให้ได้" นพ.ธนรักษ์กล่าว
ชี้กะเพราไล่โควิดมั่ว
รองธิบดีกรมควบคุมโรคยังถึงกระแสแขวนกะเพราหน้าบ้านป้องกันโควิด ว่าแขวนอะไรก็ไม่ช่วย สิ่งเดียวที่ช่วยได้คือวิธีปฏิบัติตัว หลีกเลี่ยงการเข้าไปสถานที่แออัด เครื่องรางของขลังอย่าไปหวัง ควรหวังให้เราปลอดภัยจากวิธีปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง ส่วนกระแสข่าวที่ระบุว่าเชื้อโควิดแพร่ระบาดจากการสวมรองเท้าเข้าบ้านนั้น การรับเชื้อโควิดเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการหายใจ จากการรับเชื้อโดยตรงจากผู้ไอจาม หรือใช้มือเปื้อนเชื้อไปสัมผัสตา จมูก และปาก แม้การใส่รองเท้าเข้าบ้านอาจเป็นตัวกลางนำเชื้อเข้าบ้าน แต่ถ้าเราล้างมือบ่อยๆ จะหยุดการแพร่ระบาดและการรับเชื้อได้
    วันเดียวกัน ที่ สตช. พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้นำอุโมงค์ฆ่าเชื้อโควิด-19 แบบอัตโนมัติมาใช้เป็นวันแรก โดยอุโมงค์นี้ทำงานโดยระบบเซ็นเซอร์ใบหน้า เมื่อเดินเข้าภายในอุโมงค์ระบบจะพ่นละอองน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนที่กล้องอินฟราเรดจะวัดอุณหภูมิ พร้อมแสดงผลที่หน้าจอมอนิเตอร์ หากพบมีอุณหภูมิเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จะมีการซักประวัติ และไม่อนุญาตให้เข้าภายในอาคาร ส่วนผู้ที่ผ่านอุโมงค์ฆ่าเชื้อนี้แล้ว และอุณหภูมิไม่เกินกว่าที่กำหนด จะได้รับสติกเกอร์แสดงว่าผ่านการตรวจแล้วก่อนเข้าอาคาร และทุกคนจะต้องติดบัตรแสดงตัวตน ทั้งนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ได้ทดลองใช้อุโมงค์ฆ่าเชื้อด้วยตนเอง และตรวจวัดอุณหภูมิได้ 36.5 องศาเซลเซียส พร้อมกล่าวว่า วันนี้มีการใช้งานอุโมงค์ฆ่าเชื้อเป็นวันแรก ส่วนจะมีการขยายใช้ไปยังอาคารอื่นอีกหรือไม่ ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง       
    สำหรับความเคลื่อนไหวและบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล หลังพบมีบุคลากรสาธารณสุขซึ่งเดินทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล โดยเป็นฝ่ายประสาน ศบค.ติดเชื้อโควิด-19 ซึ่งอยู่ระหว่างสอบสวนโรคผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าวนั้น โดยวันที่ 31 มี.ค. การประชุม ครม.ยังมีตามปกติ โดย พล.อ.ประยุทธ์ประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ไปยังรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง โดยที่ทำเนียบฯ มีเพียง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์, นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เท่านั้น 
    ขณะที่ นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า หลังตรวจพบมีบุคลากร สธ.ประสานงาน ศบค. ติดเชื้อโควิด-19 เบื้องต้น นายประทีป กีรติเรขา รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ศบค. ได้สั่งการให้ทำความสะอาดและฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อที่ ศบค. ตึกสันติไมตรีแล้ว
     นางนฤมลกล่าวว่า ได้มีการขอความร่วมมือไปยังบรรณาธิการข่าวแต่ละสำนักข่าวเพื่อขอความร่วมมือไม่ส่งผู้สื่อข่าวมาทำข่าวที่ทำเนียบฯ เพราะภายในทำเนียบฯ มีการแถลงข่าวหลักๆ คือ ศบค.เท่านั้น ซึ่งสามารถเกี่ยวสัญญาณจากช่อง NBT หรือเพจไทยคู่ฟ้า และทางสำนักโฆษกฯ ก็จะอำนวยความสะดวกในการส่งภาพทาง Google Drive หรือผ่านเว็บไซต์ของทำเนียบรัฐบาล รวมไปถึงช่องทาง LINE Group ของสื่อทำเนียบรัฐบาล เพื่อความปลอดภัยของสื่อมวลชนและผู้ที่มาปฏิบัติภารกิจที่ทำเนียบฯ
    ทั้งนี้ การปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนภายในทำเนียบฯ นั้น ปรากฏว่ามีจำนวนน้อยลง บางสำนักมีมาตรการให้ทำงานที่บ้านและลดจำนวนทีมลง จากปกติที่มีสื่อจำนวนมาก โดยบางส่วนติดตามข่าวผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ แทน รวมถึงเจ้าหน้าที่ทำเนียบฯ ได้จำกัดพื้นที่สื่อมากขึ้นให้อยู่เฉพาะบริเวณหน้าห้องผู้สื่อข่าวให้ติดตามการแถลงข่าวผ่านการถ่ายทอดสดทางเพจเฟซบุ๊กไลฟ์ไทยคู่ฟ้าและช่องทางต่างๆ.


 ยินดีกับ "โอ๊ค-พานทองแท้" เขาหน่อย! เพราะเมื่อวาน (๒๘ พ.ค.๖๓) มีรายงานอ้าง "แหล่งข่าว" เผยแพร่ ว่าคดีร่วมกันฟอกเงินทุจริตปล่อยกู้แบงก์กรุงไทย ๑๐ ล้านบาท ที่ "โอ๊ค-พานทองแท้" เป็นจำเลย และศาลชั้นต้นยกฟ้องไปเมื่อ ๒๕ พ.ย.๖๒ 

ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"