'บิ๊กแป๊ะ'เฉียบสั่งฟันทุกข้อหา ฉกฉวยก่อเหตุซ้ำเติม'โควิด'


เพิ่มเพื่อน    

 

        เกือบทุกพื้นที่กลายเป็นสีแดง การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของไทย ล่าสุดตัวเลขยอดสะสมกว่า 1,875 ราย เสียชีวิต 15 ราย ส่วนตัวเลขผู้ติดเชื้อทั่วโลกใกล้ทะลุล้านแล้ว สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติ หลายประเทศสั่ง “ล็อกดาวน์” ประกาศเคอร์ฟิวประชาชนห้ามออกจากบ้าน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส โดยใช้กฎหมายเป็นข้อบังคับ ใครฝ่าฝืนโทษสถานหนัก

                ส่วนไทยประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลายฉบับ ทั้งข้อห้ามและข้อปฏิบัติ โดยเฉพาะการเดินทางของผู้คนที่อาจเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสไปแพร่ระบาด ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ เพราะพบว่าหลังจากมีประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ได้มีประชาชนเดินทางออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่มีการแพร่ระบาดเป็นจำนวนมาก ซึ่งก็เป็นจริงพบว่าเกือบทุกจังหวัดมีผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดเพิ่มขึ้นทุกวัน และกราฟแสดงการติดเชื้อที่กระทรวงสาธารณสุขชี้แจงยอดตัวเลขของผู้ที่ติดเชื้ออยู่ต่างจังหวัดมากกว่าที่กรุงเทพฯ แล้ว

                ถึงแม้จะมีคำสั่งตั้งด่านตรวจคัดกรองทั่วทุกประเทศ แต่มันช้าไปก้าวหนึ่ง ผู้ที่ติดเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการ หรือยังไม่ได้รับการตรวจเชื้อได้แพร่กระจายไปอยู่เกือบทุกพื้นที่ทั่วประเทศ เมื่อครบกำหนดการฟักตัว ตัวเลขการติดเชื้อถึงพุ่งขึ้นทุกวัน รัฐบาลต้องทำงานอย่างหนักหามาตรการเพื่อให้คนอยู่กับที่ ทั้งขอความร่วมมือและออกเป็นข้อกฎหมายรองรับ แต่สถานการณ์ยังไม่สู้ดี เมื่อยังมีผู้ฝ่าฝืนเอาตัวเองเป็นที่ตั้งแอบมั่วสุมจัดปาร์ตี้

                ทุกหน่วยงานภาครัฐบูรณาการกำลังสู้กับไวรัสโควิด-19  โดยเฉพาะบุคลากรการแพทย์ ทำงานอย่างหนักแทบไม่ได้พัก  เสี่ยงต่อการติดเชื้อ เพราะบางโรงพยาบาลอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ขาดแคลนไปตั้งแต่หน้ากากอนามัย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าคิดและต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุด “นักรบเสื้อกาวน์” คือด่านหน้าที่ควรได้รับการยกย่องเขาเหล่านั้นอุทิศกายอุทิศใจเพื่อดูแลอีกหลายชีวิต

                “ตำรวจ” เป็นอีกหน่วยงานที่สนับสนุนเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ แต่หลังจากที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ยังมีประชาชนบางส่วนที่ยังคงฉวยโอกาสกระทำความผิด หรือก่ออาชญากรรมที่เป็นการเอารัดเอาเปรียบและซ้ำเติมประชาชน  “บิ๊กตู่” พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการมายัง “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย ให้ดำเนินการปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดอย่างเด็ดขาด

                “บิ๊กแป๊ะ” พล.ต.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร. มีหนังสือวิทยุในราชการ ตร.ด่วนที่สุด ที่ 0007.35/922 ลงวันที่ 30 มี.ค. ถึงผู้รับปฏิบัติ ผบช.น. ภ.1-9 ก. ปส. ทท. สตม. ส. ตชด. และ สยศ.ตร. ผู้รับทราบ นรม. และ มรว.กห. จตช. รอง ผบ.ตร. และผู้ช่วย ผบ.ตร. หรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า ใจความว่า

                1.อ้างถึง 1.1 คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 76/2563 เรื่องจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยมี นรม. เป็นประธาน เพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการเร่งด่วนในการบริหารสถานการณ์ เพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอันเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)   1.2 ข้อสั่งการ นรม. ในการประชุมบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา เมื่อวันจันทร์ที่ 30 มี.ค.63  เวลา 09.30 น. ณ ทำเนียบรัฐบาล ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการตามมาตรการด้านการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมและบังคับใช้กฎหมายในห้วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่เกิดขึ้น

                2.ด้วยปัจจุบันข้าราชการตำรวจมีภารกิจในการสนับสนุนเพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งอาจทำให้ผู้ไม่หวังดีฉวยโอกาสกระทำความผิด สร้างความเดือดร้อนและซ้ำเติมประชาชน ดังนั้นเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงให้ทุกหน่วยดำเนินการดังนี้ 2.1 ให้เพิ่มความเข้มในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อเป็นการตัดช่องโอกาสในการกระทำความผิดของมิจฉาชีพและผู้ไม่หวังดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน เช่น การรวมตัวแข่งรถในทาง การขับขี่รถขณะเมาสุรา หรือการประทุษร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน 2.2 สภาพปัญหาเศรษฐกิจทำให้เกิดอัตราการว่างงาน ส่งผลต่อแนวโน้มของการเกิดอาชญากรรมที่เพิ่มมากขึ้น จึงให้ทุกหน่วยดำเนินมาตรการในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมให้มีประสิทธิภาพ

                2.3 ดำเนินการอย่างเฉียบขาดกับผู้ที่ก่ออาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมประชาชนทุกประเภท เช่น การกักตุนสินค้าและบริการ การกู้ยืมเงินโดยมีอัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ เช่น หลอกลวงขายสินค้าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การเผยแพร่หรือส่งต่อข่าวปลอม (Fake News) 2.4 บังคับใช้กฎหมายให้เป็นไปตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการฯ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงแจ้งมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด

                “บิ๊กเบิ้ม” พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย กระบอกเสียงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาย้ำเตือนมายังมิจฉาชีพ ผู้ไม่หวังดี หรือผู้ที่ยังคงมีการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย เช่น ยังคงฝ่าฝืนประกาศตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ การลักลอบเปิดสถานบริการ การรวมกลุ่มเล่นการพนัน การรวมตัวแข่งรถในทาง หรือการขับขี่รถขณะเมาสุรา รวมไปถึงมิจฉาชีพที่ฉวยโอกาสก่ออาชญากรรมเอารัดเอาเปรียบซ้ำเติมประชาชนในทุกรูปแบบ เช่น กักตุนสินค้าและบริการ การกู้ยืมเงินเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด การหลอกลวงประชาชนในรูปแบบต่างๆ หรือการหลอกลวงขายสินค้าทางสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น ขอให้หยุดการกระทำในทันที

                นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้กำหนดแนวทางให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกสถานี กรณีดังกล่าวถือเป็นคดีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ที่ต้องดำเนินการด้วยความรวดเร็ว และให้รีบเสนอสำนวนมีความเห็นเสนอพนักงานอัยการสั่งฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลลงโทษในสถานหนักและไม่รอการลงโทษ ในส่วนของกลางขอให้ศาลมีคำสั่งริบตามกฎหมาย และผู้กระทำความผิดที่มีประวัติเกี่ยวกับการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าวมาก่อน ขอให้ลงโทษสถานหนักด้วย

                “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นให้เป็นไปตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ รวมทั้ง พ.ร.บ.ที่มีโทษทางอาญาอื่นๆ  เช่น พ.ร.บ.โรคติดต่อฯ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ขอความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลและคำแนะนำด้านการแพทย์และสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด หากพบว่ามีการฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด”

                ในเมื่อยังมีการฉกฉวยซ้ำเติมกับผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน การบังคับใช้กฎหมาอย่างเด็ดขาดจึงจะได้ผล เป็นยาแรงกำราบเหล่ามิจฉาชีพ เช่นเดียวกันกับพวกนายทุน นักการเมืองสีเทาบางคนที่ฮั้วกันกักตุนสินค้าต้องถูกกระชากหน้ากากเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างเช่นเดียวกัน.   


"การบินไทย".....ยื่นคำร้องขอทำ "แผนฟื้นฟูกิจการ" ต่อศาลล้มละลายกลางเรียบร้อยแล้ว เมื่อวาน (๒๖ พ.ค.๖๓)วันนี้ ๒๗ พ.ค.ศาลฯ นัดฟังคำสั่ง!

อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"
"การบินถึงการพรรคพปชร."
การบินไทย"ตายแล้วฟื้น"