กทม.ติดเชื้อเกินพัน ยอดสะสม2,169รายดับ23/‘158ชีวิต’หนีกักตัวรายงานครบแล้ว


เพิ่มเพื่อน    

 "บิ๊กตู่" สั่งจูนการสื่อสาร ศบค.ให้กระชับไม่ซ้ำซ้อนทันเหตุการณ์ ห่วงเด็ก สั่ง "ณัฏฐพล"  วางมาตรการการเรียนการสอนชง ครม.อังคารนี้ เรียก "สมคิด-อุตตม-ผู้ว่าฯ ธปท." ถกคืบหน้างบฯ รับมือโควิด จับตา พ.ร.ก.ช่วยผู้มีรายได้น้อย ศบค.พบผู้ป่วยใหม่ดีดขึ้น 102 สะสม 2,169 เสียชีวิตรวม 23  ราย กทม.ติดเชื้อทะลุ 1 พัน ส่วน 158 คนไทยกักตัวหมดแล้ว ยันคนกลับจากต่างประเทศต้องกักตัว 100% ถ้าไม่ยอมก็อดเข้าประเทศ หวั่นคุมไม่ดี 1-2 วันจะเป็น Super Spreader เผยดำเนินคดีพวกแหกเคอร์ฟิว 325 คน "อนุทิน" แจงซื้อยาฟาวิลาเวียร์จากจีนเพราะได้ของเร็ว รอญี่ปุ่นบริจาคยังไม่ชัดเจน

    เมื่อวันอาทิตย์ เวลา 09.30 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 หลังมีการประกาศเคอร์ฟิวและการแก้ไขปัญหาหลังเกิดความวุ่นวายที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ทั้งหมดได้เข้ารายงานตัวครบทั้งหมดแล้ว และได้มีการหารือกับ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน  โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.  นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และฝ่ายที่เกี่ยวข้องที่ห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อปรับการสื่อสารให้เป็นทิศทางเดียวกัน กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนและทันเหตุการณ์ 
    รวมถึงนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้เข้าหารือนายกฯ ถึงมาตรการรับมือการเรียนการสอนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ยังแพร่ระบาด โดยนายณัฏฐพลเปิดเผยว่า นายกฯ ได้ให้นโยบายเรื่องของการเรียนการสอนในช่วงวิกฤติโควิด-19 เพื่อเชื่อมโยงมาตรการรับมือในอนาคต เนื่องจากนายกฯ เป็นห่วงเด็กๆ และให้ครูมีเวลาปรับตัว อย่าไปคิดว่าจะมีวัคซีนเมื่อไหร่ เพราะการศึกษาหยุดรอไม่ได้ ต้องวางแผน อยากให้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ทั้งครูอาจารย์และนักเรียน นักศึกษา โดยให้หาแนวทางที่เหมาะสมและคุ้มค่า โดยนำระบบออนไลน์เข้ามาใช้ โดยนายกฯ ให้ไปดูว่ามีอะไรที่จำเป็นบ้าง อย่างเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ อุปกรณ์การเรียนการสอน เพื่อเตรียมให้พร้อม การใช้งบประมาณต้องคุ้มค่า โปร่งใส มีประสิทธิภาพ สำคัญอย่าให้เป็นภาระผู้ปกครองโดยไม่จำเป็น อย่าสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรายละเอียดมาตรการการเรียนการสอน จะเสนอเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 7 เม.ย.
    ต่อมาเวลา 12.15 น. นายกฯ ได้เรียกนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง และนายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าหารือติดตามความคืบหน้าการกำหนดรายละเอียด ผลจากการหารือ ครม.นัดพิเศษ ในการวางมาตรการเยียวยาและดูแลระบบเศรษฐกิจระยะที่ 3 ที่เห็นชอบหลักการมาตรการชุดพิเศษที่จะใช้วงเงินดำเนินการทั้งสิ้นคิดเป็น 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ผ่านการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) 3  ฉบับ เป็นของ ธปท. 2 ฉบับ ได้แก่ พ.ร.ก.ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) พ.ร.ก.ให้อำนาจธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าไปซื้อตราสารหนี้เอกชนที่ครบกำหนด โดยใช้เงินของ ธปท.เอง ส่วนกระทรวงการคลังจะออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน ส่วนจะเป็นวงเงินเท่าไหร่จะต้องไปดูผลจากการให้ทุกกระทรวงตัดงบประมาณ 10% เฉพาะงบส่วนที่ตัดได้โดยไม่เกี่ยวเงินเดือนและค่าจ้างก่อน
    โดย พ.ร.ก.ที่จะเสนอที่ประชุม ครม.วันอังคารนี้ ขอให้กระทรวงการคลังและ ธปท.เร่งทำรายละเอียดให้ครอบคลุมทุกมิติ ช่วยผู้มีรายได้น้อยที่ตกงานขาดรายได้ให้มีเงินประทังปากท้อง ลดภาระหนี้เกษตรกร สร้างงานในพื้นที่รองรับคนอพยพกลับบ้าน โดยยึดศาสตร์เศรษฐกิจพอเพียง ขณะเดียวกันก็ช่วยพยุงผู้ประกอบการให้เดินหน้าธุรกิจไม่หยุดจ้างงาน เป็นหลังพิงให้ภาคการเงินการธนาคารเพื่อเศรษฐกิจขับเคลื่อนต่อไปได้
    ด้าน นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค.แถลงว่า นายกรัฐมนตรีติดตามเรื่องการติดตามตัว 158  คนไทย โดยสั่งการทุกหน่วยงานให้ทำงานอย่างบูรณาการ ซึ่งติดตามตัวมาได้ครบทุกคนแล้ว ทุกคนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีขอบคุณทั้ง 158 คนไทยที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีและทุกภาคส่วนที่ร่วมมือกัน ทั้งนี้ ตัวเลขล่าสุดที่เข้ามารายงานตัวจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกในต่างจังหวัด  65 คน 27 จังหวัด แบ่งสถานที่กักตัวเป็น 3 ส่วน ได้แก่ โรงพยาบาล โรงแรมหรือรีสอร์ต และสถานที่ราชการ ส่วนใน กทม.และปริมณฑล รายงานตัว 93 คน เข้าพักที่โรงแรมใน กทม. 2 แห่ง ยืนยัน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะเข้าไปดูแลอย่างดี มั่นใจได้ว่าหากติดเชื้อก็จะดูแลอย่างดี ไม่ให้มีการแพร่กระจายเชื้อ โดยมีผู้ตรวจราชการของ สธ.นำทีมเข้าไปคัดกรอง และที่พบก่อนหน้านี้ว่า 3 รายมีอาการป่วยนั้น มี 1 รายที่รายงานตัวแล้ว อีก 2 รายยังสอบสวนหาตัวอยู่ พร้อมขอให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใกล้กับสถานที่กักตัวของรัฐได้เข้าใจ 
ดำเนินคดีฝืนเคอร์ฟิว 325 ราย
    นพ.ทวีศิลป์ยังกล่าวถึงการประกาศเคอร์ฟิวเวลา 22.00-04.00 น.ว่า ในคืนวันที่ 3-4 เมษายนได้ตั้งจุดตรวจจำนวน 634 จุด มีรถผ่าน 7,997 กว่าคัน มี 10,000 กว่าคนที่ผ่านจุดตรวจ และพบการกระทำผิดไม่มีเหตุผลในการเดินทาง เป็นรถยนต์ 522 คัน 677 คน นอกจากนี้ยังพบการรวมกลุ่มมั่วสุม เช่น  การดื่มสุรา การเสพยาเสพติด คิดเป็น ยานพาหนะ 24 คัน จำนวน 41 คน โดยทั้งหมดมีการตักเตือน  375 คน ดำเนินคดี 325 คน 
    โฆษก ศบค.กล่าวด้วยว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย.มีคนไทยเดินทางเข้ามา 2 เที่ยวบิน จากมาเลเซีย 51  คน กาตาร์ 47 คน ซึ่งนำไปกักตัวในโรงแรม 2 แห่ง โดยการดำเนินการของเจ้าหน้าที่มีความรวดเร็วขึ้น  ใช้เวลาไม่เกิน 3 ชั่วโมง และบูรณาการของภาครัฐได้ดีขึ้น นายกรัฐมนตรีชื่นชมการทำงานของทุกคน
    "ในฐานะโฆษกศูนย์ ศบค. กราบขออภัยคนไทยที่ติดค้างอยู่ต่างประเทศ ที่ทราบคือผู้ที่กำลังต่อเครื่อง ที่ต้องรอคอยอยู่ในสนามบินต่างประเทศ โดยได้รับรายงานว่ามีคนไทยต้องติดอยู่สถานที่ต่างๆ ทำให้เกิดความไม่สะดวกบ้าง สถานทูตก็ได้เข้าไปดูแลพี่น้องประชาชน ซึ่งที่ต้องยืดเวลาเพราะเจ้าหน้าที่จะได้เตรียมการในการดูแลเมื่อเดินทางมาถึงอย่างดีที่สุด โดยตอนนี้ทราบว่าจำนวนคนไทยที่จะเดินทางเข้ามาไม่มากแล้ว ตัวเลขอยู่ที่ประมาณหลัก 200-300 คนต่อวัน แต่ย้ำว่านายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับทุกคน ทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างดี ขอให้อดทนสักนิด ยืนยันว่าต่างชาติยังชื่นชม สถานที่กักตัวโดยรัฐซึ่งอาหารการกินดีกว่าหลายประเทศ”
    นพ.ทวีศิลป์กล่าวรายงานสถานการณ์วันที่ 5 เม.ย.ว่า ไทยมีรายงานผู้ป่วยใหม่ 102 ราย พบใน 66  จังหวัด รวมผู้ป่วย 2,169 ราย หายป่วยแล้ว 674 ราย ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีขึ้น ขณะที่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม 3  ราย รวม 23 คน โดยผู้เสียชีวิตรายแรก เป็นชายไทย 46 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางกลับจากกรุงลอนดอนถึงไทยในวันที่ 22 มีนาคม เข้ารับการรักษาครั้งแรกในวันที่ 25 มีนาคม ด้วยอาการไข้ 38.9 องศาเซลเซียส มีอาการไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก ก่อนจะเสียชีวิตในวันที่ 3  เมษายน ส่วนผู้เสียชีวิตรายที่ 2 เป็นชายชาวสวิตเซอร์แลนด์ อายุ 82 ปี เป็นโรคหัวใจ มีประวัติเมื่อสองสัปดาห์ก่อนได้ร่วมงานเลี้ยงในหมู่บ้านที่อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และร่วมงานเลี้ยงในบาร์ ร้านอาหารย่านสุขุมวิท กทม. โดยมีอาการไข้ 39.2 องศา มีความดันโลหิตสูง หายใจเหนื่อยหอบ เบื้องต้นแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดบวม ภาวะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน ก่อนจะย้ายมารักษาโรงพยาบาลที่เพชรบุรีก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา ด้านผู้เสียชีวิตรายที่สามเป็นชายไทยอายุ 30 ปี มีอาชีพก่อสร้าง มักดื่มสุราเป็นประจำ เดินทางจากจังหวัดพัทลุงและสุรินทร์ มีอาการป่วย ไอ ไม่มีไข้ เสมหะเขียว อาเจียนเป็นเลือด น้ำหนักลด เหนื่อยหอบ ออกซิเจนในเลือดต่ำ ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา
    อย่างไรก็ตาม ได้นำกรณีผู้เสียชีวิต 20 รายก่อนหน้านี้มาเรียนรู้เพื่อป้องกันการติดเชื้อ โดยพบผู้ป่วยชายเสียชีวิตมากกว่าเพศหญิง โรคประจำตัวที่พบส่วนใหญ่คือ เบาหวาน 50% ความดันโลหิตสูง  35% โรคไตเรื้อรัง 15% ไขมันในเลือดผิดปกติ 15% และโรคอื่นๆ ได้แก่ โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง  วัณโรคและมะเร็ง ปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตของกลุ่มคนอายุ 50-69 ปี คือกลุ่มที่ไปต่างประเทศและประกอบพิธีทางศาสนา ส่วนปัจจัยเสี่ยงการเสียชีวิตของกลุ่มคนอายุ 70 ปีขึ้นไป คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับสนามมวย และกลุ่มอายุ 80-89 ปี เป็นกลุ่มที่มีอัตราการป่วยตายมากที่สุด 
    ขณะที่ในจำนวนผู้ป่วยเพิ่ม 102 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือผู้ป่วยที่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยยืนยัน หรือเกี่ยวข้องกับสถานที่พบผู้ป่วยยืนยันก่อนหน้านี้ 48 คน เป็นสถานบันเทิง 2 คน พิธีกรรมทางศาสนา 2 คน และสัมผัสผู้ป่วยยืนยันใกล้ชิด 44 คน กลุ่มที่ 2 คือ ผู้ป่วยอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ 42 คน อาทิ คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ 13 คน ส่วนใหญ่มาจากอังกฤษ 7 คน  เป็นอาชีพเสี่ยงที่ทำงานในสถานที่แออัดหรือใกล้ชิดสัมผัสชาวต่างชาติ 19 คน บุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุข 2 คน และกลุ่มที่ 3 อยู่ระหว่างการสอบสวนโรค 12 คน
ไม่กักตัวไม่ได้เข้าประเทศ
    สำหรับผู้ป่วยสะสมทั้ง 2,169 คน ใน 66 จังหวัด 10 อันดับสูงสุดของจังหวัดที่พบผู้ป่วยคือ  กรุงเทพมหานคร 1,011 คน นนทบุรี 137 คน ภูเก็ต 131 คน สมุทรปราการ 108 คน ชลบุรี 68 คน ยะลา 52 คน ปัตตานี 45 คน สงขลา 37 คน เชียงใหม่ 36 คน ปทุมธานี 28 คน และอยู่ระหว่างสอบสวน 179 คน 
    นพ.ทวีศิลป์ยังชี้ให้เห็นผู้ป่วยชาวไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่กลับจากยุโรปจำนวน 85 ราย มาเลเซีย 49 ราย อินโดนีเซีย 44 ราย กัมพูชา 26 ราย ปากีสถาน 14 ราย ญี่ปุ่น 10  ราย สหรัฐอเมริกา 9 ราย และอื่นๆ 12 ราย จึงขอบคุณทั้ง 158 คนไทยที่กลับเข้ามากักตัวกับทางรัฐ ทั้งนี้แนะว่าผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ แม้จะมีใบรับรองแพทย์และกักตัวที่ประเทศต้นทางมาแล้ว 14  วัน แต่ก็ต้องกักตัวที่ประเทศไทยอีก 14 วัน เพื่อความมั่นใจและไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อให้บุคคลอื่น 
    "สำหรับคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ถ้าคุมได้ไม่ดีเพียง 1-2 คน เราไม่อยากใช้คำว่าจะเป็น Super Spreader แต่เรามีบทเรียนมาแล้ว ทุกประเทศที่มาถือว่าเสี่ยงทั้งนั้น แม้จะบอกว่าตัวเองแข็งแรง  วัดไข้แล้ว ได้ใบรับรองแพทย์แล้ว แต่ทางการแพทย์จะต้องกักตัวก่อนเดินทาง 14 วัน และหลังเดินทาง 14 วัน เพื่อความมั่นใจ เพราะที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดการกระจายตัวไปทั่วประเทศ นายกฯ จึงมีมาตรการออกมา"             
    เมื่อถามว่าปัจจุบันยังมีสายการบินเข้าประเทศ จะมีการป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างไร  นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า นายกฯ สั่งการให้กักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดไว้ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับกติกา  ถ้าไม่กักตัวก็ไม่ได้เข้าประเทศ            
    ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าการทำงานระหว่างรัฐกับเอกชนไปคนละทิศละทาง นพ.ทวีศิลป์กล่าวว่า ตอนนี้สรรพกำลังที่ทำงานเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แต่ในภาครัฐออย่างเดียว แต่ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการทำงานสูงมาก รัฐและเอกชนเป็นหนึ่งเดียว โดยเอกชน 60 แห่งมีเตียงรองรับผู้ป่วย 31% จากทั้งหมด 1,622  เตียง อย่างไรก็ตามฝากความมั่นใจไปยังประชาชน เราต้องก้าวไปด้วยกัน ตัวเลขความร่วมมือต้อง 90  เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปถึงจะได้ผล
    พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงภาพรวมสถานการณ์หลังจากมีการประกาศข้อกำหนดเพิ่มเติมห้ามออกนอกเคหสถานในระหว่างเวลา 22.00-04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น หรือเคอร์ฟิว ว่าผลการปฏิบัติงานในคืนวันที่ 4 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 5  เม.ย.ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจร่วมกับฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข และอาสาสมัครต่างๆ มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจร่วม ทั่วประเทศรวมจำนวน 836 จุด ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 18,893 คน มีการตรวจค้นบุคคลทั้งหมด 19,312 คน ตรวจค้นยานพาหนะทั้งหมด 14,344 คัน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้ที่มีเหตุผลและความจำเป็น คือเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าอุปโภค/บริโภค ขนส่งสินค้าทางการเกษตร การเข้าออกเวรทำงานผลัดกลางคืน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ตามลำดับ
    พล.ต.ท.ปิยะกล่าวว่า โดยปกติเจ้าหน้าที่ตำรวจจะอะลุ่มอล่วยเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้ว แต่ยังคงมีประชาชนบางส่วนที่จงใจฝ่าฝืนและไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด เช่น ดื่มสุราและขับขี่ยานพาหนะทั้งรถยนต์ รถจักรยานยนต์ออกมาตามท้องถนนโดยไม่มีจุดหมาย รวมตัวจับกลุ่มตั้งวงสุราหรือสรวลเสเฮฮาในที่สาธารณะ ลักลอบเล่นการพนัน หรือออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุผลเพียงพอ เช่นอ้างว่าไปเยี่ยมเพื่อน  หรืออ้างว่าไม่รู้ว่ามีเคอร์ฟิว โดยกลุ่มนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมดำเนินคดีทั้งหมด 308 ราย มีอัตราโทษ จำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ผลการปฏิบัติกรณีตรวจค้นผู้ฝ่าฝืนไม่มีเหตุผลการเดินทาง 1.ออกนอกเคหสถาน ยานพาหนะ 404 คัน จำนวน 541 คน 2.รวมกลุ่ม ยานพาหนะ 6 คัน จำนวน 39 คน ตักเตือน 299 ดำเนินคดี 308 คดี
กห.เตรียมที่รองรับเพิ่มเติม
    พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม (โฆษก กห.) เปิดเผยว่า เวลา 09.00 น. พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รมช.กห. พร้อม พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ ปลัดกระทรวงกลาโหมได้ประชุมร่วมกับเหล่าทัพ ณ ศาลาว่าการกลาโหม เพื่อติดตามสถานการณ์และการสนับสนุนของ กห.ให้กับ สธ.ในการรับมือกับการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19
    จากการประเมินสถานการณ์ในภาพรวม หากอัตราการแพร่ระบาดของโรคยังไม่ลดลงจากปัจจุบัน จนถึงกลาง เม.ย.63 อาจเกินขีดความสามารถของ รพ.สาธารณสุขทั่วประเทศที่จะรับผู้ป่วยติดเชื้อได้ ในขณะที่คนไทยจำนวนมากในต่างประเทศที่มีความประสงค์จะเดินทางกลับไทยกำลังทยอยเดินทางกลับ  โดยทุกคนต้องอยู่ในมาตรการควบคุมโรคของรัฐอย่างเข้มข้นขึ้นตามเวลาและสถานที่ที่กำหนด (State  Quarantine) ซึ่งจำเป็นต้องเตรียมสถานที่รองรับเพิ่มเติมและมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพร่วมกันในภาพรวม พร้อมกันนี้ รมช.กห.ได้กำชับขอให้ทุกเหล่าทัพเร่งเตรียม รพ.สนามให้มีความพร้อมโดยเร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์ของผู้ป่วยที่อาจมีมากขึ้นจนเกินกำลังของ สธ. พร้อมกับขอให้ประสาน สธ.เร่งจัดหาและเตรียมความพร้อมที่พักเพิ่มเติม สำหรับใช้เป็นพื้นที่ควบคุมโรคของรัฐ 
    พล.ร.ท.ประชาชาติ ศิริสวัส?ดิ์ รองเสนาธิการทหารเรือ?และโฆษกกองทัพเรือ? กล่าวถึงการสอบถามกรณีกำลังพลสหรัฐอเมริกาที่มารวมตัวกันที่พัทยา ว่าเป็นผลมาจากการฝึกชื่อ Hanuman Guardian  2020?กับกองทัพบกไทย ที่ทางฝ่ายสหรัฐอเมริกาได้แจ้งยกเลิกการฝึกแล้วเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ทำให้กำลังพลใช้พื้นที่พัทยาเป็นที่นัดหมายคอยการส่งกลับทางเรือ เนื่องจากมีเครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่จะต้องลำเลียงกลับจำนวนหนึ่ง ส่วนการจัดการเคลื่อนย้ายกำลังพลและอาวุธเพื่อเตรียมการเดินทางกลับ ยังไม่ทราบรายละเอียด เนื่องจากเพิ่งได้รับแจ้งวันนี้เช่นกัน ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับกระทรวงต่างประเทศเพื่อจะขออนุญาตให้อากาศยาน หรือเรือบรรทุกของสหรัฐอเมริกาเข้ามารับกำลังพลและยุทโธปกรณ์ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงต้องมีขั้นตอนมากกว่าปกติ
    วันเดียวกัน พลอากาศตรีไวพจน์ เกิงฝาก ผู้บัญชาการโรงเรียนการบิน ให้การต้อนรับนายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สธ. ที่เดินทางไปตรวจเยี่ยม State Quarantine ณ ศูนย์ประสานงานดูแลคนไทยในพื้นที่เฝ้าระวังโรค COVID-19 โรงเรียนการบิน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม สำหรับศูนย์ประสานงานดูแลคนไทยในพื้นที่เฝ้าระวังโรค COVID-19 โรงเรียนการบิน กองทัพอากาศ โดยขณะนี้มีผู้เข้าพักเพื่อเฝ้าระวังจำนวน 75 คน ทั้งหมดเป็นคนไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอินโดนีเซีย โดยรับตัวเข้าพักเมื่อวันที่ 2 และ 3 เม.ย.63
    ทั้งนี้ นายอนุทินได้กล่าวขอบคุณและชื่นชมกองทัพอากาศ ที่สนับสนุนรัฐบาลในการจัดที่พักสำหรับกักกันโรคให้คนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศด้วยความตั้งใจ มีความสะอาด ปลอดภัย และสะดวกสบาย ทำให้ผู้พักอาศัยไม่รู้สึกเครียดหรือสูญเสียอิสรภาพแต่อย่างใด พร้อมทั้งขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อให้สถานการณ์กลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็ว อีกทั้งยังได้มอบหน้ากากอนามัยจำนวน 2,000 ชิ้นให้แก่โรงเรียนการบินไว้ใช้ประโยชน์ต่อไป
แจงซื้อยาฟาวิลาเวียร์จากจีน
    นายอนุทินกล่าวถึงกรณีมีคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการซื้อยาฟาวิพิราเวียร์จากจีน แทนที่จะรับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตยาเอวิแกนที่สนับสนุนฟรีกว่า 30 ประเทศเพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ทั้งๆ ที่ยา 2 ตัวนี้เป็นยาตัวเดียวกัน แค่ชื่อทางการค้าต่างกันเท่านั้นว่า "ใช่ ยา 2 ตัวนี้คือยาตัวเดียวกัน ที่มีชื่อสามัญว่าฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งประเทศจีนได้สิทธิบัตรจากญี่ปุ่นไปผลิตต่อ ส่วนการนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยนั้น ล็อตแรกไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากจีนแบบให้เปล่าเช่นกัน อย่างไรตาม เพื่อสำรองให้อุ่นใจว่าเราจะมียาเพียงพอต่อการใช้รักษาผู้ป่วยในประเทศ  กรมควบคุมโรคสั่งซื้อ 40,000 เม็ด องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้ออีก 40,000 เม็ดจากประเทศญี่ปุ่น อีก  100,000 เม็ดจากจีน และที่กำลังจะมาถึงไทยเร็วๆ นี้ คือล็อตที่องค์การเภสัชฯ สั่งซื้อจากจีน 100,000  เม็ด และญี่ปุ่น 100,000 เม็ด ทั้งหมดเป็นการดำเนินการเพื่อให้มีเครื่องมือรักษาชีวิตประชาชน และยาที่ได้มาได้ใช้รักษาผู้ป่วยไปแล้วจำนวนมาก กทม.กว่า 200 ราย ต่างจังหวัดกว่า 100 ราย"
    ทั้งนี้ จากสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ปัจจุบัน ทั่วโลกมีความต้องการใช้จำนวนมาก  ดังนั้นการซื้อหรือได้รับบริจาคต้องออกแรงเจรจากว่าจะได้มา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการเจรจากับทั้งทูตจีนและญี่ปุ่นตลอด ส่วนข่าวที่ญี่ปุ่นจะให้ฟรีเพิ่งมีมาทีหลัง และยังไม่มีความชัดเจน ไม่มีความแน่นอนว่าจะได้เท่าไร เมื่อไร เพียงพอและทันเวลาหรือไม่ สำหรับการเปิดเผยข้อมูลเท็จเช่นนี้ได้มอบหมายให้ทนายความดำเนินคดีตามกฎหมายทุกช่องทาง ไม่ว่าอาญา แพ่ง ปอท. และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า ยังไม่ได้รับการบริจาคยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น เมื่อสอบถามพบว่าบริษัทต้องการศึกษาวิจัยทั่วโลก และให้ฟรีเฉพาะการศึกษาวิจัยคนไข้หลักร้อย ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยทุกคน ซึ่งยาดังกล่าวมีรายงานจากการรักษาว่าได้ผลจริง แต่ญี่ปุ่นต้องการศึกษาเปรียบเทียบกรณีต่างๆ อย่างชัดเจน ซึ่งไทยใช้มากที่สุดวันละ 2,000 เม็ด 
    ขณะที่ นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า ไทยได้เตรียมพร้อมและจัดซื้อยาฟาวิพิราเวียร์จากประเทศญี่ปุ่น 5,000 เม็ด ได้รับบริจาคจากประเทศจีน  2,000 เม็ด เดือน มี.ค.จัดซื้อรวม 87,000 เม็ด มีผู้ป่วยต้องใช้ยา 515 คน ขณะนี้เหลือยาฟาวิพิราเวียร์  38,126 เม็ด โดยสั่งซื้อจากประเทศจีนเพิ่ม 100,000 เม็ด ส่งมอบวันที่ 6 เม.ย. และสั่งซื้อจากประเทศญี่ปุ่นอีก 100,000 เม็ด จะกระจายไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ และขอให้ใช้อย่างมีเหตุผล
    ด้านนายวิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.องค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า โรคติดเชื้อ COVID-19 ต้องใช้ยา 7  รายการ ส่วนใหญ่สามารถผลิตได้ในประเทศและสำรองเพียงพอ ยกเว้นยาฟาวิพิราเวียร์ที่ต้องนำเข้า ซึ่งจีนทดลองใช้และพบว่าได้ผลดี ซึ่งไทยพยายามหายาดังกล่าวตั้งแต่เดือน ม.ค.63 แต่ได้มาจำนวนไม่มากนักเพราะเป็นที่ต้องการจากทั่วโลก ทั้งที่ตั้งเป้าให้มีสำรองถึง 1 ล้านเม็ด เพราะมีผู้ป่วยเพิ่มวันละหลักร้อยคน ป่วยสะสม 2,169 คน เสียชีวิต 23 คน หากไม่ใช้ยาดังกล่าวอาจจะมีตัวเลขเสียชีวิตมากกว่านี้.


ในที่สุด ประชาชนก็เห็น! "ทอง"..... จากการ "ยอมตาย-ถวายชีวิต" เพื่องานของนายกฯ ที่ทะลักล้นจากหลังพระออกมาข้างหน้า ดูซี เมื่อวาน เปรยลอยๆ ให้กำลังใจนายกฯ กันหน่อย เพราะท่านกรำศึก ๑๐ ทิศ ทั้งศึกในพรรค ศึกในรัฐบาล ศึกในการบินไทย และศึกที่พวกเลวชนกำลังพยายามลากลงถนน

ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"
ไม่มีประยุทธ์ "พปชร.ขายอะไร?"
"การบินถึงการพรรคพปชร."