รัฐบาลไต้หวันนำร่อง สั่งแบนแอพฮิต 'ซูม'


เพิ่มเพื่อน    

คณะรัฐมนตรีของไต้หวันมีคำสั่งให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐบาลเลิกใช้แอพพลิเคชันสื่อสารผ่านวิดีโอ "ซูม" เนื่องจากความวิตกต่อปัญหาด้านความปลอดภัยและการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล

    แอพพลิเคชันซูมที่ใช้งานได้ฟรี ของบริษัท ซูมวิดีโอคอมมิวนิเคชันส์ อิงค์ กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงเวลาที่ประชากรกว่าครึ่งโลกอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์เพราะการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ผู้คนต้องทำงานจากที่บ้านและโรงเรียนต้องสอนผ่านระบบออนไลน์ โดยในเดือนมีนาคม มีผู้ใช้งานแอพนี้วันละมากกว่า 200 ล้านราย แต่ปัจจุบันผู้ใช้จำนวนมากกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้งาน เนื่องจากแอพนี้ไม่มีการเข้ารหัสตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง และยังเกิดปัญหา "ซูมบอมบิ้ง" ที่แขกไม่ได้รับเชิญเข้าร่วมวงสนทนาด้วย

    รายงานในเว็บไซต์รอยเตอร์เมื่อวันพุธที่ 8 เมษายน กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีของไต้หวันได้กล่าวถึงความปลอดภัยของแอพพลิเคชันนี้ระหว่างการประชุมเมื่อวันอังคาร และมีคำสั่งว่า หน่วยงานรัฐบาลที่จำเป็นต้องประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์ทางไกล "ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่น่ากังวลด้านความปลอดภัยเช่นซูม" แต่คำแถลงของที่ประชุมไม่ได้อธิบายว่าความกังวลด้านความปลอดภัยนั้นคืออะไร

    เวลาต่อมา กระทรวงศึกษาธิการของไต้หวันก็ประกาศว่า กระทรวงกำลังสั่งห้ามโรงเรียนใช้แอพนี้ด้วย

    ด้านโฆษกของบริษัทกล่าวว่า ซูมติดต่อกับรัฐบาลทั่วโลกโดยเน้นที่การให้ข้อมูลที่รัฐบาลทั้งหลายต้องการ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของพวกเขา มีบริษัทและหน่วยงานรัฐบาลจำนวนมากที่ทบทวนด้านความปลอดภัยอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนจะใช้แพลตฟอร์มนี้ของบริษัท

    ไต้หวันจะเป็นรัฐบาลแรกที่ห้ามการใช้แอพซูมอย่างเป็นทางการ ถึงแม้ว่าเขตการศึกษาของสหรัฐบางเขตกำลังพิจารณาจำกัดการใช้งานของแอพนี้หลังจากสำนักสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) มีคำเตือนเกี่ยวกับความปลอดภัยของซูมเมื่อเดือนที่แล้ว

    สัปดาห์ก่อน เอริก หยวน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของซูม เพิ่งแถลงขอโทษผู้ใช้ที่บริษัทบกพร่องในการรักษาความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคลได้ตามความคาดหวังของผู้ใช้ และว่าบริษัทกำลังแก้ไขปัญหาเหล่านี้.


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"