กองทัพอากาศนำร่อง ขนข้าวชาวนาแลกปลาชาวเลฝ่าวิกฤติโควิด-19


เพิ่มเพื่อน    

20 เม.ย.63 -  ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดภูเก็ตรายงานว่า เวลา 13.30 น. กองทัพอากาศ จัดเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 หรือ C-130 พร้อมกำลังพล สนับสนุน โครงการนำร่อง "ทัพฟ้าช่วยไทยต้านภัยโควิด-19 ขนข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล" เพื่อช่วยเหลือชาวเลที่กำลังเดือดร้อนอย่างหนักให้เร็วที่สุดด้วยการขนส่งข้าวสารจากจังหวัดยโสธร ไปแลกเปลี่ยนปลาแห้งที่จังหวัดภูเก็ต และนำปลาแห้งกลับไปส่งที่จังหวัดยโสธร เริ่มดำเนินการเป็นโครงการนำร่องในการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างชุมชนโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่จะสร้างให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ

โดยมี พลอากาศโท ตรีพล อ่องไพฑูรย์  เจ้ากรมกิจการพลเรือน กองทัพอากาศ ,นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมกัน ณ อาคารเอ็กซ์-เทอร์มินอล ท่าอากาศยานภูเก็ต จากนั้นเดินทางรับมอบข้าวสารและส่งมอบปลา  ณ ลานจอดเครื่องบิน ท่าอากาศยานภูเก็ต  พร้อมกันนี้ ทางจังหวัดพังงา เข้าร่วมในการส่งสินค้าเกษตร สับปะรด จำนวน 3.2 ตัน ในโครงการฯนี้ด้วย

พลอากาศโท ตรีพล กล่าวว่า กองทัพอากาศ ได้รับการร้องขอจากมูลนิธิชุมชนไท ในโครงการแลกเปลี่ยนอาหารแห้งบรรเทาความเดือดร้อนของชาวเลราไวย์ ที่ขายอาหารทะเลไม่ได้ในช่วงการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  ทาง พลอากาศเอกมานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.)   จึงได้จัดอากาศยานพร้อมกำลังพลให้การช่วยเหลือโดยเร็วที่สุด เพื่อขนข้าวหอมมะลิจากยโสธรแลกเปลี่ยนกับปลาตากแห้ง ของภูเก็ต  เป็นโครงการนำร่องจุดประกายให้ชาวไทยที่มีสินค้าเกษตรนำแนวคิดนี้ไปดำเนินการต่อในภาวะนี้

ด้าน นายภัคพงศ์ กล่าวว่า  โครงการฯนี้เกิดขึ้นจากปัญหาที่ชาวเลชุมชนราไวย์ ยังคงสามารถออกเรือหาปลาแต่ขาดพื้นที่ทางการค้า มูลนิธิชุมชนไท  ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้เห็นปัญหา ร่วมกันของชาวเลราไวย์ จึงได้หารือร่วมก้บผู้นำชุมชนชาวเลทำให้เกิดโครงการนี้ขึ้น

"โดยชาวเลหลายพื้นที่ได้รวมกลุ่มในนาม เครือข่ายชาวเลอันดามัน ระดมจัดทำปลาแห้ง ประมาณ 1,000กิโลกรัม เน้นปลาพันธ์ที่มีขนาดเล็ก เช่น ปลาทูแดง ปลาทูแขก ปลาข้างเหลือง  เป็นต้น เพื่อนำไปทำเป็นปลาเค็มตากแห้ง  ถนอมอาหารสามารถเก็บไว้กินได้นาน

และ จังหวัดยโสธร เครือข่ายชาวนาภาคอีสาน สมาคมชาวยโสธร ได้เห็นความเดือดร้อนของชาวเลในพื้นที่ต่างๆในจ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ ระนอง และสตูล จึงประสานงานกันส่งมอบข้าวสาร จำนวน 9ตัน หรือ 9,000กิโลกรัมท(บริจาค 2 ตัน) ให้แก่เครือข่ายชาวเลอันดามัน  เป็นการแก้ปัญหา ความเดือดร้อนของชาวเล

ถือว่า เป็นการตั้งใจให้เป็นสายพานที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อีกครั้ง เป็นเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมด้วยการนำทรัพยากรที่มีมาแลกกัน ตามหลัก P2P-People to People และ Producer to Producer ทำให้เกิดการแก้ปัญหาปากท้อง และได้เห็นว่า เศรษฐกิจสร้างสรรค์ทำให้เราอยู่รอดแม้ในภาวะวิกฤตสังคมเองจะได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้"นายภัคพงศ์ กล่าว

นายภัคพงศ์ กล่าวอีกว่าโครงการขนข้าวชาวนาแลกปลาชาวเล ฝ่าวิกฤตโควิด-19 ได้รับการสนับสนุนอากาศยานจากกองทัพอากาศที่เข้าร่วมเป็นภาคีการขนส่งจากภาคอีสานสู่ภาคใต้ โดยการประสานงานของมูลนิธิชุมชนไท โดยโครงการนี้เป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเล และ ภูเก็ต ในฐานะจังหวัดเจ้าภาพกลุ่มยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดจะส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนแก่เครือข่ายชาวเลอันดามัน ด้วยการสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางการตลาดตามแนวทางดังกล่าวในกลุ่มจังหวัดอันดามัน โดยใช้แนวคิดนี้เป็นต้นแบบและสามารถใช้เป็นต้นแบบในภาวะวิกฤตอื่นๆของประเทศได้ด้วย ทางจังหวัดภูเก็ตขอบคุณทุกภาคส่วนที่ทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ขณะที่ นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา กล่าวว่า จังหวัดพังงาร่วมบูรณาการโครงการนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่และชาวประมงพื้นบ้าน โดย นำปลาตากแห้ง 500กิโลกรัม แลกกับ ข้าวสาร2ตัน ของยโสธร ไปลงที่หมู่เกาะสุรินทร์ 1 ตัน และบ้านน้ำเค็ม 1 ตัน สับปะรดพันธุ์ภูงา 3,200กิโลกรัม หรือ 3.2 ตัน ส่งไปอุบลฯ 2,700 กิโลกรัม ส่งที่กทม.500 กิโลกรัม.