จากไฮฟองล่องเรือไปกั๊ตบา


เพิ่มเพื่อน    


ทะเลสาบอันเบี๋ยนในเมืองไฮฟอง เหมาะแก่การวิ่งออกกำลังกายหากว่าไม่มีกลิ่นของปลาตายรบกวน

      นักท่องเที่ยวที่ประสงค์จะเดินทางจากหนานหนิง ประเทศจีน เข้าเวียดนาม ส่วนมากจะใช้บริการรถไฟขบวน T8701 ออกจากสถานีหนานหนิงเวลา 18.05 น. (มีรถไฟจากปักกิ่งมาถึงหนานหนิงเวลา 15.35 น.) แวะจอด 1 สถานีแล้ววิ่งตรงไปยังสถานี Pingxiang ด่านชายแดนจีน-เวียดนามในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเวลาเกือบๆ เที่ยงคืน ผู้โดยสารต้องลงจากรถไปผ่านกระบวนการออกนอกประเทศจีนแล้วเดินเข้าเวียดนามที่ด่าน Dong Dang จังหวัดหลั่งเซิน เมื่อตรวจคนเข้าเมืองเวียดนามอนุญาตให้ผ่านได้ก็ขึ้นรถไฟของเวียดนามขบวน MR2 เวลาเกือบๆ ตี 3 ผ่านสถานี Bac Giang จังหวัดบั๊กซาง มุ่งหน้าสู่สถานี Gia Lam ในกรุงฮานอย ถึงที่หมายเวลา 06.30 น.

            วิธีเดินทางดังที่ว่ามานี้กินเวลาเกือบ 12 ชั่วโมง และดูท่าจะไม่ได้หลับได้นอน ถึงฮานอยแล้วใช่ว่าจะหาโรงแรมนอนพักได้ทันที ส่วนมากต้องรอเช็กอินในช่วงบ่าย ผมจึงเลือกเดินทางจากหนานหนิงด้วยรถบัสเข้าเวียดนามที่เมืองหม่องไก๋ จังหวัดกว๋างนิงห์ ติดอ่าวตังเกี๋ย ต่อไปถึงปลายทางที่ไฮฟอง เมืองใหญ่อันดับ 3 ของเวียดนาม (รองจากฮานอยและโฮจิมินห์) ทั้งติดทะเล เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรม การค้า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อีกหลายด้านสำคัญๆ


หูเหมือนหมาแต่หน้าเหมือนแมว สัตว์เลี้ยงน่ารักถูกวางขายริมถนน Lach Tray เมืองไฮฟอง

            บัสจากหนานหนิงถึงไฮฟองนั้นใช้เวลาแค่ 8 ชั่วโมง ออกเช้าถึงเย็น กระบวนการผ่านเข้า-ออกประเทศก็ใช้เวลาไม่นาน จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจมาก อีกทั้งไฮฟองอยู่ห่างจากกรุงฮานอยเมืองหลวงแค่ประมาณ 100 กิโลเมตรเท่านั้น มีบัสและรถไฟให้บริการวันละหลายเที่ยวทั้งไปและกลับ แต่หากจะเที่ยวทะเลทั้งอ่าวฮาลองและเกาะกั๊ตบาก็ถือว่าอยู่ใกล้แค่เอื้อม

            ตัวเมืองไฮฟองเองผมไม่ได้วางแผนที่จะใช้เวลาให้นานนัก เมื่อมาถึงก็ชั่งใจอยู่ว่าจะเดินทางต่อไปเกาะกั๊ตบาในวันรุ่งขึ้นช่วงเช้าหรือช่วงบ่ายเท่านั้น ส่วนอ่าวฮาลองหรือ “ฮาลองเบย์” เคยไปเยือนมาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

            มอเตอร์ไซค์รับจ้างจากสถานีขนส่งไฮฟองส่งผมที่หน้าโรงแรมเล็กๆ เป็นโรงแรมบริหารกันเองโดยคนในครอบครัวชื่อ Hua Phuong อยู่บนถนน Lach Tray ผมเลือกพักที่นี่เพราะดูในแผนที่แล้วอยู่ใกล้ทะเลสาบชื่อ An Bien ในโรงแรมไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้เลยแต่โรงแรมนี้ก็สามารถเข้าไปอยู่ในเว็บรับจองอย่าง booking.com ได้ อีกทั้งคะแนนรีวิวจากผู้เคยเข้าพักค่อนข้างสูง เหมือนโรงแรมที่ผมเคยพักในเมืองหล่าวกาย คงประมาณว่าถึงแม้ผู้ประกอบการสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ได้แต่บริการดีก็เข้าเกณฑ์ของออนไลน์เอเยนซี

            การสื่อสารกับคนเวียดนามที่ไม่พูดภาษาอังกฤษนั้นไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับผมอีกต่อไปเพราะเคยชิน กึ่งๆ รู้ทาง อ่านความหมายเอาจากอวัจนภาษาผ่านประสบการณ์ที่ได้ท่องเที่ยวในเวียดนามมาหลายครั้งและนำมาเขียนถึงบ่อยๆ จนมีคนสงสัยว่าอาจรับจ๊อบจากการท่องเที่ยวเวียดนามก็เป็นได้


จระเข้คาบแก้วคอยเรียกแขกให้เข้าร้าน

            ค่าที่พัก 280,000 ดอง ผมจ่ายไป 300,000 ดอง ลุงที่น่าจะเป็นเจ้าของไม่ได้ทอนเงินให้ แกพูดอะไรบางอย่าง ผมตีความว่าน่าจะไว้ทอนตอนเช็กเอาต์ จากนั้นแกเดินนำขึ้นไปยังห้องพักบนชั้น 3 เปิดประตูให้แล้วแกก็เดินกลับลงไป ห้องพักของผมดูดีเกินราคาคืนละประมาณ 400 บาทไปมาก มีระเบียงยาว เครื่องปรับอากาศ เครื่องทำน้ำอุ่น สมาร์ททีวี และตู้เย็น ผมวางเป้ทั้ง 2 ใบลงบนเก้าอี้ 2 ตัวแล้วออกไปเดินหาร้านซักรีดเพราะบัดนี้เสื้อผ้าสะอาดเหลืออยู่ในกระเป๋าเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ถอดใจแวะนั่งดื่มกาแฟที่ร้านเล็กๆ ริมถนน

            เด็กหนุ่มในร้านบริการดีมาก วางเอสเปรซโซ่ลงแล้วเขาก็วางน้ำชาเหยือกใหญ่ไว้ให้ด้วย เด็กหนุ่มอีกคนอยู่ในเคาน์เตอร์พูดภาษาอังกฤษได้คล่อง ถามอะไรก็ให้ข้อมูลได้โดยเฉพาะเรื่องซิมการ์ดโทรศัพท์ ผมจ่ายค่ากาแฟ 15,000 ดอง และทิป 20,000 ดอง กะให้เขาแบ่งกับเพื่อนคนละครึ่งแต่เขาเก็บไว้คนเดียวจนเพื่อนอีกคนเข้าไปต่อว่าและยื้อแย่งกัน ไม่ทันทราบว่าเรื่องจบลงอย่างไรผมก็เดินไปที่ร้านโทรศัพท์มือถือ Viettel แต่คนในร้านบอกให้เดินไปที่ศูนย์บริการอยู่ห่างออกไปราว 200 เมตร

            ศูนย์บริการ Viettel ต้องการพาสปอร์ตแต่ผมไม่ได้พกติดตัวจึงเดินกลับออกมา ใกล้ๆ กันมีศูนย์บริการของ Vinaphone ลองเข้าไปสอบถามปรากฏว่าที่นี่ไม่ใช้พาสปอร์ตหากว่าอยู่ในเวียดนามไม่ถึง 1 เดือน และเมื่อเปรียบเทียบแพ็กเกจเหมือนๆ กันแล้วทางรายหลังนี้ราคาถูกกว่า มีปัญหาเดียวคือซิมใช้ได้พรุ่งนี้เช้า เจ้าหน้าที่สาวแจ้งว่าขณะนี้ระบบขัดข้อง ผมไม่ว่าอะไรเพราะยังไม่มีความจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ หากจะใช้ก็มีสัญญาณ Wi-fi ฟรีในร้านกาแฟเต็มไปหมด รวมถึงในที่พักด้วย


อาคารจำหน่ายตั๋วท่าเทียบเรือเบนบิงห์เมืองไฮฟอง ลักษณะตามในภาพนี้เท่านั้นถึงจะเรียกได้ว่ามาถูกที่ หากแท็กซี่ส่งท่านที่อื่นก็ให้สงสัยว่าถูกหลอก

            ผมกลับไปอาบน้ำแล้วออกมาหามื้อค่ำบนถนนเส้นเดิม  เห็นร้านก๋วยเตี๋ยวที่คนนั่งกันอยู่หลายคนก็เข้าไปกระซิบบอกพ่อค้าว่าเอาเหมือนของลูกค้าคนหนึ่ง ชี้ไปที่โต๊ะโดยที่เจ้าตัวไม่น่าจะเห็น แล้วผมก็ไปนั่งร่วมโต๊ะกับคนอื่น อันเป็นเรื่องธรรมดาหากว่าโต๊ะเดี่ยวๆ ไม่มีว่าง

            พ่อค้าเสิร์ฟบะหมี่น้ำเส้นแบนสีน้ำตาล ในชามมีลูกชิ้นปูแบนๆ กุ้งสับ หมูเด้ง เนื้อสับทรงเครื่องห่อด้วยใบไม้ หอมเจียว และผักหลายชนิด นอกจากผักในชามแล้วก็ยังมีผักเคียงแถมมาอีก 1 ตะกร้า น้ำซุปกระดูกหมูรสชาติเข้มข้นและมีกลิ่นมะเขือเทศ อาหารชนิดนี้รสชาติไม่คุ้นแต่ยอมรับว่าอร่อยมาก

            ผมถ่ายรูปส่งไปถามเพื่อนชาวเวียดนามคนหนึ่ง ได้รับคำตอบว่านี่คือ “บั๋น ดา กัว” (Banh Da Cua) โดย Bahn da มาจาก Bahn da do คือแป้งข้าวเจ้าที่นวดกับน้ำตาลทรายแดงจนเมื่อทำเส้นก๋วยเตี๋ยวก็จะออกมามีสีน้ำตาล (และมีกลิ่นหอม) ส่วน Cua หมายถึง “ปู” หากเป็นภัตตาคารหรือร้านที่มีระดับขึ้นไปก็จะใช้เนื้อปูนึ่งและเกี๊ยวปูเป็นส่วนผสมหลักแทนลูกชิ้นปูอย่างที่ใช้ในร้านอาหารริมทาง ส่วนใบไม้ที่ใช้ห่อเนื้อสับทรงเครื่องคือใบพลู เพื่อนผมบอกว่าโชคดีที่เดินมั่วๆ เข้าไปกินบั๋นดากัว เพราะนี่คืออาหารดังประจำถิ่นเมืองไฮฟอง

            อิ่มนี้ราคาแค่ 20,000 ดองเท่านั้น หรือไม่ถึง 30 บาท ร้านริมถนนแบบนี้ส่วนมากจะไม่ขายเครื่องดื่ม คนเวียดนามมักจะไปนั่งร้านเครื่องดื่มจำพวกน้ำชา น้ำมะนาว น้ำมะพร้าว หลังกินข้าวเสร็จแล้ว นั่งคุยกันเป็นกลุ่มๆ คู่ๆ ดูเป็นวิถีชีวิตวัฒนธรรมคนเมืองยุคใหม่ที่น่ารักไปอีกแบบ

            ผมเดินหาบาร์เพื่อจะดื่มเบียร์ล้างคอสักหน่อย มีร้านขนาดใหญ่ริมถนนน่านั่งแต่พอเดินเข้าไปพนักงานแจ้งว่าไม่เสิร์ฟให้กับลูกค้าที่เข้าร้านมาใกล้ๆ เวลาปิด (สี่ทุ่ม) เดินออกไปหาอีกพักใหญ่บนถนนที่จะตรงไปยังสถานีรถไฟ มองเห็นชั้น 2 ของร้านหนึ่งเป็นแบบโอเพ่นแอร์ที่เรียกว่าเทอเรซ แต่ได้ยินเสียงดนตรีสังเคราะห์ดัง “ตื๊ดๆๆๆ” ก็ถอยออกมา


ท่าเทียบเรือ Ben tau Khach Ben Binh ในแม่น้ำกั๋ม เมืองไฮฟอง

            ถนนหนทางในย่านนี้ของเมืองไฮฟองไม่ค่อยสะอาด มีกลิ่นขยะเน่า บาทวิถีแคบ ทำให้ต้องลงไปเดินบนถนนอยู่เรื่อยๆ และรถราก็เยอะแถมเหม็นกลิ่นไอเสีย สุดท้ายผมไม่ปลงใจให้กับร้านไหน เดินกลับที่พักซื้อเบียร์กระป๋องขึ้นไปนั่งจิบดูฟุตบอลในทีวี ก่อนจะนอนก็ไม่ปล่อยให้ค้างคาจนถึงพรุ่งนี้เช้า หาข้อมูลการเดินทางไปเกาะกั๊ตบา ตัดสินใจว่าตอนสายๆ คือฤกษ์งามยามดี

            เช้าวันต่อมาตื่นขึ้นมาสัมผัสอากาศค่อนข้างหนาวแต่ก็ไม่เท่าที่หนานหนิง เดินออกไปสูดอากาศที่ทะเลสาบอันเบี๋ยน (An Bien Lake) แต่มีกลิ่นเหม็นของปลาตายและกองขยะใกล้ๆ ทะเลสาบ จึงเดินกลับไปหามื้อเช้าบนถนน Lach Tray เห็นชาวเมืองไฮฟองกินของหนักๆ กันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นข้าว เฝอ และโจ๊กชามโตๆ ผมยังไม่อยากกินให้อิ่ม มองหาร้านอาหารเช้าแบบตะวันตกกับกาแฟ เจอร้านใหญ่ไม่ไกลจากที่พัก ชื่อ Pozaa Tea & Coffee ร้านนี้มีแต่เค้กและกาแฟ ไม่มีไข่ ขนมปัง พาย หรือครัวซองต์ ก็ต้องจำใจกินเค้กทีรามิสุกับกาแฟเป็นมื้อเช้า เค้กทีรามิสุราคา 19,000 ดอง หรือตก 25 บาทเท่านั้น อเมริกาโน่ร้อน 35,000 ดอง ประหลาดใจไม่น้อยที่เค้กราคาถูกกว่ากาแฟและถูกกว่าถึงเกือบ 2 เท่า

            พอหายง่วงผมก็เดินไปที่ศูนย์ Vinaphone เพราะจนเวลานี้ซิมโทรศัพท์ยังใช้การไม่ได้ ทันทีที่ผมเดินเข้าไปก็มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือ ปรากฏว่าเป็นสายจากเจ้าหน้าที่ Vinaphone คนที่โทรมาคือคนที่ขายซิมให้ผมเมื่อวานนี้ เชื่อว่าเธอคงเห็นผมเดินเข้าไปนั่งรอคิวในศูนย์ฯ แต่แกล้งทำเป็นมองไม่เห็น นึกขึ้นได้ว่าลืม Activate ให้ซิมใช้งานได้ รีบดำเนินการในคอมพิวเตอร์แล้วหยิบมือถือขึ้นมาโทรหาผมเพื่อแจ้งว่าซิมใช้ได้แล้ว

            ผมเห็นทุกกิริยาของเธอแต่ก็แสร้งทำเป็นไม่เห็นเช่นกัน เดินเข้าไปทักเธอแล้วกลับโรงแรม อาบน้ำ เก็บกระเป๋า และเช็กเอาต์ ป้าที่อยู่เวรโบกมือลา แต่ผมยังไม่ยอมเดินออกไป สักพักแกคงเข้าใจ โทรศัพท์หาใครบางคน น่าจะเป็นสามีของแกคนที่ผมเช็กอินเมื่อวานนี้ แล้วป้าก็หยิบเงิน 2 หมื่นดองคืนให้ ผมยกมือไหว้กล่าวลา


สภาพภายในเรือเฟอร์รี่ไฮฟอง-เกาะกั๊ตบา

            Grab Taxi มีให้บริการในเมืองไฮฟอง ผมกดเรียกจากมือถือระบุปลายทางที่ท่าเรือเฟอร์รี่ แล้วไปยืนรอที่หน้าร้าน Pozaa Tea & Coffee แท็กซี่ขับมาจอดรับแล้วกลับรถข้ามไปยังอีกฝั่งถนนทันทีท่ามกลางเสียงแตรระงมรอบทิศจากรถคันอื่นๆ หมอนี่อายุประมาณ 30 ปี ขับรถไร้มารยาทตลอดทาง ชอบบีบแตรไล่คันอื่น มอเตอร์ไซค์ขี่ช้าก็เปิดกระจกไปด่าเขา ติดไฟแดงหลังคันอื่นก็บีบแตรกดดันคันหน้า ขับไปเจอแท็กซี่อีกคันจอดส่งผู้โดยสารอยู่ก็บีบแตรไล่เขาให้หลีก หากสวนกับใครในช่วงถนนแคบก็ไม่เคยหลบ ต้องให้อีกฝ่ายยอม ถือว่าสันดานดิบเข้าขั้น แท็กซี่ไทยไม่ว่าระดับไหนที่ผมเคยเจอมาต้องชิดซ้ายให้หมอนี่ แต่เชื่อว่าหากขับอยู่เมืองไทยจริงก็คงไม่สามารถยึดอาชีพแท็กซี่ได้นาน

            เขาส่งผมที่หน้าซุ้มติดกับร้านขายของชำแห่งหนึ่ง ผมดูในแผนที่แล้วยังไม่ถึงท่าเรือใหญ่ที่จะใช้บริการ แต่ก็ลงไปเพราะรำคาญเต็มที ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร มิเตอร์ขึ้นมา 39,000 ดอง ผมจ่ายไป 40,000 ดอง กะว่าจะเขียนรีวิวรายงานไปทางต้นสังกัดแต่ดันกดปุ่มพลาดทำให้อดเขียน ได้แต่หวังว่าเขาคงไม่ลอยนวลไปทำมารยาททรามกับคนอื่นอีกนานจนเกินไป

            พอลงไปจากแท็กซี่ก็มีเจ๊คนหนึ่งบุคลิกคล่องแคล่วแนวหัวการค้าดึงมือผมไปคุยว่าหากจะเดินทางเลยต้องจ่าย 400,000 ดอง หรือประมาณ 550 บาท เวลาตอนนี้ประมาณ 11.15 น. หากรอเที่ยว 12.30 น. ราคา 100,000 ดอง ผมบอกว่าไม่รีบ ขอเวลาตัดสินใจก่อน เธอก็ให้นั่งรอที่เก้าอี้ตัวหนึ่ง เจ้าของร้านชำกวักมือให้เดินไปเลือกเครื่องดื่มในตู้แช่ ผมเดินไปอย่างว่าง่าย ซื้อน้ำเปล่า 1 ขวด ราคาแพงกว่าปกติราว 2 เท่า


มองเกาะกั๊ตบาเมื่อใกล้ท่าเทียบเรือ

            ผมหันไปดูด้านหลังเห็นท่าเรือเล็กๆ แต่ไม่มีเรือจอด ค่อนข้างมั่นใจว่านี่ไม่ใช่ท่าเรือ ประเดี๋ยวคงมีรถบัสมารับหรือไม่ก็มีรถตู้ไปส่งที่ท่ารถบัส การเดินทางไปเกาะกั๊ตบานั้นมีทางเลือกสองสามทาง สามารถนั่งบัสข้ามสะพานยาวไปยังเกาะกั๊ตไฮแล้วลงเรือไปขึ้นที่เกาะกั๊ตบา ถึงเกาะกั๊ตบาแล้วยังต้องนั่งรถบัสเข้าสู่ย่านตัวเมืองของเกาะอีก กินเวลานานและโยกย้ายยานพาหนะกันน่าเบื่อ

            ตลอดเวลาเจ๊คนนี้แกก็คาดคั้นเอาคำตอบจากผมว่าจะเดินทางรอบกี่โมง ผมได้แต่บอกว่าไม่รีบ มีจังหวะที่แท็กซี่อีกคันมาส่งฝรั่ง 4 คน น่าจะเป็นชาวรัสเซียทั้งหมด เจ๊แกรีบเดินเข้าไปหาแล้วเสนอทุกอย่างเหมือนเดิม ฝรั่งพวกนี้ยอมจ่ายคนละ 400,000 ดอง จากนั้นมีฝรั่งลงจากแท็กซี่มาอีกชุด พอเจ๊ผละไปหาพวกนั้น ผมก็ได้ทียกเป้ขึ้นหลังเดินไปทางท่าเรือใหญ่ ได้ยินเสียงเจ๊เรียกอยู๋โหวกเหวกแต่ผมไม่หันไปมอง


ลานกว้างหน้าท่าเทียบเรือเกาะกั๊ตบา

            ท่าเรือใหญ่นี้อยู่ห่างไปไม่กี่ร้อยเมตร ชื่อว่า Ben tau Khach Ben Binh ขายตั๋วเรือเที่ยวละ 180,000 ดอง หรือประมาณ 250 บาท มีเที่ยว 9 โมง, 11 โมง, บ่าย 1 และบ่าย 3 ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมงถึงเกาะกั๊ตบา ผมซื้อเที่ยวบ่าย 1 ตามที่ตารางเวลาอำนวย

            ขณะนั่งรอได้คุยกับลุงชาวเวียดนามคนหนึ่งที่นั่งใกล้ๆ กัน อายุอานามน่าจะราวๆ 70 ปี แกมากับพี่ผู้หญิงอีกคนอายุคงใกล้ๆ 50 ผมนึกว่าเป็นภรรยา ทราบทีหลังว่าเป็นลูกสาว ลุงพูดภาษาอังกฤษได้ดีพอใช้เช่นเดียวกับลูกสาว แกเป็นคนไซ่ง่อน มีบ้านในฮานอย ชอบไปเที่ยวเกาะกั๊ตบา เข้าใจว่ากำลังหาช่องทางทำธุรกิจบนเกาะ แกยังใจดีแนะนำที่พักราคาถูกบนเกาะให้ด้วย แต่ผมกลัวทำเลไม่ดีจึงได้แต่ขอบคุณและบอกว่าจองที่อื่นไว้แล้ว ความจริงผมยังไม่ได้จอง

            เรือเฟอร์รี่ออกจากแม่น้ำกั๋มสู่อ่าวตังเกี๋ย ผ่านเกาะกั๊ตไฮ ไปเทียบจอดที่ท่ากั๊ตบา เกาะกั๊ตบา ลาคุณลุงและพี่ผู้หญิง วันต่อมาผมได้เจอทั้งสองคนอีกครั้ง จะนำมาเล่าในตอนต่อไปครับ.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

แกลลอรี่


ช่วงนี้ทั้งหมู่บ้านพูดกันไม่หยุด เพราะ ยายคำ ที่เคยไม่มีเงินติดตัว ขายผักได้วันต่อวัน บางเดือนยังไม่พอใช้ กลับกลายเป็นคนมีเงินใช้สม่ำเสมอ ไม่ต้องไปยืมใคร ชาวบ้านเริ่มแห่ไปถาม ว่า “ยายไปได้ตังจากไหน” ยายคำไม่ได้อวด แค่พูดเรียบๆ “ยายไม่ได้รวย แค่ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ดูบอลที่ชอบ แล้วลองเล่นตามที่เขาแนะนำ” จากคนที่ไม่มีเงินเก็บ วันนี้กลับมีเงินใช้ทุกวัน เพราะเริ่มต้นจาก ฟุตบอลออนไลน์ ที่สมัครง่าย เล่นเป็นเร็ว 👉 https://www.vf238gg.com/register?referralCode=zjg3802

นายกฯ 'วงศ์ชินวัตร'
อนาคต 'คนนินทาเมีย'
'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ'
ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ
วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง"
"การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา.