ชัดเจน!'ปิยบุตร'ลั่นเราควรเอ่ยรำลึกการจากไปของ'ดาตอร์ปิโด'โดยไม่ต้องกังวลใจว่าเธอเคยเป็นนักโทษม.112


เพิ่มเพื่อน    

8 พ.ค.63- นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ไว้อาลัยแด่ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล (ดา ตอร์ปิโด) ว่าหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผ่านไปสักพัก มีการชุมนุมกันที่สนามหลวง โดยหลากหลายกลุ่ม เป็นเวทีอิสระ และมีการถ่ายทอดสดผ่านทางออนไลน์

แกนนำเป็น "คอการเมือง" จากเว็บบอร์ดพันทิปห้อง "ราชดำเนิน" เมื่อเว็บบอร์ดถูกปิดไปในช่วงรัฐประหาร พวกเขาจึงมารวมตัวกันในเว็บต่างๆ และเริ่มออกมานัดหมายชุมนุมต่อต้านคณะรัฐประหารกันที่สนามหลวง ในชื่อของ "คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ"

ผมได้รู้จักชื่อของ สุชาติ นาคบางไซ, นพรุจน์, พิราบขาว, มังกรดำ, ดีเจมะลิ, ปลาสลิด และ ดา ตอร์ปิโด

คนกลุ่มนี้ มาจากหลากหลายวงการ หลากหลายอาชีพ ไม่ได้เป็นนักวิชาการ ปัญญาชน นิสิตนักศึกษา แต่มารวมตัวกันจากความรักในตัวของคุณทักษิณ ชินวัตร และต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่โค่นล้มรัฐบาลของพวกเขาไป

พวกเขามีอาสาสมัครถ่ายทอดการชุมนุมผ่านเว็บไซต์ ทำให้ผม แม้จะอยู่คนละซีกโลก แต่ก็มีโอกาสได้ฟังการชุมนุมที่สนามหลวงอยู่เป็นประจำด้วยเทคโนโลยีเมื่อ 13 ปีก่อน ผมได้ฟังแต่เพียงเสียงพร้อมคลื่นซ่าๆ แตกๆ บางครั้งก็สะดุดหรือดีเลย์ บางครั้งก็ขาดไป จนต้องมาตามดาวน์โหลดคลิปไปฟังทีหลัง ไม่ต้องหวังถึงเรื่องวิดีโอภาพเคลื่อนไหว นานๆ ครั้งถึงจะมีภาพออกมาบ้าง ไม่ชัด สะดุด และค้าง

ต้องสารภาพตามตรงว่า ผมติดตามการชุมนุมของ "คนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ" ด้วยจุดยืนที่แตกต่างกันกับพวกเขา ผมไม่ได้เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลของคุณทักษิณ และผมก็ไม่นิยมการอภิปรายของพวกเขา ทั้งในแง่ของเนื้อหาและลีลา หลายครั้งต้องใช้ความอดทนฟังเนื้อหาเหยียดเพศ ผิดหลักสิทธิมนุษยชน และต้องทนแสบแก้วหูกับการตะเบ็งเสียง ถึงกระนั้น ผมยังคงเป็นแฟนตัวยง ตามฟังทุกครั้ง เพราะเราต่างก็ต่อต้านรัฐประหารด้วยกัน และผมชื่นชมคนเหล่านี้ที่กล้าหาญออกมาต่อต้านรัฐประหาร

และในท้ายที่สุด การชุมนุมของคนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ กลายเป็น จุดเริ่มต้นของกระแสการชุมนุมต่อต้าน คปค. - คมช. ขยับมาที่การเกิดขึ้นของ นปก. คนเสื้อแดง และการรณรงค์โหวตโนไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550

ทุกวันนี้ ผมยังจำจุดเริ่มต้นที่ "สุชาติ นาคบางไซ" หรือ "วรวุฒิ ฐานังกรณ์" หิ้วโทรโข่ง ยืนบนเก้าอี้พลาสติก ปราศรัยอยู่คนเดียว มีคนมาฟังไม่กี่คน จนขยับมาเป็น "คนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ" ถ่ายทอดสดผ่านทางเว็บไซต์ มีการแลกเปลี่ยนในเว็บบอร์ดหลายที่ ทั้งประชาไทและฟ้าเดียวกัน ผมจำภาพถ่ายสวยๆ คลิปต่างๆ ผลงานของ น้าบังสุกุล พระอินทร์ ม้าเร็ว ฯลฯ

ผมให้ความเคารพและนับถือคนเหล่านี้ มีโอกาสพูดถึงเหตุการณ์นี้เมื่อไร ผมไม่ลืมที่จะกล่าวชื่นชมทุกครั้ง
...
ผมรู้จัก "ดา ตอร์ปิโด" หรือ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ครั้งแรก จากการฟังการชุมนุม "คนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ" ผ่านทางออนไลน์

บนเวที "คนวันเสาร์" ส่วนใหญ่จะปลุกระดม ด่าหยาบๆ คายๆ เน้นไปที่การโจมตี พล.อ.สนธิ พล.อ.สพรั่ง คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และพล.อ.เปรม หลายครั้งก็ล้อเลียนใช้มุขตลกแบบเหยียดเพศ แทบไม่มีเนื้อหาวิชาการแต่อย่างใด

แต่มีผู้ปราศรัยอยู่คนหนึ่ง ที่ขึ้นเวทีเมื่อไร ก็จะพูดถึงประวัติศาสตร์การเมืองไทยอยู่บ้าง นั่นคือ "ดา ตอร์ปิโด"

แน่ละ เธอพูดผิดๆ ถูกๆ บ้างๆ แต่นี่คือเวทีปราศรัยโดยสามัญชน คนธรรมดา ที่ไม่ได้ถูกฝึกมาแบบนักวิชาการ

หลายครั้ง เธอปราศรัยโดยมีเนื้อหาทางประวัติศาสตร์ที่โยงไปถึงสถาบันกษัตริย์ และก็มีคนห้าม ตัดบท แย่งไมค์มา

เธอปราศรัยโดยการกัดฟัน แล้วพูดแรกๆ ผมก็คิดว่าเป็นสไตล์ของความโกรธแค้น แต่พึ่งมาทราบทีหลังว่า เวลาเธอพูดปกติ ก็เป็นแบบนี้ เพราะเธอไม่สบาย เป็นโรคร้ายที่บริเวณกราม ขากรรไกร

แม้เวทีของ "คนวันเสาร์ ไม่เอาเผด็จการ" เริ่มโรยราไป เกิดเวทีของ PTV ของคุณวีระ คุณจตุพร คุณณัฐวุฒิ เข้าแทนที่ แต่เราก็ยังพบเห็นการชุมนุมเวทีเล็ก เวทีอิสระอีก ซึ่ง "ดา ตอร์ปิโด" ก็ยังคงขึ้นเวทีปราศรัยเวทีเล็กเหล่านี้อย่างสม่ำเสมอ

กลางปี 2551 เธอขึ้นเวทีปราศรัย บริเวณสนามหลวง โดยมีเนื้อหาโจมตีกลุ่มพันธมิตรฯ โจมตีคุณสนธิ และพูดถึงเกี่ยวกับกรณีสวรรคต สองวันถัดมา คุณสนธินำเอาการปราศรัยของ "ดา ตอร์ปิโด" ไปพูดบนเวทีชุมนุมของพันธมิตร จากนั้นศาลได้ออกหมายจับดารณี เจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมดารณีที่ห้องพัก เธอถูกควบคุมตัว ไม่ได้รับการประกันตัวทั้งในชั้นพนักงานสอบสวน อัยการ และศาล

สิงหาคม 2552 ศาลพิพากษาลงโทษจำคุกดารณี 18 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ในช่วงที่เธอถูกคุมขัง นักกิจกรรมได้รณรงค์เพื่อให้เธอได้สิทธิปล่อยตัวชั่วคราวช่วงเวลานั้น นักสิทธิมนุษยชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และปัญญาชนยังไม่ค่อยกล้าพูดเรื่องความผิดปกติของมาตรา 112 เท่าไรนัก ดังนั้นการรณงค์ของนักกิจกรรมกลุ่มนี้ จึงเป็นความกล้าหาญและน่าเคารพนับถืออย่างยิ่ง

มีคนหนึ่งได้ติดต่อผมให้ผมช่วยส่งโปสการ์ดจากฝรั่งเศส ให้กำลังใจดารณี เสียหน่อย โดยส่งมาให้เขาและเขาจะนำไปรวบรวมส่งมอบให้ดารณี เมื่อตอนไปเยี่ยมเธอ เขาบอกผมว่า นี่คือส่วนหนึ่งของแคมเปญรณรงค์ให้ดารณี

ผมไม่ลังเลใจ และรีบส่งโปสการ์ดพร้อมข้อความให้กำลังใจไปให้ดารณี

ต่อมา ผมทราบข่าวว่า ดารณี ป่วยจากโรคร้ายแรงเกี่ยวกับขากรรไกร อ้าปากไม่ได้ ต้องรับการรักษา มีการรณรงค์ระดมทุนเพื่อช่วยเหลือบริจาคให้ดารณี

ผมพอมีเงินจากทุนการศึกษาอยู่บ้าง จึงตั้งใจจะนำไปบริจาคให้ ต่อมา มีผู้มีฐานะและมีจิตใจเพื่อมนุษยธรรม ได้เห็นความยากลำบากของดารณี แต่เขาไม่ประสงค์จะออกนาม ก็เลยฝากเงินมาให้ผม นำส่งต่อให้เพื่อนมิตรของดารณีไปฝากให้เธอในคุก

ผมไม่เคยเจอเธอเลย จนกระทั่งเธอได้รับพระราชทานภัยโทษ ออกจากคุกกลางปี 2559

เช่นเคย เธอยังคงสนใจติดตามการเมือง และวิชาการ ผมจึงได้พบกับเธอในเวทีสัมมนาวิชาการ ที่ผมได้รับเชิญไปพูดเรื่องรัฐธรรมนูญ และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง

ต่อมา เมื่อผมตัดสินใจลาออกจากอาชีพอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ เพื่อก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ และลงสมัครรับเลือกตั้ง เธอติดต่อมาหาผม และส่งกำลังใจ เอาใจช่วย พร้อมฝากความคาดหวังผ่านมาว่า พรรคอนาคตใหม่จะต้องเป็นกำลังสำคัญในการต่อสู้เพือประชาธิปไตย

ผมทราบมาว่า อาการป่วยเรื้อรังของเธอที่เป็น "ผลพวง" ของการถูกจองจำในคุก 8 ปี เริ่มหนักขึ้น เธอได้ออกหนังสือ "บันทึกการต่อสู้ครั้งสุดท้าย" พวกเราได้สนับสนุนไปหลายเล่ม

จนเมื่อวานนี้ เพื่อนท่านหนึ่งได้ส่งรูปหนังสือที่พี่ดา ดารณี มอบให้ผม

เช้าวันนี้ ผมทราบข่าวว่า พี่ดา เสียชีวิต

ผมไม่มีโอกาสได้คุยกับพี่ดาอีกสักครั้งก่อนเสียชีวิต จึงขอรำลึกและไว้อาลัยผ่านข้อเขียนชิ้นนี้

นอกจากที่ผมกล่าวไปทั้งหมดแล้ว ผมมีอีกเหตุผลสำคัญ คือ ในฐานะเพื่อนมนุษย์ เราควรเอ่ยรำลึกถึงการจากไปของ พี่ดา ดารณี โดยไม่ต้องกังวลใจว่า เธอเคยเป็นนักโทษในคดี 112 เพราะ ความเป็นมนุษย์ และจิตใจมนุษยธรรม ต้องดำรงอยู่เสมอไป มิใช่เลือนหายไปเพียงเพราะเธอถูกจองจำในความผิดฐาน 112

บุคคลสาธารณะมีชื่อเสียง มักกังวลต่อการแสดงความคิดเห็น ผมเอง กลายเป็นบุคคลสาธารณะ ไปแล้ว ก็ตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ดุจกัน แต่หากเราวางเงื่อนไขกดทับการแสดงออกของตนเองมากขึ้นๆ ในท้ายที่สุด เราจะไม่เหลือเสรีภาพในการแสดงออกเลย แม้กระทั่ง การแสดงออกในฐานะมนุษยธรรม

ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล เคยกล่าวไว้ในกลางปี 2550 ว่า

"ในชีวิตจะยึดหลักที่ว่า คนเราเกิดมาครั้งเดียว ตายครั้งเดียว แม้จะทำความดีแล้วคนไม่เห็น แต่ฟ้าดินเห็นก็พอใจแล้ว และจะยืนหยัดเรียกร้องจนกว่าจะได้ประชาธิปไตยและประเทศไทยมีการเลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญที่มาจากวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริง".

 


เนี่ย.......... ด้วยตำแหน่ง "โฆษกรัฐบาล"! ถ้าจะตำหนิ "นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์" ก็ต้องตำหนิกันในเรื่องนี้แหละ คือเรื่องการใช้มาตรการควบคุมโควิดกับบุคคลต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศช่วงนี้

'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'