'เวิร์กฟอร์มโฮม-เหลื่อมเวลา'ได้ผล โควิดลด-ประสิทธิภาพงานห้ามลด


เพิ่มเพื่อน    

          จากผลกระทบโควิด-19 จนนำมาสู่มาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง หรือ "Work From Home" ในช่วงนี้ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เห็นชอบพร้อมสั่งทำควบคู่กับมาตรการทำงานเหลื่อมเวลาของส่วนราชการ แต่ยังต้องคงประสิทธิภาพในการทำงานทั้งในและนอกสถานที่ตั้ง ให้บรรลุผลตามเป้าหมาย คุณภาพของการทำงาน และการให้บริการต้องไม่ลดลง

                ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานราชการต่างขานรับมาตรการดังกล่าว และจะดำเนินการให้ครอบคลุมไปถึงองค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ เพื่อนำมาเปรียบเทียบและวางแนวทางการทำงานในอนาคตของการพัฒนาระบบราชการไทย รวมถึงเป็นการนำร่องในภาคเอกชนด้วย

                สำหรับการดำเนินการมาตรการ Work From Home และการเหลื่อมเวลาการทำงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ โดยแม่งานอย่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ได้สรุปผลสัมฤทธิ์และรายงานต่อที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่น่าพอใจ ข้อมูลรายสัปดาห์ถึงวันที่ 12 พ.ค.63 จาก 140 ส่วนราชการ คิดเป็นร้อยละ 98.6 ของส่วนราชการทั้งหมด โดยร้อยละ100 มอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้ง มีการมอบหมายในหลายรูปแบบ เช่น ปฏิบัติงานที่บ้านสลับกับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของส่วนราชการแบบวันเว้นวัน สัปดาห์ละ 1 วัน  สัปดาห์ละ 2 วัน หรือสัปดาห์เว้นสัปดาห์ เป็นต้น

                ส่วนการเหลื่อมเวลาในการทำงานในสถานที่ตั้งของส่วนราชการ กรณีที่ปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งส่วนใหญ่เลือกใช้การเหลื่อมเวลาการปฏิบัติงาน เวลา 07.30-15.30 น. และเวลา 08.30-16.30 น. แต่บางส่วนราชการมีรูปแบบการเหลื่อมเวลาการปฏิบัติงานอื่นๆ ได้แก่ เวลา 06.00-14.00 น. เวลา 14.00-22.00 น. เวลา 22.00-06.00 น. เช่น กรมประมง กรมทางหลวง เป็นต้น ทั้งนี้จะมีการขอความร่วมมือและให้คำแนะนำส่วนราชการในการกำหนดให้มีการเหลื่อมเวลาในการทำงาน ในสถานที่ตั้งของส่วนราชการในรูปแบบที่หลากหลายมากขึ้น  เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการลดความแออัดและลดความเสี่ยงในการระบาดของไวรัสโควิด-19

                นอกจากนี้ ในส่วนราชการมอบหมายให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในสถานที่ตั้งตามวันเวลาปกติ ในบางลักษณะงานที่มีความจำเป็น โดยลักษณะงานส่วนใหญ่คือ งานให้บริการประชาชน งานรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล งานในห้องปฏิบัติการ งานตามนโยบายเร่งด่วนจากสถานการณ์โควิด-19 และบางตำแหน่ง เช่น ผู้บริหารระดับสูง  ผู้อำนวยการสำนัก/กอง เป็นต้น

                สำหรับแนวทางการบริหารงานของส่วนราชการทั้ง 3 รูปแบบ คือ 1.การลงเวลาปฏิบัติงานผ่านระบบเทคโนโลยีดิจิทัล 2.การกำกับดูแลและบริหารผลงาน เพื่อคงประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานทั้งในและนอกสถานที่ตั้งให้บรรลุผลตามเป้าหมาย  และให้มั่นใจว่าคุณภาพของการทำงานและการให้บริการไม่ลดลง โดยส่วนราชการส่วนใหญ่กำหนดให้มีการจัดทำข้อตกลงการปฏิบัติงานล่วงหน้า และให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รายงานความก้าวหน้าของงานอย่างต่อเนื่อง โดยร้อยละ 55 กำหนดให้รายงานความก้าวหน้ารายวัน และร้อยละ 45 กำหนดให้รายงานความก้าวหน้ารายสัปดาห์

                และ 3.การนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้สนับสนุนการปฏิบัติงาน ซึ่งส่วนราชการเลือกใช้ระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมากกว่าหนึ่งระบบ โดยส่วนใหญ่เลือกใช้แอปพลิเคชันไลน์ ร้อยละ 98, Zoom ร้อยละ 60, Microsoft Team ร้อยละ 29, Cisco Webex ร้อยละ 24 และไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ร้อยละ 18 ทั้งนี้ส่วนใหญ่ใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์แบบพกพาและโทรศัพท์เคลื่อนที่ รองลงมาคือ คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แท็บเล็ต และไอแพด

                แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของส่วนราชการยังพบมีข้อจำกัด ได้แก่ ขาดความพร้อมเกี่ยวกับอุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน สัญญาณเครือข่ายอินเทอร์เน็ตสำหรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่ ขาดความพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ลักษณะงานบางประเภทไม่สามารถปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งได้ และยังมีข้อเสนอแนะให้มีอุปกรณ์หรือการสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานที่บ้าน เช่น ค่าอินเทอร์เน็ต

รวมทั้งในกรณีให้ข้าราชการปฏิบัติราชการในสถานที่ตั้ง จะต้องมีการป้องกันและรักษาความปลอดภัยด้านสุขภาพและชีวิตอย่างเหมาะสม เช่น มีจุดคัดกรองโดยมีเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิและเตรียมน้ำยาล้างมือฆ่าเชื้อโรค การเตรียมหน้ากากอนามัย กำหนดระยะห่างของผู้ปฏิบัติงาน เป็นต้น

            ทั้งนี้ มาตรการ "Work From Home" ของภาครัฐ ถือว่าเห็นผลสัมฤทธิ์ระดับหนึ่ง ด้วยผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการยังอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังลดลงต่อเนื่อง ซึ่งจากนี้จะเป็นการนำร่องต่อไปในภาคเอกชนด้วย.

 


ก็พลอยปีติยินดีไปด้วย......กับพี่น้องชาวใต้ "นราธิวาส-ปัตตานี-ยะลา-สงขลา" ที่มีโอกาสได้รับเสด็จ"สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" พระผู้ซึ่งเป็นแก้วตา-ดวงใจของมวลพสกนิกรไทยทั้งมวล

ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!
'ช่อ' ไม่เคยเปลี่ยน
โซเชียลมีเดีย 'อำนาจโลก'