ความเป็นศิลปินกับการเมือง


เพิ่มเพื่อน    

      วันนี้...เปลี่ยนบรรยากาศมาว่ากันเรื่องศิลปะ ศิลปิน หรือเรื่อง ศิลปินแห่งชาติ กันดูมั่ง เพราะหลังจากที่กระทรวงวัฒนธรรม ท่านได้ออกกฎกระทรวง ให้อำนาจในการถอดถอนตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ กันไปเรียบร้อยแล้ว แต่จะในฐานะศิลปินแห่งชาติ ในฐานะวุฒิสมาชิก หรือในฐานะ น้าเนาว์ของเราเอง กวีและนักเป่าขลุ่ยอย่างคุณน้า เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ท่านได้ออกมาแสดงความ ไม่เห็นด้วย อย่างที่ต้องเรียกว่า เป็นผู้ใหญ่ เอามากๆ...

                                                               --------------------------------------------------

      ไม่ว่าจะเป็นความเห็น ที่ท่านได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในหนังสือพิมพ์ หรือเว็บไซต์ มติชน หรือที่ได้โพสต์เอาไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัวประมาณ 4 ข้อ 5 ข้อ โดยจะมีรายละเอียดแบบไหน ประการใด กันบ้างนั้น คงไม่ต้องเสียเวลาพูดถึง เพราะสามารถไปหาอ่านกันเอาเองได้ไม่ยาก แต่ก็มีอยู่ข้อหนึ่ง ประการหนึ่ง ที่น่าคิด น่าสะกิดใจ มิใช่น้อย นั่นก็คือท่านเห็นว่าการออกกฎ ออกมาตรการดังกล่าว อาจถูกหยิบมาใช้เป็นประเด็นทาง การเมือง ในการโจมตี การเล่นงาน ซึ่งกันและกัน อันเป็นอะไรที่ไม่น่าจะถูกฉุด ถูกลาก ให้เข้ามาเกี่ยวข้อง พัวพัน กับ ความเป็นศิลปิน ที่ออกจะใส สะอาด บริสุทธิ์ โดยธรรมชาติ ไม่ได้สกปรก รกรุงรัง เหมือนอย่างธรรมชาติการเมืองเอาเลยแม้แต่น้อย...

                                                                   ---------------------------------------------------

      และโดยธรรมชาติของ น้าเนาว์ ท่านก็ดูจะหนักไปทาง ศิลปิน มากกว่า นักการเมือง มาตั้งแต่อ้อน แต่ออก ส่วนที่ต้องไปเกี่ยวข้อง พัวพัน กับการเมือง จนมีสถานะเป็น วุฒิสมาชิก นั้น ก็คงไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความเป็นนักการเมือง ภายในตัวตนของท่านแต่อย่างใด แต่น่าจะเป็นเพราะความเป็นศิลปินซะล่ะมากกว่า ที่ทำให้ผู้ซึ่งมีอำนาจทางการเมือง มองเห็นถึงความสำคัญไม่ว่าในแง่หนึ่ง แง่ใด และแม้ต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง พัวพัน กับการเมืองอยู่บ้าง แต่ดูเหมือน น้าเนาว์ ท่านก็ไม่ได้คิดจะเอา  การเมือง มาเป็นเครื่องมือ หรือเป็นประเด็น ในการเล่นงานใครต่อใคร แม้ว่าใครเหล่านั้นจะหันมาเล่นงานท่าน ด้วยเรื่องของ การเมือง นั่นแหละเป็นหลักใหญ่ หาว่าเป็นเผด็จการ เป็นโน่น เป็นนี่ ไปตามเรื่อง ตามราว...

                                                                     ----------------------------------------------------

      แต่ น้าเนาว์ ท่านก็ดูจะพยายามดำรง รักษา ความใส สะอาด บริสุทธิ์ ตามธรรมชาติแห่งความเป็นศิลปิน โดยไม่ถึงกับคิดตอบโต้ ด่าทอ คิดจะออกอาวุธใส่กันแบบชนิดดอกต่อดอก หรือแบบวันละ 3  เวลาหลังอาหาร เพราะนอกจากความเป็นศิลปินอันเป็นอะไรที่สูงซะยิ่งกว่าความเป็นนักการเมืองแล้ว  ภายใต้การด่ากันไป-ด่ากันมา ในทางการเมืองนั้น บางครั้ง บางครา มันยังมีองค์ประกอบของ ความเป็นเพื่อน หรือความเป็นเพื่อน พ้อง น้อง พี่ อันเป็นสิ่งที่น่าจะสูงส่ง หรือน่าจะมีคุณค่า ราคา ยิ่งกว่าความเป็นการเมืองอีกนั่นแหละ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อย่างมิอาจปฏิเสธได้...

                                                                       -----------------------------------------------------

      แต่ก็อย่างว่า...ด้วยเหตุเพราะการเมือง ที่มันค่อนข้างจะสกปรก รกรุงรัง ไปตามธรรมชาติของตัวมันเอง บางครั้ง บางครา แม้แต่ ความเป็นเพื่อน ก็ยังถูกขยำขยี้ ถูกเหยียบ ถูกกระทืบ ชนิดแทบไม่เหลือราคาใดๆ เอาไว้เลย เพียงเพราะความคิดทางการเมืองที่เกิดไม่ตรงกัน หรือเกิดสวนทางกันขึ้นมา ณ  วันใด วันหนึ่ง หรือช่วงระยะใด ระยะหนึ่ง แต่เพียงเท่านั้น อันเป็นสิ่งที่น่าเสียดายเอามากๆ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ยังมองเห็น คุณค่าแห่งความเป็นมนุษย์ ที่มันน่าจะมีอะไรมากไปกว่าเรื่อง การเมือง ล้วนๆ  หรือน่าจะมี จิตวิญญาณ ในรูปอื่นๆ ที่ยังพอผูกพัน เชื่อมโยง ไม่ให้มนุษย์ด้วยกันเอง ต้องมองเห็นกันและกันเป็น ศัตรู เอาง่ายๆ ไม่ว่าสิ่งเหล่านั้นจะถูกเรียกขานในนาม ความเป็นเพื่อน พ้อง น้อง พี่ ความเป็นญาติสนิท มิตรสหาย รวมไปถึงความเป็นศิลปิน อีกด้วยเช่นกัน...

                                                                         --------------------------------------------

      แต่เพราะการหยิบเอา การเมือง มาใช้เป็นประเด็นในการเล่นงาน การโจมตี ฝ่ายที่ตัวเองไม่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับตัวเอง ไม่เพียงแต่ทำให้คำว่าเพื่อน คำว่ามิตรสหาย แทบหมดคุณค่า ราคา ลงไปเท่านั้น ยังอาจส่งผลให้ ความเป็นศิลปิน อาจต้องพลอยหมองมัวไปด้วย ไม่ว่าจะแห่งชาติ-ไม่แห่งชาติ หรือไม่ เพียงใด ก็แล้วแต่ และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้ศิลปินอย่าง น้าเนาว์ ที่แม้จะโดนเพื่อนด่า เพื่อนว่า ชนิดวันละ 3 เวลาหลังอาหาร ท่านจึง ไม่เห็นด้วย กับกระทรวงวัฒนธรรม ที่ไปเปิดช่อง เปิดทาง ให้เกิดการนำเอา การเมือง มาใช้เป็นประเด็นในการเล่นงาน ถอดถอน บรรดาศิลปินแห่งชาติทั้งหลาย...

                                                                         ------------------------------------------------

      ว่าไปแล้ว...การด่าว่า ด่าทอ ระหว่างเพื่อนกับเพื่อน ระหว่างฝ่ายมึง-ฝ่ายกู ฝ่ายมันกับฝ่ายเรา ที่ดำเนินต่อเนื่องมานานไม่รู้กี่ทศวรรษต่อกี่ทศวรรษเข้าไปแล้ว ออกจะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ น่าเหนื่อย เสียเหลือเกิน ไม่ว่าจะด่าผิด ด่าถูก ด่าแบบมีเหตุผล หรือไร้เหตุผล เพราะไม่ว่าคำด่าเหล่านั้นจะถูกใจ สะใจ ใครต่อใคร หรือฝ่ายใดต่อฝ่ายใดก็แล้วแต่ แต่ย่อมต้องส่งผลให้เกิดสภาพดังที่ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ท่านทรงสรุปไว้ว่า ล้วนเป็นต้นเหตุใหญ่ของความวิวาท บาดหมาง ความขุ่นเคืองและความแคลงใจกัน ท่านจึงทรงออกมา บิณฑบาต บรรดาปวงชนชาวไทย ไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ว่าขอให้ โมกโข กัลยาณิยา สาธุ กันบ้างเถิด ด้วยเหตุเพราะ การเปล่งวาจางาม ยังประโยชน์ให้สำเร็จ หาใช่การด่าว่า ด่าทอ ซึ่งกันและกันไม่!!!

                                                                           ---------------------------------------------------

      ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก Anonymous...“Great minds discuss ideas; Average minds discuss events; Small minds discuss people. - จิตใจที่ยิ่งใหญ่วิพากษ์วิจารณ์ความคิด จิตใจสามัญวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์ จิตใจที่ต่ำต้อยวิพากษ์วิจารณ์ผู้คน...”

                                                                            -----------------------------------------------


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'