ไม่มีทางรอด'อนุทิน'ลั่นคนเรียกหักหัวคิวกินแกลบกันเป็นแถวคนจ่ายมีความผิดด้วย


เพิ่มเพื่อน    

 

29 พ.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมศบค.ชุดใหญ่ ว่า ที่ประชุมจะหารือรายละเอียดมาตรการผ่อนปรนต่างๆ โดยก่อนหน้านี้เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และปลัดกระทรวงต่างๆ ได้หารือในคณะกรรมการเฉพาะกิจพิจารณาผ่อนคลายการบังคับใช้มาตรการในการป้องกันและยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัสโควิด-19 มาแล้ว ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้กำชับปลัดสธ.ไว้ว่าความปลอดภัยของประชาชนต้องมาเป็นลำดับแรก ขณะนี้ผู้ป่วยติดเชื้อตัวเลขกลับมาเป็นสองหลักต้องมาดูว่าตัวเลขสองหลักมาจากสถานที่กักกันตัวของรัฐทั้งหมด เป็นคนที่มาจากต่างประเทศที่เป็นประเทศมีการติดเชื้อสูงและให้เข้ามา 200-300 คน ต่อวัน เมื่อคนไทยจะกลับบ้านเราก็ต้องอำนวยความสะดวกให้เพราะอยู่ที่เมืองไทยดีกว่าที่เมืองนอก แต่เราไม่เคยประมาทและต้องมั่นใจว่าเมื่อเข้ามาแล้วจะไม่ไปที่ใด ต้องมากักตัว 14 วันตามกติกา ใครติดเชื้อต้องรักษาพยาบาล และในช่วงหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาก็ไม่มีการติดเชื้อจากในประเทศกันเอง

 ทั้งนี้หากมีการผ่อนปรนระยะที่ 3 แล้ว ยังต้องปฏิบัติตามมาตรการที่กำหนดคือ สวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ไม่ไปในที่เสี่ยง เป็นสิ่งที่ยังต้องทำต่อไป โดยปฏิบัติให้เป็นชีวิตวิถีใหม่ แต่หากมีวัคซีนแล้วอาจจะไม่ต้องใส่หน้ากากออกจากบ้านก็ได้

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีบุคคลแอบอ้างและหักหัวคิวสถานที่ที่ต้องการจะมาเป็นที่กักกันตัวของรัฐ จะมีความชัดเจนเรื่องนี้อย่างไร นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ใครจะทำคงรับประทานแกลบกันเป็นแถว ทุกคนรู้อยู่แล้วใครจะกล้าทำ และคนที่จะอนุมัติงบเหล่านี้ต้องเอาแว่นขยายส่อง ไม่มีทางรั่วไหล  ส่วนคนที่จ่ายไปแล้วก็ซวยไป และถือว่ามีความผิดด้วย เพราะร่วมกันทุจริตในราชการ หากมีเหตุแบบนี้เกิดขึ้นเราจะรู้ได้อย่างไร เพราะอาจจะมีการแอบอ้างได้ว่าเป็นญาติ เช่น มีคนกระทำผิดแอบอ้างว่าเป็นคู่เขยตน ทั้งที่ตนไม่มีเมีย แล้วจับเป็นคู่เขยได้อย่างไร ไปของานหรือบีบคั้นราชการได้อย่างไร

 เมื่อถามว่าทราบหรือยังว่าคนที่แอบอ้างเป็นใคร นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องไปทราบในส่วนนั้น ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะไม่ทนต่อการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่มีทางรอด เพราะจะต้องมีการคัดกรองและผ่านการเซ็นอนุมัติในหลายขั้นตอน
 
เมื่อถามว่า เมื่อสิ้นสุดการบังคับใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯในวันที่ 1 ก.ค.นี้ จะมีกฎหมายใดที่เข้ามาควบคุมเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด นายอนุทิน กล่าวว่า ยังมีพ.ร.บ.โรคติดต่อ และประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคระบาดร้ายแรงอยู่ ตนได้เรียนนายกรัฐมนตรี ว่าแม้จะไม่มีพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ยังต้องคงคณะทำงานที่ร่วมทำงานในระหว่าง 3-4 เดือนที่ผ่านมาไว้ เพื่อทำงานร่วมกันต่อไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องระดับชาติ และนายกรัฐมนตรีก็ยังมีอำนาจสั่งการในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของการบริหาราชการแผ่นดิน สามารถสั่งการได้ทุกเรื่อง เราไม่ได้ใส่ใจกับคำว่าพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ใส่ใจกับคำว่าสปิริตการทำงานร่วมกัน

เมื่อถามว่า การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในเดือนมิ.ย.จะเป็นเดือนสุดท้ายใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนไม่มีสิทธิ์ไปตอบ แต่เรื่องโควิด-19 สำคัญกว่าเรื่องการเมือง เรื่องศักดิ์ศรีอำนาจใดๆ ทั้งสิ้น อะไรที่ทำให้ประชาชนปลอดภัยจากการติดเชื้อตนยอมหมด