ว่าด้วยความบันเทิง-เริงรมย์ในสถานการณ์โควิด


เพิ่มเพื่อน    

                                                        (1)

        นับจากเกิดสถานการณ์ โควิด เป็นต้นมา...คงต้องสารภาพแบบตรงไป-ตรงมานั่นแหละว่า ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในแง่ที่ออกไปทาง โหวงๆ เหวงๆ กับอันตัวข้าพเจ้าเอง อยู่พอสมควรเหมือนกัน แม้ว่าจะคุ้นชิน คุ้นเคย กับการ กักตัวเองอยู่ในบ้าน นับเป็นทศวรรษๆ พร้อมที่จะ เว้นระยะห่างทางสังคม กับใครต่อใคร แบบไม่รู้สึกติดๆ ขัดๆ อะไรเอาเลยแม้แต่น้อย แต่ก็ยังอดที่จะโหวงๆ เหวงๆ ขึ้นมามิได้...

                                                         (2)

        ด้วยเหตุเพราะ ความบันเทิง-เริงรมย์ เท่าที่ตัวเองเหลือติดปลายนวมอยู่เพียงแค่น้อยนิด นั่นคือบรรดารายการ กีฬา ทั้งหลาย มีอันต้องหยุดชะงัก หัวทิ่ม หัวตำ กันไปเป็นแถบๆ ไม่มีโอกาสได้ลุ้น น้องเมย์, น้องหมิว ฯลฯ ในการลงแข่งแบดมินตันแต่ละนัดเหมือนอย่างเคย ไม่ได้มีโอกาสบิดไป บิดมา ขณะดู วอลเลย์บอลหญิง ทีมชาติไทย ไล่ตบกับทีมชาติญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ละทัวร์นาเมนต์ แถมไม่มีโอกาสได้เจอ นาดาล เจอ เฟเดอเรอร์ ไม่ว่าจะในรายการ เฟรนช์ โอเพ่น หรือ วิมเบิลดัน อีกต่อไป และที่โหวงเหวง หวีดหวิว เอามากๆ ก็คือไม่มีโอกาสได้ตื่นตา ตื่นใจ กับ มหกรรมโอลิมปิก 2020 ที่อุตส่าห์ชักสะพานแหงนถ่อ รอคอย มาจนแห้งแล้ว แห้งอีก ฯลฯลฯ...

                                                       (3)

        จะหันไปบันเทิง-เริงรมย์กับ หนัง กับ ละคร...ก็มีแต่จะยิ่งทรมานหนักขึ้นไปใหญ่ เพราะอย่างที่เคยว่าไว้แล้วนั่นแหละว่า ไม่ว่าหนัง ไม่ว่าละคร นับจากปี ค.ศ.2000 เป็นต้นไป ออกจะเป็นอะไรที่ แสลง กับคนแก่ คนชรา อย่างตัวเราเป็นอย่างยิ่ง คือออกไปทาง ดูมัยดั๊ยย์ย์ย์ ไปด้วยกันทั้งนั้น และเคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียม อย่าง ทรู วิชั่นส์ เขาก็ออกจะ วิสั้น มาโดยตลอด เรียกว่าไม่คิดจะเอา หนังเก่า ใดๆ ออกมาฉาย หนักไปทางพยายามตอบสนองคนรุ่นใหม่ ตอบสนองวัยรุ่น ช่องหนัง ไม่ว่ากี่ช่องต่อกี่ช่อง เลยกลายเป็นช่องที่ดูไม่ได้ ไปด้วยกันทั้งมวล...

                                                     (4)

        ส่วนจะหันไปดู หนังสารคดี ก็อีกนั่นแหละ...ในเมื่อโลกต้องหมุนไปตามคนรุ่นใหม่ รุ่นถัดๆ ไป คุณภาพของหนังสารคดีก็คงไม่ต่างไปจากภาพยนตร์และละครใหม่ๆ นั่นเอง คือออกไปทางอีลุ่ยฉุยแฉก กลายเป็นรายการ ปกิณกะ รายการกินๆ เที่ยวๆ แ-กๆ ไม่ได้คิดจะให้ ความรู้ ใดๆ ใส่สมองไว้บ้างเลย ดังนั้น...เมื่อไม่มีรายการ ถ่ายทอดสดกีฬา ซะอย่าง การเสียเงินค่าสมาชิกเดือนละเป็นพันๆ บาท ให้โทรทัศน์ดาวเทียม อย่าง ทรู วิชั่นส์ ก็แทบไม่ต่างไปจากการเสียเงินเพื่อ ซื้อขยะ เข้าบ้านทำนองนั้น รำๆ ว่าอาจต้องขอบอกเลิกเป็นสมาชิก อย่างที่คุณน้อง สันต์ สะตอแมน ท่านบอกเลิกไปแล้ว หรือไม่ อย่างไร ก็ยังไม่แน่ใจ...

                                                      (5)

        แต่เอาเป็นว่า...เมื่อไม่มีความบันเทิง-เริงรมย์ที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด หรือไม่มีรายการ กีฬา ให้ดูซะอย่าง ความโหวงๆ เหวงๆ มันจึงอุบัติขึ้นมาเป็นพักๆ โดยสิ่งที่พอช่วยประคับประคอง ให้ไม่ถึงกับ หวังเหวิด จนเกินไป ก็เลยเหลืออยู่แต่ เพลง หรือ ดนตรี นั่นเอง ที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งบริการ ไม่ต้องเสียเงิน เสียทอง ให้กับ ทรู วิชั่นส์ อาศัยการไป โหลด เอามาจากยูท้ง ยูทูบ ได้เป็นกะตักๆ ไม่ว่าจะเพลงฝรั่ง ตั้งแต่ยุค 90, 80, 70 ลงมา เพลงลูกทุ่งยุคแผ่นเสียง หรือยุคที่ยังไม่กลายเป็น ลูกกุ้ง ไปจนถึงเพลงสุนทราภรณ์ เพลงคลาสส่ง คลาสสิก ฯลฯ อะไรไปโน่น...

                                                       (6)

        คือสำหรับ เพลง หรือ ดนตรี มันออกจะเป็นความบันเทิง-เริงรมย์ ที่แปลกไปกว่าอย่างอื่น เพราะถ้าเป็นหนัง หรือภาพยนตร์ ละเม็ง ละคร แค่ดูวนไป-วนมาซัก 3 รอบ 4 รอบ ก็คงไม่คิดอยากดูต่อไปอีกแล้ว ส่วนสารคดีนั้น เมื่อพอได้รู้ๆ หรือได้รับความรู้ ได้ตื่นตา ตื่นใจ กับวิว ทิวทัศน์ ความน่ารัก น่าประทับใจ ของสิงสาราสัตว์แต่ละประเภท ก็คงไม่เหลือแรงจูงใจใดๆ อีกต่อไป แม้แต่กีฬาก็เหมือนกัน ถ้าหากไม่ใช่ ถ่ายทอดสด ไม่ได้มีโอกาสลุ้นแพ้ ลุ้นชนะ ก็ออกไปทาง แบบแห้ง ไปด้วยกันทั้งสิ้น แต่สำหรับ เพลง หรือ ดนตรี แล้ว ไม่ว่าจะฟังซ้ำไป ซ้ำมา ซักกี่สิบ กี่ร้อยรอบ กลับเป็นอะไรที่ยิ่งดื่มด่ำ ยิ่งชุ่มชื่นหัวใจ ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น ขนาดเพลงเก่าๆ ระดับแต่งไว้ ประพันธ์เอาไว้ ไม่รู้กี่ต่อกี่ร้อยปีที่แล้ว อย่างประเภทเพลง บลู ดานูบ ของ โยฮัน สเตราส์ อะไรประมาณนั้น ไม่ว่าจะฟังซักกี่พัน กี่หมื่นรอบ ก็ยังคงไพเราะ เพราะพริ้ง นอนเกาสะดือไปพร้อมกับจินตนาการได้เสมอๆ...

                                                        (7)

        อาจเพราะ เพลง หรือ ดนตรี มันเป็นอะไรอย่างที่ พระอภัยมณี หรือ สุนทรภู่ ท่านอรรถาธิบายไว้บทกลอน บทหนึ่ง ก็เป็นได้ คือ อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป-ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์-ถึงมนุษย์ครุฑาเทวราช-จตุบาทกลางป่าพนาสินฑ์-เพียงปี่เราเป่าไปให้ได้ยิน-ก็สุดสิ้นโทโสที่โกรธา-ให้ใจอ่อนนอนหลับลืมสติ-อันลัทธิดนตรีดีหนักหนา ฯลฯ ทำนองนั้น ด้วยเหตุนี้...ระหว่างที่ต้องต่อ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน ไปถึงเดือนมิถุนาฯ หรือต้องค่อยๆ ผ่อนๆ คลายๆ มาตรการต่างๆ ไปเป็นขั้นๆ ใครที่ชักหงุดๆ หงิดๆ หรือชักโหวงๆ เหวงๆ ก็แล้วแต่ ก็ลองหันมาฟัง เพลง ฟัง ดนตรี กันไปพลางๆ อย่าถึงกับต้องไปฉุนฉิว กริ้วโกรธ อันอาจนำไปสู่ความเกลียด เคียดแค้น อาฆาตพยาบาท ริษยาและชิงชัง ที่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่นเอาเลยแม้แต่น้อย...

                                     ------------------------------------------------


โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อวาน (๑ ก.ค.๖๓) ท่านเห็นอะไร? ทุกคนจะบอก..... เห็นเด็กนักเรียนไปโรงเรียน เห็นรถติด เห็นเด็กอนุบาลร้องไห้ เห็นผู้ปกครองอุ้มลูก-จูงหลานไปส่งโรงเรียน

อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'
ว่าด้วยเรื่อง"ลูกหลานจัญไร"
วิบากแห่งกรรม ๑๓ ปี
สำนึกรักจาก ผบ.และอดีต ผบ.ทบ.
มรดก ๘๘ ปีคณะราษฎร