อำลาฮานอย


เพิ่มเพื่อน    

(ลุงโฮยังอยู่กับชาวเวียดนาม ข้อความใต้ภาพแปลความหมายได้ว่า “สร้างชาติกันใหม่ให้ดีและงดงามกว่าเดิม”)

    มินิบัสกลับออกจากหมู่บ้านตามก๊ก ในเขตจังหวัดนิญบิ่ญ เวลาประมาณ 5 โมงเย็น เวลานี้สามารถมองพระอาทิตย์ได้ด้วยตาเปล่า เห็นดวงสีชมพูแกมส้มลอยอยู่เหนือแนวภูเขาหินปูนขอบหยักขึ้นลง สูงๆ ต่ำๆ ตัดกับท้องฟ้าสีออกเทาๆ รถออกมาไกลหลายกิโลกว่าภาพของทิวเขาจะหายไปจากทัศนวิสัย รถของเรามุ่งหน้ากรุงฮานอยที่อยู่ห่างไปราว 100 กิโลเมตร
    ลุงชาวอินเดียผู้มีความมัธยัสถ์เป็นเลิศซึ่งได้นั่งกินข้าวเที่ยงตรงข้ามกับผม อีกทั้งลงเรือแจวลอดถ้ำลำเดียวกัน ตอนนั่งรถกลับฮานอยแกก็ขอให้ผมนั่งติดกับแก คงเป็นความผูกพันพิเศษทางวิถีชีวิตวัฒนธรรมระหว่างไทยกับอินเดีย และอาจเป็นเพราะผมคุ้นกับคนอินเดียอยู่บ้าง พอรู้แนวทางการพูดคุยซึ่งก็คล้ายๆ กับคนไทย คือ ค่อนข้างเปิดเผยและมองคนอายุน้อยกว่าเสมือนว่าเป็นลูกเป็นหลาน โดยเฉพาะเมื่ออยากจะไหว้วานอะไรบางอย่าง
    แกขอให้ผมแชร์สัญญาณมือถือที่เรียกว่าฮอตสปอตเพื่อแกจะได้ใช้แอปโทรไปหาลูกชายที่กรุงนิวเดลี แต่เครื่องของแกไม่สามารถรับสัญญาณจากเครื่องของผมได้แม้พยายามอยู่หลายครั้ง ลุงอินเดียเป็นอดีตข้าราชการ แกและภรรยาวางแผนจะเดินทางท่องเที่ยวด้วยกันหลังจากเกษียณ แกเกษียณอายุเมื่อปีที่แล้วแต่ฝ่ายภรรยาไม่รอท่า เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งก่อนหน้านั้น 1 ปี บัดนี้จึงต้องเที่ยวคนเดียว ลูกชายคอยทำหน้าที่ซื้อตั๋วเครื่องบินให้ทางออนไลน์

(การพบปะของนักขับรุ่นเยาว์ในบ่ายวันอาทิตย์)

    ลุงอินเดียจะเดินทางต่อไปนครโฮจิมินห์ในวันรุ่งขึ้นแต่ยังไม่มีตั๋วเครื่องบิน ตอนนี้ทราบราคาจากลูกชายเรียบร้อยแล้ว หากออกคำสั่งไปลูกชายก็จะซื้อให้แล้วส่งตั๋วมาทางอีเมลทันที แกขอให้ผมตรวจสอบราคากรณีเดินไปซื้อจากสำนักงานขายตั๋วของสายการบินหรือเอเยนต์ในกรุงฮานอย ผมทำได้เพียงตรวจสอบราคาออนไลน์ แกบอกว่าถูกกว่าของลูกชาย ผมบอกตำแหน่งของสำนักงานขายตั๋วสองสามแห่งให้เลือก ที่ใกล้กับที่พักของแกมากที่สุดประมาณ 1 กิโลเมตร ผมอธิบายให้แกเข้าใจว่าหากเดินไปซื้อที่สำนักงานมักจะได้ราคาแพงกว่าซื้อออนไลน์ แกว่าไม่ลองก็ไม่รู้
    มินิบัสแวะจุดจอดร้านขายของที่ระลึกริมทางราวครึ่งชั่วโมงตามสูตร พวกเรามาถึงกรุงฮานอยราว 1 ทุ่ม รถจอดให้ลงตามจุดต่างๆ ที่ใกล้ที่พักของลูกทัวร์แต่ละคน ผมกล่าวลาลุงอินเดียอย่างรีบๆ ลงจากรถพร้อมกับฝรั่งหนุ่มสาวอเมริกัน 2 คู่ เพราะหันไปเห็นร้านไวน์ที่หมายตาไว้พอดี
    ร้าน The Liquor Store – At the Best Prices บนถนน Hang Ga บริเวณหัวมุมที่ตัดกับถนน Hang Vai ในเขตเมืองเก่า ขายวิสกี้และไวน์ราคาถูกกว่าร้านดิวตี้ฟรีในสนามบิน ค่ำวานนี้ได้ซื้อไวน์ชื่อ Vang Dalat จาก Ladora Winery ไป 1 ขวด คำว่า “แวง” เป็นคำอ่านออกเสียงของ Vin ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่าไวน์ แต่พอเขียนเป็นภาษาเวียดนามก็กลายเป็น Vang ไปเสีย ไวน์ที่ขึ้นชื่อของเวียดนามต้องยกให้ไวน์ที่มาจากพื้นที่สูงตอนกลางของประเทศ โดยเฉพาะจากดาลัต
    วันนี้ผมซื้อไวน์จากดาลัตอีกขวด คุณภาพดีขึ้นมาหน่อยชื่อว่า Chateau Dalat ปี 2015 องุ่นพันธุ์กาแบร์เนต์โซวินญอง จาก Ladora Winery เช่นเดียวกัน ราคาแค่ 300 บาทเท่านั้น ตอนกลับไปดื่มที่เมืองไทยรู้สึกว่ารสชาติสามารถสู้ไวน์นอกราคาไม่เกินขวดละ 1 พันบาทในตลาดบ้านเราได้สบายๆ
    ได้ไวน์สมใจก็เดินกลับที่พัก Mylan Guesthouse อาบน้ำอาบท่าแล้วออกไปเดินเล่นย่านถนนคนเดินสุดสัปดาห์ทางฝั่งทิศเหนือของทะเลสาบหว่านเกี๋ยม คืนนี้เป็นคืนวันเสาร์ บรรยากาศคึกคักกว่าคืนวานเสียอีก บนเวทีมีการแสดงทางวัฒนธรรมและการบรรเลงดนตรีชุดใหญ่ คนดูวีไอพีในอาภรณ์หรูหรานั่งชมอยู่แถวหน้า ไม่ห่างออกไปในวงลีลาศมีนักเต้นเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานหลายสิบคู่ นอกจากนักเต้นวัยกลางคนแล้วก็ยังเห็นรุ่นหนุ่มสาวร่วมวงอยู่ด้วย คาดว่าเข้าคอร์สเรียนมาอย่างดี คนดูมุงกันเป็นวงกลมใหญ่ ผมเองก็ยืนดูอยู่ด้วยความเพลิดเพลินหลายนาทีจนท้องไส้ฟ้องว่าควรกินมื้อค่ำได้แล้ว
    บนถนน Gia Ngu ซึ่งเป็นถนนในแนวตะวันออก-ตะวันตกเส้นที่ 3 นับขึ้นไปจากทางทิศเหนือของทะเลสาบหว่านเกี๋ยมมีร้านอาหารชื่อ Vi Saigon เป็นร้านอาหารทะเล เน้นหอยหลากหลายชนิด แต่ผมเข้าไปสั่งกั้งผัดวุ้นเส้นและผัดผักบุ้งกินกับเบียร์ Saigon แบบ Spring Barley เข้ากันดีมาก อาหารอร่อยดีและราคาไม่แพง แต่ผัดผักบุ้งได้กลายเป็นภาระในตอนท้ายๆ เพราะปริมาณมากเกินไป
    ใกล้ๆ กันบนถนน Hang Bac ทางทิศเหนือ หลายปีก่อนผมเคยมานั่งดื่มเบียร์เฮย (Bia Hoi) ซึ่งเป็นเบียร์สดแบบฉบับเวียดนามแก้วละประมาณ 10-15 บาทเท่านั้น รสชาติและดีกรีก็ฟ้องอยู่ในราคา ที่ชอบคือบรรยากาศและความเป็นกันเองของหนุ่มสาวชาวเวียดนาม แต่รอบนี้ผมไม่เห็นแถวของร้านเบียเฮย เดินเลยไปย่านถนน Ta Hien พบว่าได้พัฒนาเป็นโซนนิ่งบาร์ทั้งถนน จัดโต๊ะเก้าอี้พลาสติกเตี้ยๆ เต็มหน้าร้านทั้ง 2 ฝั่ง ห้ามรถผ่านเพราะแค่คนเดินก็ยังลำบาก มีกิจการรับฝากมอเตอร์ไซค์ทำกันอย่างเป็นล่ำเป็นสันอยู่ด้านนอกโซนนิ่ง ผมลองเดินเข้าไปได้ไม่กี่สิบเมตรก็ถอยกลับออกมา คนแน่นเกินไปและวันนี้สิ้นไร้กำลังจะสู้รบตบมือกับความหนุ่มสาวของชาวฮานอย
    ถึงที่พัก หยิบไวน์ Vang Dalat ขวดขนาด 375 มิลลิลิตรที่ดื่มค้างไว้จากเมื่อคืนออกมาจากตู้เย็นรินใส่แก้วน้ำธรรมดา รสชาติดีขึ้นกว่าเดิมหลังผ่านไป 24 ชั่วโมง ดื่มไปเก็บกระเป๋าไป พรุ่งนี้ต้องเช็กเอาต์และออกจากกรุงฮานอย
    มีเรื่องที่ต้องสารภาพกับท่านผู้อ่าน ตามที่ได้โม้ไว้ว่าการทัวร์ประเทศคอมมิวนิสต์อันประกอบไปด้วยลาว จีน และเวียดนามเที่ยวนี้ผมจะไม่นั่งเครื่องบินเลยตั้งแต่ออกจากเมืองไทยจนกระทั่งกลับ แผนการก่อนนี้วางไว้ว่าจะนั่งรถไฟจากฮานอยลงไปเมืองชายทะเลชื่อ “วิญ” (Vinh) แล้วล่องใต้ต่อไปเมืองดองฮา (Dong Ha) เพื่อสำรวจจุดปลอดทหาร (DMZ) ในสงครามอินโดจีนระหว่างเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้ จากนั้นนั่งรถบัสเข้า สปป.ลาว พักที่สะหวันนะเขต ลงไปลาวใต้ที่ปากเซ แล้วค่อยข้ามน้ำโขงมาจังหวัดอุบลราชธานีเพื่อกลับกรุงเทพฯ จากที่นั่น
    การเดินทางก่อนหน้านี้ได้ใช้เวลานานกว่าที่กำหนดไว้ และมีภารกิจที่เมืองไทยแทรกเข้ามาพอดี คำนวณเวลาแล้วกว่าจะถึงกรุงเทพฯ โดยทางบกผมน่าจะใช้เวลาอีกราวๆ 1 สัปดาห์ แต่ภารกิจที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้นี้จะมีขึ้นในอีก 3 วัน เมื่อคืนวานขณะจิบ “แวงดาลัต” ก็ได้ตัดสินใจจองตั๋วเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ แผนการพังทลายและหน้าแตกอย่างจัง
    เช้าวันต่อมาผมเช็กเอาต์ตั้งแต่เวลาสายๆ แต่ยังฝากกระเป๋าเอาไว้ ออกไปกินเฝอที่ร้านใกล้ๆ โดยต้องนั่งร่วมโต๊ะกับผู้หญิงชาวเวียดนามคนหนึ่ง มีจานใส่ปาท่องโก๋อยู่ตรงกลางผมก็หยิบมากิน 1 ชิ้น กินเสร็จแล้วเดินไปให้แม่ค้าคิดเงิน ชี้ไปที่จานปาท่องโก๋แล้วบอกว่า “1 ชิ้น” แม่ค้าคิด 15,000 ดอง ส่วนเฝอไก่ 20,000 ดอง ผู้หญิงที่ร่วมโต๊ะกับผมแสดงอาการขอบอกขอบใจที่ผมเลี้ยงปาท่องโก๋เธอ ความจริงแล้วเธอเป็นคนสั่งปาท่องโก๋มาและกฎกติกาการกินคือจานใครจานมัน ไม่ใช่กินแล้วไปบอกแม่ค้าว่ากินกี่ชิ้นแบบที่เมืองไทย ผมถึงสงสัยว่าตอนที่หยิบมากินทำไมเธอมองแปลกๆ แม้มาเที่ยวเวียดนามหลายครั้งแล้วแต่ผมก็ยังห่างไกลจากความเข้าใจในอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะอาหารการกิน

(เวทีกลางจัตุรัส Dong Kinh Nghia Thuc ยังว่างในเวลากลางวัน เป็นโอกาสให้สาวๆ ประชันความงามในชุดอ๋าวหย่าย)

    และหนึ่งในหลายอย่างของเวียดนามที่ยังไม่เคยลองก็คือกาแฟไข่ดิบ ผมเดินไปยังร้านกาแฟชื่อ Note Coffee อยู่ใกล้ๆ วงเวียนน้ำพุตรงจัตุรัส Dong Kinh Nghia Thuc จุดนี้เป็นจุดที่ถนน Le Thai To (ชื่อของจักรพรรดิผู้ย้ายเมืองหลวงจากฮัวลือมายังทังลองหรือฮานอยในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นถนนริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยมทางทิศตะวันตกมาบรรจบกับถนนชื่อ Dinh Tien Hoang (ชื่อของจักรพรรดิองค์แรกของเวียดนาม) ที่ล้อมทะเลสาบในทางฝั่งตะวันออก
    พนักงานในร้านกาแฟล้วนเป็นวัยรุ่นและพูดภาษาอังกฤษได้ดี ผมสั่งกาแฟไข่ดิบแบบใส่เอสเปรซโซ่ 2 ช็อตเพราะหวังจะให้กาแฟดับคาวไข่แดง จ่ายเงิน 55,000 ดอง หรือประมาณ 75 บาท แล้วขึ้นไปเลือกที่นั่งชั้นบน ถ้าจำไม่ผิดมี 4 ชั้น ผมเลือกได้ที่โต๊ะริมหน้าต่างชั้น 3
    บนผนังทุกด้าน โต๊ะทุกตัว แม้แต่ขั้นบันไดและราวบันไดเต็มไปด้วยกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ เท่าฝ่ามือเขียนข้อความแปะไว้ กระดาษเก่าใหม่ทับซ้อนกันอยู่หลายชั้น เป็นข้อความที่ใครจะฝากถึงใครก็ได้ ในกล่องบนโต๊ะมีกระดาษเปล่าและปากกาวางไว้พร้อม ตอนกาแฟมาเสิร์ฟก็มีโน้ตข้อความจากทางร้านเหน็บติดมาด้วย เป็นข้อความอวยพรขอให้มีวันที่ดี
    ผมเคยผ่านการกินไข่ดิบในญี่ปุ่นมาแล้วจึงไม่หวาดหวั่นเมื่อต้องกินกับกาแฟร้อน และปรากฏว่ากาแฟไข่ของเวียดนามรสชาติไม่ได้คาวอย่างที่คิด เขาใช้ไข่แดงสดตีจนละเอียด (น่าจะใช้เครื่องปั่น) เทลงไปในกาแฟร้อน สรุปว่าไข่ดิบกินกับกาแฟได้ไม่มีปัญหา อีกทั้งการผสานระหว่างไข่กับกาแฟยิ่งทำให้ร่างกายสดชื่นและให้พลังงานกว่าดื่มกาแฟอย่างเดียว คงให้ความรู้สึกคล้ายๆ คนไทยกินกาแฟกับไข่ลวก

(ร้าน Note Coffee เต็มไปด้วยกระดาษโน้ตเขียนข้อความ)

    ลูกค้าของร้าน Note Coffee มีเข้ามาไม่ขาดสาย ผมจะนั่งหวงโต๊ะทำเลดีไว้นานๆ ก็เกรงใจ เขียนข้อความลงในกระดาษโน้ตถึงเพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้วคนหนึ่งว่า “หวังว่าข้างบนนั้นคงมีกาแฟดีๆ ให้ดื่มมากมาย” แปะไว้ที่ขอบหน้าต่าง แล้วลงบันไดออกจากร้าน ไม่ขอข้ามสะพานไปยังวัดหง็อกเซินกลางทะเลสาบเพราะเคยเข้าไปแล้ว 2 ครั้ง

(ทะเลสาบหว่านเกี๋ยมยามค่ำคืน สะพานเทฮุกสีแดงทอดข้ามไปยังวัดหง็อกเซิน มีหอคอยเต่าอยู่ห่างไปทางด้านขวาของภาพ)

    นับจากริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยมทางด้านทิศเหนือขึ้นไปกินพื้นที่ 6 ร้อยกว่าไร่ รวมถึงพระราชวังทังลองในอดีต รวมเรียกว่า “เขตเมืองเก่า” (Old Quarter) สมัยก่อนถนนแต่ละสายจะผลิตและขายสินค้าที่เป็นประเภทเดียวกัน ชื่อถนนมักขึ้นต้นด้วยคำว่า “Hang” แปลเป็นภาษาไทยคงประมาณ “เครื่อง” เช่น ถนนเครื่องจักสาน ถนนเครื่องทองแดง เป็นต้น ปัจจุบันก็ยังคงมีบางถนนรักษาเอกลักษณ์ความดั้งเดิมนี้ไว้ได้ ส่วนพื้นที่ด้านล่างของเขตเมืองเก่าเรียกว่า “ย่านฝรั่งเศส” (French Quarter) อยู่ในเขตหว่านเกี๋ยมเช่นเดียวกัน แต่กินพื้นที่กว้างขวางกว่ามาก โดดเด่นด้วยอาคารหลังใหญ่สไตล์ฝรั่งเศสและถนนกว้างที่เรียกว่า “อเวนิว” นอกจากนี้ยังมีย่านฝรั่งเศสอีกแห่ง ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตเมืองเก่า แต่อยู่คนละเขตกัน ชื่อเขต “บาดิง”
    ผมเดินไปบนถนน Le Thai To ในวันหยุดสุดสัปดาห์รถราไม่ได้รับอนุญาตให้วิ่งผ่านทั้ง 4 ด้านของถนนเลียบทะเลสาบ เดินลงไปทางทิศใต้จนสุดถนน เลี้ยวไปสำรวจจุดจอดรถ Airport Minibus บริเวณหัวถนน Quang Trung ที่อยู่ไม่ห่างออกไปเพื่อความแน่ใจ เพราะตอนเย็นต้องใช้บริการเดินทางไปสนามบินนานาชาติโหน่ยบาย (Noi Bai) ขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

(พักผ่อนยามบ่ายที่ริมทะเลสาบหว่านเกี๋ยม)

    ธุรกิจห้างร้านในย่านฝรั่งเศสทางทิศใต้ของทะเลสาบหว่านเกี๋ยมนี้ดูดีเป็นระเบียบและออกไปทางหรูหรากว่าฝั่งเขตเมืองเก่า บริเวณถนนที่โอบฝั่งใต้ของทะเลสาบกลายเป็นลานจอดรถจิ๋ว เป็นรถที่ขับได้หลากหลายแบบและมีจำนวนเกินร้อยคัน เข้าใจว่าเป็นบริการให้เช่า เด็กๆ ขึ้นไปขับขี่กันอย่างสนุกสนาน คงเป็นเรื่องไม่ง่ายสำหรับเมืองใหญ่อื่นๆ ที่สามารถมีลานกิจกรรมแบบนี้ไว้ในใจกลางเมืองที่ร่มรื่นด้วยต้นไม้และสบายตาไปกับวิวทะเลสาบ ใกล้ๆ กันมีห้างสรรพสินค้าชื่อ Trang Tien Plaza เลือกจำหน่ายเฉพาะสินค้าแบรนด์เนมระดับท็อป ผมจะลองเดินเข้าไปชมบรรยากาศการเดินห้างของไฮโซเวียดนามแต่แค่เห็นคนเฝ้าประตูใส่สูทสวมถุงมือก็ต้องถอยออกมา เพราะหันมามองตัวเองสวมกางเกงขาสั้น เสื้อยืด รองเท้าผ้าใบโทรมๆ เลอะๆ เพราะใส่ทุกวันและไม่ได้ซักมา 1 เดือน

(วัฒนธรรมอาหารเกาหลีใต้รุกเวียดนามอย่างหนักต่อหน้าพระพักตร์จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ “ลี ไท โต”)

    ลองสำรวจสถานที่น่าสนใจในแผนที่กูเกิลจากมือถือ ขึ้นสัญลักษณ์ M ซึ่งหมายถึงพิพิธภัณฑ์ ระบุชื่อ Ceramic Road ระหว่างทางเดินไปนั้นเจอเข้ากับเทศกาลอาหารเกาหลีใต้ที่จัดขึ้นในสุดสัปดาห์นี้พอดี มีซุ้มอาหารเกาหลีนับไม่ถ้วน การสาธิตและแข่งขันการทำอาหารเกาหลีออกโทรทัศน์ เวทีกลางจัดไว้ใหญ่โตหน้าอนุสาวรีย์จักรพรรดิลี ไท โต ผมเดินเข้าไปในซุ้ม “มักก็อลลี” ซึ่งก็คือสาโทแบบฉบับเกาหลี รับมาชิม 1 จอกแล้วติดใจ จะซื้อเป็นขวดราคาขวดละ 100,000 ดองแต่มีเงินสดเหลืออยู่เพียง 97,000 ดอง และไม่สามารถใช้บัตรเดบิตได้เพราะทางร้านไม่ได้เตรียมเครื่องรูดมา จึงเดินต่อไปยัง Ceramic Road สุดท้ายพบว่าเป็นเพียงศิลปะกระเบื้องเคลือบบนกำแพงอยู่อีกฝั่งถนน หาสะพานลอยข้ามไปไม่ได้ก็เดินกลับไปรับกระเป๋าที่เกสต์เฮาส์
    ระหว่างทางชมนกชมไม้เพลินไปหน่อย รวมถึงได้แวะร้านอาหารเล็กๆ บรรยากาศดีริมถนนร้านหนึ่ง สั่ง Banh Mi ขนมปังบาแกตยัดไส้เนื้อสัตว์และผักต่างๆ ลักษณะลูกผสมระหว่างแซนด์วิชและแฮมเบอร์เกอร์ กินกับเบียร์ Hanoi เหลือเงินเกิน 40,000 ดองสำหรับค่ารถบัสไปสนามบินไม่กี่ดอง
    อีกทั้งก่อนจะถึงเกสต์เฮาส์ได้แวะร้านขายเมล็ดกาแฟชื้อ Vie Coffee บนถนน Hang Thiec ถามหญิงสาวในร้านว่าใช้บัตรเดบิตได้หรือไม่ เธอตอบว่าได้ ผมจึงชี้เลือกเมล็ดกาแฟแบบต่างๆ ให้เธอบดบรรจุลงถุงจำนวนหลายถุง แต่พอจะรูดบัตรเธอต้องโทรศัพท์ให้พี่สาวขับมอเตอร์ไซค์มาจากอีกสาขาหนึ่งเพื่อนำเครื่องรูดมาที่สาขานี้ ผมรอด้วยความกระวนกระวายใจเพราะเวลาขึ้นรถของผมคือ 18.00 น. บัดนี้เหลืออีกประมาณ 30 นาทีเท่านั้น จุดขึ้นรถอยู่ห่างออกไป 1 กิโลเมตร ขณะรอพี่สาวของสาวน้อยผมก็ขอวิ่งไปรับกระเป๋าจากเกสต์เฮาส์ก่อน กลับมาที่ร้านรอพี่สาวอีกสักพักกว่าเธอจะมาถึง รูดบัตรแล้วก็บ๊ายบายสองศรีพี่น้อง
    เวลานี้ 17.43 น. แผนที่กูเกิลคำนวณระยะทาง 1 กิโลเมตร จะเดินถึงในอีก 15 นาที แต่ผมแบกน้ำหนักกระเป๋าประมาณ 20 กิโลกรัมไปด้วย อาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น เสี่ยงมากที่จะตกรถเที่ยวนี้แล้วต้องรอเที่ยวถัดไปอีกครึ่งชั่วโมงซึ่งรถจะเริ่มติดหนักจนทำให้ตกเครื่องบิน หากเป็นเช่นนั้นก็ต้องหาตู้เอทีเอ็มกดเงินเพื่อเรียกแท็กซี่ และลุ้นกันอีกยกว่าจะทันหรือไม่ ผมกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปบนบาทวิถี บางช่วงก็ลงไปบนถนน โชคดีที่แต่ละ 4 แยกสัญญาณไฟเขียวสำหรับคนข้ามถนนผุดขึ้นพอดีทุกครั้งไป
    ใกล้จุดจอดแอร์พอร์ตมินิบัส มีคนโผเข้ามาหาบอกว่าเป็นแอร์พอร์ตบัส ผมรู้ว่าเล่ห์ญวนแน่นอน หมอนี่เป็นคนขับแท็กซี่ เขายังตามตื๊อ พูดว่า “ขึ้นได้เหมือนกัน” สุดท้ายผมก็เดินไปถึงมินิบัส ซื้อตั๋วที่โต๊ะด้านหลังรถแล้วขึ้นไปนั่งเหงื่อชุ่มโชกทั้งตัว นาฬิการะบุเวลา 17.53 น. เท่ากับว่าผมเดินเร็วกว่ากูเกิลคำนวณ
    อีกราว 1 ชั่วโมงครึ่งมินิบัสเดินทางถึงสนามบินโหน่ยบาย ผมก็ต้องกู๊ดบายฮานอยและจบทัวร์ประเทศคอมมิวนิสต์ลงด้วยประการฉะนี้.


"๘ กรกฎา" ไม่ใช่วัน "แดงเดือด"! แต่เป็น "วันส้มเดือด" หรือ "วันปลอกแตก" ก็ได้เหมือนกัน สุดแต่ใครพอใจเรียกแบบไหน

'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ
'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'
'การอยู่-การไป' ของสมคิด
หมอชาญชัย"เผยตาหมาก"
ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'