คึก!รับผ่อนคลาย'เฟส3'


เพิ่มเพื่อน    

    นายกฯ ขอ 1 มิ.ย.คลายล็อกเฟส 3 เป็นวันดีๆ ย้ำอย่าปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่สบายใจข่าวจัดปาร์ตี้วันเกิดมั่วยา หวั่นระบาดระลอก 2 มท.ประชุมผู้ว่าฯ ทั่วประเทศรับมือผ่อนปรนรอบ 3 เข้มมาตรการคัดกรองโควิด กำชับใช้งบให้คุ้มค่าห้ามทุจริต  กทม.เปิดสถานที่เพิ่ม 17 แห่ง ไทยติดเชื้อเพิ่ม 4 ราย กลับจากต่างประเทศทั้งหมด
    ที่กระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม เวลา 11.30 น.พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 4 ราย โดยอยู่ในสถานกักตัวของรัฐทั้งหมด ทำให้มียอดผู้ป่วยสะสม 3,081 ราย หายป่วยสะสม 2,963 ราย อยู่ระหว่างรักษา 61 ราย ในจำนวนนี้มีเพียง 1 รายที่มีอาการรุนแรง และไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตสะสมยังคงเท่าเดิมคือ 57 ราย
    สำหรับผู้ป่วยรายใหม่ 4 ราย รายแรกเป็นเพศหญิง อายุ 37 ปี เป็นพนักงานนวด เดินทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อวันที่ 24 พ.ค. และเข้าพักในสถานกักตัวของรัฐที่ กทม. มีน้ำมูก หายใจลำบาก มีอาการปวดท้อง ตรวจพบเชื้อวันที่ 29 พ.ค. เข้ารักษาที่โรงพยาบาลเลิดสิน กทม. ส่วนรายที่ 2-3 เป็นชายไทย อายุ 18 และ 19 ปี เป็นนักศึกษา เดินทางกลับจากตุรกี เมื่อวันที่ 29 พ.ค.และเข้าพักที่สถานกักตัวของรัฐที่ จ.ชลบุรี ตรวจพบเชื้อวันที่ 29 พ.ค. แต่ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลบางละมุง จ.ชลบุรี และรายที่ 4 เป็นชายไทย อายุ 22 ปี เป็นนักศึกษาเดินทางกลับมาจากซาอุดีอาระเบีย โดยลงเครื่องที่มาเลเซีย และเดินทางเข้าประเทศไทยทางด่านปาดังเบซาร์ ถึงไทยวันที่ 21 พ.ค. เข้าพักที่สถานกักตัวของรัฐที่ จ.นราธิวาส ตรวจครั้งแรกไม่พบเชื้อ และตรวจซ้ำพบเชื้อในวันที่ 29 พ.ค. เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส
     ขณะที่สถานการณ์การแพร่ระบาดทั่วโลก มีผู้ติดเชื้อ 6,156,438 เสียชีวิต 370,918 ราย ส่วนสถานการณ์เพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ต้องจับตาคือ เมียนมา ซึ่งมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นถึง 17 รายในวันเดียว ขณะที่ข่าวต่างประเทศที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้สั่งกลับมาปิดโรงเรียนอีกกว่า 500 แห่ง หลังเพิ่งเปิดเรียนได้ไม่กี่วัน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 กลับมาระบาดใหม่ในกรุงโซลและปริมณฑล รมว.สาธารณสุขเกาหลีใต้แถลงว่าการจัดงานต่างๆ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าภาพในเขตกรุงโซลจะถูกยกเลิกและเลื่อนออกไป และเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้สถาบันการศึกษาเอกชน ร้านอินเทอร์เน็ต คาเฟ่ ปิดให้บริการจนถึงวันที่ 14 มิ.ย. และให้ประชาชนงดออกจากบ้านหรือจัดงานเลี้ยงสังสรรค์ต่างๆ เป็นเวลา 14 วัน
     เมื่อถามว่า กรณีผู้ป่วยไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลที่รัฐและเอกชน เช่น ต้องผ่าตัด แต่ต้องตรวจโควิด-19 ก่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย 3,650 บาท เหตุใดจึงต้องมีการเสียค่าใช้จ่ายเอง พญ.พรรณประภากล่าวว่า การตรวจเชื้อโควิด-19 มีความจำเป็นในการทำหัตถการที่มีความเสี่ยง แพทย์สามารถส่งตรวจหาเชื้อโควิด-19 ได้ ซึ่งผู้เข้ารับการรักษาสามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน
     ด้านทันตแพทย์อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ แถลงแนวปฏิบัติร้านนวด ร้านสปาเพื่อสุขภาพ รองรับมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 ที่จะเปิดให้บริการวันที่ 1 มิ.ย.ว่า ประเทศไทยมีร้านนวด ร้านสปาเพื่อสุขภาพกว่า 10,500 แห่ง แบ่งเป็นร้านนวดประมาณ 9,400 แห่ง, ร้านสปา 900 แห่ง และร้านนวดเพื่อเสริมความงามอีก 200 แห่ง โดยผู้ประกอบการจะต้องมีการจัดเตรียมสถานที่อุปกรณ์ให้มีความพร้อม เช่น หน้ากากอนามัยไว้สำหรับให้ลูกค้าสวมใส่ขณะให้บริการทุกครั้ง เจลแอลกอฮอล์ อุปกรณ์สำหรับวัดอุณหภูมิก่อนเข้าร้าน ไม่เฉพาะผู้รับบริการ ผู้ให้บริการต้องมีการคัดกรองอุณหภูมิเช่นเดียวกัน และต้องให้คำแนะนำผู้เข้ามารับบริการว่าขณะอยู่ในร้านนวดและสปาต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ทั้งนี้ ห้องให้บริการนวดต้องเป็นห้องเดี่ยว 1 คนต่อ 1 ห้อง ระบายอากาศได้ดี พูดคุยได้ในเฉพาะที่จำเป็น หากผู้มาใช้บริการหรือผู้ให้บริการมีอาการต้องหยุดให้บริการทันที
     นางสุวกรณ์ แนวจำปา ผู้อำนวยการสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า ร้านนวดและสปาสำหรับผู้ประกอบการ จะต้องมีการลงทะเบียน ขอรับยูสเซอร์เนม และพาสเวิร์ดได้ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพแล้วเข้าสู่ระบบเพื่อกรอกข้อมูลตามแบบฟอร์มที่กำหนดให้ครบถ้วน ก่อนจะส่งข้อมูลกลับมาเจ้าหน้าที่ของเราก็จะทำการตรวจสอบผ่านหลักเกณฑ์หรือไม่ เมื่อผ่านเกณฑ์เจ้าหน้าที่เขาจะกดยอมรับ ถ้าไม่ผ่านจะกดปฏิเสธและให้สถานประกอบการนั้นกลับไปแก้ไข ประเมินตนเองเข้ามาใหม่ และสถานประกอบการที่ได้รับอนุญาตต้องประเมินผลทุก 7 วัน ส่วนผู้เข้ารับบริการสามารถประเมินผลผ่านคิวอาร์โค้ดว่าร้านที่ใช้บริการผ่านเกณฑ์มาตรฐานการควบคุมการแพร่ระบาดหรือไม่
ขอ 1 มิ.ย.เป็นวันดีๆ
     ที่รัฐสภา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงการเริ่มผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19 ในระยะ 3 วันที่ 1 มิ.ย. ว่าอยากให้คำว่าเริ่มดีเดย์ เป็นวันดีๆ ไม่ใช่วันที่จะกลับไปอยู่ที่เก่ากลับไปที่เดิม ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ปล่อยใจ ไม่ใส่หน้ากากอนามัย ไม่รู้ระยะห่าง เมื่อเช้าเห็นข่าวแล้วไม่สบายใจที่มีคนกลุ่มหนึ่งไปเช่าโรงแรมจัดงานเลี้ยงวันเกิด ที่เห็นมีเรื่องของยาเสพติดด้วย นี่แหละจะเป็นสถานที่แพร่ระบาดกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
     "ถ้าทุกคนไม่รักษาวินัย เพราะถ้าทุกคนไม่รักตัวเอง ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่าน แต่ขอให้รักครอบครัวของท่าน รักประชาชนของท่าน สิ่งที่ทำมา ไม่ใช่ทำได้โดยรัฐบาลอย่างเดียว ทุกคนต้องร่วมมือกันทำ แต่ถ้ายังมีบางคนไม่ร่วมมือ ผมก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไร อาจจะมองตัวอย่างจากต่างประเทศก็ได้ ซึ่งไม่ใช่วัฒนธรรมของคนไทย อย่างพวกเราก็ใส่หน้ากากทุกคน อย่างน้อยก็เป็นปราการชั้นที่ 1 ให้เราไม่ติดการแพร่ระบาด ถ้าเราเป็นก็ไม่แพร่ให้คนอื่น นี่คือรักตัวเอง และรักคนอื่นด้วย จำไว้คนไทยต่อจากนี้ต้องรักตัวเอง รักครอบครัว รักคนอื่นด้วย นั่นแหละประเทศไทยจะผ่านวิกฤติไปได้ด้วยดี ก็ขอให้วันที่ 1 มิถุนายน เป็นวันดีเดย์" พล.อ.ประยุทธ์ระบุ
    นายกฯ กล่าวว่า​ รัฐบาลมีความจำเป็นต้องตัดสินใจบนความเสี่ยงพอสมควร แต่จากการพิจารณาสิ่งที่รัฐบาลทำมาโดยตลอด 3 เดือน เราสามารถควบคุมได้ในระดับที่ดีพอสมควร แต่ถ้าไม่ดี เกิดระบาดขึ้นใหม่ ก็ต้องย้อนกลับไปทำใหม่เป็นจุดๆ ไป คงไม่ใช่ต้องการคงอำนาจตรงนี้ไว้ให้นานที่สุด ไม่จำเป็น เพราะเป็นอำนาจที่ใช้ในการบริหารเท่านั้นเอง จะเห็นได้ว่าไม่ได้ไปละเมิด ลงโทษใคร จนเอาเป็นเอาตาย แต่บางทีการไม่ลงโทษก็ทำให้ทุกคนเคยตัวเหมือนกัน เพราะผ่อนผันกฎหมายกันไปเรื่อยๆ เห็นใจความจน เห็นใจการปรับเงิน คนเลยไม่กลัวกฎหมาย แต่ถ้าทุกคนกลัวกฎหมาย ไม่มีเรื่องเหล่านี้ ทุจริตก็จะไม่เกิด ถ้าไม่ไปกดดันเจ้าหน้าที่ ข้าราชการในพื้นที่ ฟังเสียงประชาชนข้างล่าง เขาต้องการอะไร นั่นแหละคือเจตนารมณ์ของตน และของรัฐบาล แต่ต้องถูกต้อง เพราะต้องมีคนรับผิดชอบในการบริหารเงิน คนที่ได้ประโยชน์ ไม่ใช่เรา คือประชาชน
    เมื่อถามถึงการผ่อนคลายระยะที่ 4 พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า หลังจากนี้จะเป็นการทยอยผ่อนคลายมาตรการ ซึ่งมีหลายอย่าง คืออยากให้ประชาชนมีรายได้ แต่อะไรที่เสี่ยงมากๆ ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ส่วนต้องรอ 14 วันเหมือนหลักการเดิมหรือไม่ ก็ค่อยๆ ผ่อน ขอให้รอพิจารณาก่อน
    ที่ห้องประชุมราชสีห์ ศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ตามมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 โดยมีนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย และนายอำเภอทั่วประเทศ ร่วมประชุม
ห้ามทุจริตงบโควิด
     โดย พล.อ.อนุพงษ์กำชับให้ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกันใช้งบประมาณที่มีอยู่ไม่มากให้ดีที่สุด แก้ไขปัญหาให้ดีที่สุด เพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศและประชาชน ทั้งการจัดทำโครงการ และการจัดซื้อจัดจ้าง ต้องไม่มีการทุจริต ผู้ว่าฯ และนายอำเภอต้องสอดส่องดูแล หากพบว่าสิ่งใดจะก่อให้เกิดความเสียหาย ต้องเรียกดู ตรวจสอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีการร้องเรียนมา ต้องเร่งลงไปกำกับดูแล และเชิญชวนประชาชนช่วยกันตรวจสอบ ร้องเรียน และแจ้งเบาะแสมายังศูนย์ดำรงธรรม รวมทั้งร่วมกันปฏิบัติงานตามมาตรการผ่อนคลายให้รัดกุม เพื่อไม่ให้มีการแพร่ระบาดของโรค สร้างความเข้าใจกับประชาชนในการเดินทางสัญจรข้ามพื้นที่ภายในประเทศ สร้างการรับรู้และรณรงค์ให้ผู้ประกอบการและประชาชนใช้แอปพลิเคชันไทยชนะ เป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19         
    จากนั้นผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยได้มอบแนวทางให้ผู้ว่าฯ ปฏิบัติตามข้อกำหนดในมาตรา 9 ในพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ปฏิบัติตามคำสั่งพระราชบัญญัติโรคติดต่อ และเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย การผ่อนปรนระยะที่ 3 โดยทุกจังหวัดยังคงมาตรการคัดกรองไข้ทุกกิจกรรมและกิจการให้ลงทะเบียนแพลตฟอร์มไทยชนะ เข้า-ออกสถานที่ หรือใช้มาตรการควบคุมด้วยการบันทึกข้อมูล และรายงานแทน
     ร.ต.อ.พงศกร ขวัญเมือง โฆษกกรุงเทพมหานคร แถลงผลประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ที่ประชุมมีมติให้เปิดสถานที่ต่างๆ เพิ่มเป็น 17 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.นี้ ได้แก่ 1 .ร้านอาหาร รวมทั้งชาบู ปิ้งย่าง อนุโลมให้สามารถรับประทานอาหารร่วมโต๊ะกันได้ ซึ่งแต่ละโต๊ะต้องเว้นระยะห่าง 1 เมตร และไม่ต้องใช้ฉากกั้น 2.ห้างสรรพสินค้า คอมมูนิตี้มอลล์ ขยายเวลาปิดจากเดิม เวลา 20.00 น. เป็น 21.00 น. 3.ร้านตัดผม เสริมสวย สามารถเปิดให้บริการได้ทุกกิจกรรม อาทิ ทำสีผม แต่ต้องไม่เกิน 2 ชั่วโมง 4.สถานเสริมความงาม คลินิกเวชกรรม และร้านสักและร้านเจาะ ให้บริการได้ไม่เกิน 2 ชั่วโมง ผู้ให้บริการต้องสวมเฟซชิลด์ มีการลงทะเบียนก่อนเข้ารับบริการ
     5.ฟิตเนสทั้งในห้างและนอกห้าง อนุญาตให้เปิดได้ทั้งหมดทุกเครื่องเล่น แต่ต้องเว้นระยะ 2 เมตร ใช้บริการไม่เกิน 2 ชั่วโมง งดอบตัว อบไอน้ำ 6.ผ่อนผันให้ใช้อาคารสถานศึกษา เปิดให้เข้าไปเตรียมการสอน ประชุม แต่ยังไม่อนุญาตให้เปิดเทอม ส่วนโรงเรียนเอกชน ประเภทวิชาชีพ โรงเรียนฝึกอาชีพ ศิลปะ กีฬา สามารถดำเนินการได้ในบางชนิด ที่ ศบค.กำหนดก่อนหน้านี้คือ ตะกร้อ แบดมินตัน ฟุตบอล ฟุตซอล แต่ห้ามการแข่งขัน ต้องสวมหน้ากากทุกคน 7. ศูนย์จัดแสดงสินค้า ศูนย์ประชุม ขนาดไม่เกิน 20,000 ตารางเมตร จำกัด 5,000 คน ตามขนาดพื้นที่ 4 ตารางเมตรต่อคน เว้นระยะห่าง 1 เมตร และเปิดบริการถึงเวลา 21.00 น. 8.ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา เปิดได้ แต่ห้ามจัดประมูลหรือจัดกิจกรรมรวมกลุ่มกัน ทำได้แค่ส่องพระ 9.ศูนย์รับเลี้ยงเด็ก เปิดให้เข้ามาเพื่อการเตรียมความพร้อมของสถานที่ แต่ยังไม่อนุญาตให้รับฝากเลี้ยงรายวัน
     10.สถานประกอบการนวด ร้านนวดแผนไทย สปา ร้านนวดสุขภาพ เปิดได้ ยกเว้น นวดหน้า อบตัว อบสมุนไพร อาบอบนวด จำกัดการให้บริการไม่เกิน 2 ชั่วโมง ผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ ต้องสวมหน้ากาก 11.ค่ายมวย โรงยิม ให้เปิดแค่ฝึกซ้อม เช่น ชกลม ชกเป้า แต่ไม่อนุญาตให้ซ้อมคู่ 12.สนามกีฬา อนุโลมให้เปิดได้มากขึ้น เช่น สนามฟุตบอล ฟุตซอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แต่ต้องไม่มีการแข่งขัน จำกัดไม่เกิน 10 คน เว้นระยะห่างไม่น้อยกว่า 1 เมตร 13.สถานที่เล่น โบว์ลิง สเกต  หรือกิจกรรมอื่นๆ เปิดได้เฉพาะการเล่นฝึกซ้อมเท่านั้น เล่นกับครอบครัว เพื่อนฝูง ต้องเว้นระยะห่างทั้งนั่งและยืนไม่น้อยกว่า 1 เมตร ห้ามมีการแข่งขัน 14.สถาบันลีลาศ ใช้สถานที่ไม่เกิน 5 ตารางเมตรต่อคน 15.สถานที่จัดกีฬาทางน้ำ เปิดได้ เช่น เจ็ตสกี ไคท์เซิร์ฟ บานาน่าโบ๊ต 16.โรงภาพยนตร์ โรงมหรสพ เปิดได้ แต่จำกัดผู้ชมไม่เกิน 200 คน งดจัดคอนเสิร์ต กิจกรรมมีตแอนด์กรีต หรือจัดกิจกรรมรวมกลุ่มแบบใกล้ชิด 17.สวนสัตว์
      ขณะที่ในส่วนของต่างจังหวัดทั่วประเทศได้มีการประชุมเตรียมพร้อมรับมาตรการผ่อนปรนระยะที่ 3 รวมถึงกิจการและกิจกรรมต่างๆ ที่จะได้คลายล็อกได้ดำเนินการตามมาตรการคัดกรองป้องการแพร่เชื้อโควิด.


โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อวาน (๑ ก.ค.๖๓) ท่านเห็นอะไร? ทุกคนจะบอก..... เห็นเด็กนักเรียนไปโรงเรียน เห็นรถติด เห็นเด็กอนุบาลร้องไห้ เห็นผู้ปกครองอุ้มลูก-จูงหลานไปส่งโรงเรียน

อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'
ว่าด้วยเรื่อง"ลูกหลานจัญไร"
วิบากแห่งกรรม ๑๓ ปี
สำนึกรักจาก ผบ.และอดีต ผบ.ทบ.
มรดก ๘๘ ปีคณะราษฎร