'จตุพร' เตือนรัฐบาลต้องใช้เงิน 4 แสนล้านให้คุ้ม


เพิ่มเพื่อน    

1 มิ.ย.63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟซบุ๊คไลฟ์รายการ PEACETALK ว่า เงินฟื้นเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ต้องไม่ใช้จ่ายให้เกิดการสูญเปล่า โดยเงินนี้ควรอยู่กับประเทศไทยทุกบาท และต้องคุ้มกับการเสียดอกเบี้ยหลายเท่าที่กู้มา จึงฝากช่วยกันคิดว่า จะให้เงินจำนวนนี้ยังอยู่ พร้อมกับเศรษฐกิจฟื้นตัวได้อย่างไร

นอกจากนี้ ในสถานการณ์ประชาชนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างยากลำบากนั้น บรรดาผู้รู้ทางเศรษฐกิจทั้งหลาย ควรร่วมกันคิดหาหนทางช่วยประชาชน เนื่องจากการใช้งบประมาณโควิด-19 ยังไม่มีความชัดเจนทั้งเงินเยียวยากว่า 5 แสนล้านบาท ยังใช้ไม่หมดจะทำอย่างไร จะมีการเยียวยาเพิ่มเพื่อบรรเทาความอดอยากของประชาชนได้อย่างไรหรือไม่ รวมทั้งเกษตรกรจะมีวิธีใดทำให้ลืมตาอ้าปากได้ในปีนี้

“บรรดากูรู ผู้รู้ทางเศรษฐกิจต้องช่วยกันคิดแบบดังๆ อย่างเงียบ ต้องส่งเสียงให้สังคมรู้ เพราะเงิน 4 แสนล้านบาทเป็นเงินของทุกคนที่ต้องใช้หนี้ เราอย่าให้สูญเปล่า และไม่ให้หายไปเฉยๆ แบบโครงการเงินกู้กระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆที่ผ่านมา”

อีกทั้ง ผู้รู้ทั้งหลายต้องคิดเผื่อถึงการใช้เงินเยียวยากว่า 5 แสนล้านบาทด้วย ซึ่งยังใช้ไม่หมดนั้น จะทำอย่างไรที่จะนำมาแก้ปัญหาความหิวของประชาชน หากทุกคนใส่ใจกันอย่างจริงจัง เฝ้าจับตา ร่วมตรวจสอบแล้ว ความหิวโหย ความเดือดร้อนในชีวิตอันยากลำบากคงไม่กลายเป็นชนวนสร้างความไม่พอใจระบาดไปทั่วประเทศ

นายจตุพร ย้ำว่า หากทุกฝ่ายนิ่งเฉย ทำตัวไม่ยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตเช่นนี้แล้ว หากมีอะไรหรือเหตุการณ์ใดมากระทบซ้ำเติมความหิวโหยของประชาชนอีก อาจจะทำให้ความไม่พอใจลุกลามขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวอย่างที่เห็นชัดคือ การประท้วงของอเมริกากลายเป็นปัญหาการเหยียดผิวและสถานการณ์รุนแรงขึ้นอย่างฉับพลันทั่วประเทศ

สำหรับประเทศไทยแล้ว สภาพของประชาชนขณะนี้มีความยากลำบากอันแสนหนักหน่วง หากเปรียบคงเหมือนฟางเส้นเดียววางบนหลังลาจนทำให้หลังหักได้ นั่นคือ ลาบรรทุกสิ่งของหนักจนเต็มพิกัดแล้ว เมื่อนำฟางเส้นเดียวไปวางทับอีกก็รับน้ำหนักไม่ไหว จนทำให้หลังหัก

ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองนั้น นายจตุพร กล่าวว่า หลายฝ่ายเชื่อว่า จะมีการปรับ ครม. แต่นั่นยังคิดแบบนักการเมืองในสภาพปกติ เนื่องจากเกิดจากปัจจัยภายในพรรคแกนนำรัฐบาลยังเต็มไปด้วยปัญหาแย่งชิงตำแหน่งกันเป็นเครื่องบ่งชี้สถานการณ์

ในขณะเดียวกันปัจจัยภายนอกยังรุมเร้าด้วยปัญหา เศรษฐกิจปากท้องของประชาชนอย่างหนักหน่วง เมื่อเป็นเช่นนี้อนาคตของประเทศไทยไม่รู้จะอยู่กันอย่างไรกัน เพราะประชาชนไร้ความเชื่อมั่นกับฝ่ายการเมืองและรัฐบาลเสียแล้ว

"เมื่อทางการเมืองมีปัญหาอันอ่อนไหวทั้งภายในและนอกแล้ว จึงไม่รู้จะอยู่อย่างไรกัน เพราะสถานการณ์ประเทศในขณะนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่าทุกวิกฤตถึง 10 เท่า แต่ทั้งหมดนั้นอยู่ที่กำลังใจ จิตใจเป็นกำลังใจให้กัน ขอพี่น้องทุกคนมีหัวใจอย่าแพ้แล้วกัน"