ปิดดีลหาม'บิ๊กป้อม' 18กก.บห.ทุกกลุ่มลาออก ลุงตู่ไฟเขียวเปลี่ยนแปลง


เพิ่มเพื่อน    

    ปิดดีลหาม "บิ๊กป้อม" นั่งหัวหน้าพรรค 18 กรรมการบริหารพลังประชารัฐจากทุกมุ้งยื่นใบลาออก ให้ "ไพบูลย์" ส.ส.สายนายกฯ เป็นคนถือ ลบภาพความขัดแย้งในพรรค เตรียมเลือกชุดใหม่ 45 วัน "บิ๊กตู่" ไม่แปลกใจ ชุดเก่าอยู่นานแล้วไฟเขียวให้เปลี่ยนแปลง "พี่ใหญ่" ยันกลมเกลียวกันดี
    ที่พรรคพลังประชารัฐ เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรค แถลงว่า ได้รับแจ้งจากกรรมการบริหารพรรค 18 คน พร้อมส่งหนังสือลาออก โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.63 เป็นต้นไป ส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคชุดเก่า 34 คน ที่มีนายอุตตม สาวนายน เป็นหัวหน้าพรรค เป็นเพียงรักษาการแทน 
    สำหรับขั้นตอนเป็นไป ตามข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐข้อที่ 15 วรรคสาม เมื่อคณะกรรมการว่างลงเกินกึ่งหนึ่ง มีผลทำให้กรรมการบริหารพรรคพ้นตำแหน่งทั้งคณะ จำเป็นต้องตั้งกรรมการชุดใหม่ภายใน 45 วัน และให้กรรมการชุดรักษาการปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการชุดใหม่ ซึ่งพรรคพลังประชารัฐไม่ได้ประชุมใหญ่มาตั้งแต่ 26 ม.ค. จึงอยากให้สื่อมวลชนจับตาว่าจะมีการประชุมในวันใด และเชื่อว่านายอุตตมจะจัดประชุม เพราะเป็นคนรักษากฎระเบียบ
    นายไพบูลย์เผยว่า เหตุผลของกรรมการที่ลาออก เพราะเป็นเรื่องธรรมดา เมื่อถึงเวลาหนึ่งจะต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้การทำงานของพรรคดีขึ้น และเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการแต่ละคนที่ต้องการให้เป็นไปตามข้อบังคับข้อที่ 15 ส่วนรายละเอียดอื่นๆ เช่น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เหมาะสมเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่หรือไม่ ไม่ขอตอบ แต่มองว่าท่านเป็นเสาหลักของพรรคพลังประชารัฐอยู่แล้ว 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความขัดแย้งใดในพรรคหรือไม่ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐตอบว่า ไม่ขอก้าวล่วง ที่แถลงเพราะเป็นรองหัวหน้า และทำหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับกฎหมายในพรรคให้เป็นไปตามข้อบังคับ
     เมื่อถามว่า เหตุผลการยื่นใบลาออกของกรรมการบริหารพรรคหลังผ่าน พ.ร.ก.กู้เงิน 3 ฉบับ 1.9 ล้านล้านบาท เกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจหรือไม่ นายไพบูลย์ระบุว่า วันที่ 1 มิ.ย. ถือเป็นวันดี ไม่มีนัยใดๆ ทั้งสิ้น เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องภายในพรรค
        สำหรับรายชื่อกรรมการบริหารพรรค ที่ยื่นลาออก 18 คน ประกอบด้วย 1.นายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 2.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 3.นายสุพล ฟองงาม 4.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา 5.นายบุญสิงห์ วรินทร์รักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 6.นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร 7.นายนิโรธ สุนทรเลขา ส.ส.นครสวรรค์ 8.นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส 
    9.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 10.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 11.นายชาญวิทย์ วิภูศิริ ส.ส.กทม. 12.นายสกลธี ภัททิยกุล 13.นายสัมฤทธิ์ แทนทรัพย์ ส.ส.ชัยภูมิ 14.นายสุรชาติ ศรีบุษกร ส.ส.พิจิตร 15.นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง  16.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 17.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ 18.นายพงษ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ
เบื้องหลังดีลหามบิ๊กป้อม
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ถือเป็นผลต่อเนื่องจากความพยายามในการเปลี่ยนแปลง กก.บห.ก่อนหน้านี้ของ ส.ส.บางกลุ่มภายใน พปชร. นำโดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปรัฐบาล, นายสุชาติ ชมกลิ่น ส.ส.ชลบุรี และประธาน ส.ส., นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรคจากนายอุตตมมาเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี แต่ที่ผ่านมาติดปัญหาตรงที่นายอุตตมและนายสนธิรัตน์ ไม่ยอมลาออก 
    ประกอบกับกลุ่มสามมิตร และกลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ ยังสงวนท่าที ทำให้เสียง กก.บห.ลาออกไม่ถึงกึ่งหนึ่งหรือ 18 คน จากทั้งหมด 34 คน ไม่เพียงพอที่จะทำให้ กก.บห.ชุดเก่าสิ้นสภาพ และประชุมใหญ่เพื่อเลือก กก.บห.ชุดใหม่ได้ ต่อมามีพยายามล็อบบี้ไปยังกลุ่มต่างๆ ให้เห็นด้วย ซึ่งในช่วงแรก พล.อ.ประวิตรได้มอบหมายให้ ส.ส.บางคนนำใบลาออกไปให้ กก.บห.ทุกคนเซ็น แต่ปรากฏว่าหลายคนไม่กล้าเซ็น เพราะไม่ไว้ใจ กลัวเป็นการแอบอ้าง สุดท้าย พล.อ.ประวิตรต้องเรียกให้ กก.บห.มาเซ็นใบลาออกกับตัวเอง ซึ่งมีทั้งกลุ่มสามมิตร กลุ่ม ร.อ.ธรรมนัส และเก็บใบลาออกที่มีการเซ็นกันไว้แล้วไว้ที่ พล.อ.ประวิตร เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม และสะท้อนความเป็นผู้มีอำนาจตัวจริงของพรรค
    ขณะที่การนำใบลาออกของ กก.บห.18 คนมายื่นครั้งนี้ของนายไพบูลย์ เกิดขึ้นหลังจากมีสภาให้ความเห็นชอบ พ.ร.ก.กู้เงินจำนวน 3 ฉบับเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 31 พ.ค. โดยได้รับมอบหมายจาก พล.อ.ประวิตรให้นำใบลาออกจาก กก.บห.จำนวน 18 คน ที่เซ็นไว้นานแล้วมายื่น โดยใน 18 รายชื่อนี้ ล้วนมาจากทุกกลุ่มภายในพรรค แม้กระทั่งกลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส ที่เพิ่งระดม ส.ส.วัดพลังกับนายวิรัช เพื่อให้เห็นว่าทุกกลุ่มเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง กก.บห. โดยขาดเพียง กก.บห.ในซีกของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเท่านั้น 
    อีกทั้งการให้นายไพบูลย์ ที่เป็นฝ่ายกฎหมายของพรรค ไม่ได้อยู่กลุ่มใดในพรรค แต่ขึ้นตรงกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตรเท่านั้น มาเป็นผู้ยื่น ยังเป็นการส่งสัญญาณให้เห็นว่า ไม่ได้มีการกระทำโดยพลการ แต่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจในพรรคตัวจริง รวมถึงนายไพบูลย์นั้นไม่ได้อยู่กับกลุ่มใดในพรรค
    ทั้งนี้ ในช่วงระหว่างที่ยังไม่ได้มีการประชุมใหญ่ของพรรคเพื่อเลือก กก.บห.ชุดใหม่นั้น กก.บห.ชุดเก่าจะรักษาการไปก่อน มีรายงานว่า พล.อ.ประวิตรจะมาเป็นหัวหน้าพรรคด้วยตัวเอง ขณะที่เลขาธิการพรรคคนใหม่ มีชื่อของนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.การคลัง และแกนนำกลุ่มเพชรบูรณ์ ที่ให้ใช้อาคารของตัวเองตรงข้ามศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เป็นที่ทำการพรรคแห่งใหม่ รวมถึงมีชื่อของนายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และรองประธานยุทธศาสตร์พรรค และ ร.อ.ธรรมนัส เป็นแคนดิเดตด้วย ขณะที่เรื่องการปรับ ครม.นั้น จะเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี
    พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นเรื่องของพรรคไม่ใช่หรือ ซึ่งก็ต้องมีการเลือกกันใหม่ 
ก็เรื่องของเขา 
    เมื่อถามว่า ส่งผลให้ต้องมีการปรับ ครม.เลยหรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธว่า "ไม่เกี่ยวกับผมสักอัน เป็นเรื่องของพรรคการเมือง ซึ่งผมจะพิจารณาเรื่องการปรับ ครม.ด้วยตนเอง แต่ถึงวาระจำเป็นที่ต้องปรับหรือยัง เป็นเรื่องของผม ตอนนี้ยังไม่มี ยังไม่ตอบ ยังไม่ถึงเวลาที่ผมจะคิดเรื่องนี้เข้าใจไหม 
    พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวว่า พูดหลายทีแล้วไม่ใช่หรือ วันนี้ประชาชนเดือดร้อนอยู่มากมายมหาศาล และเป็นธรรมดาของพรรคเขาที่จะมีการปรับคณะกรรมการบริหารพรรค ก็เรื่องของเขา เป็นเรื่องของพรรคพลังประชารัฐ ผมก็เห็นหลายพรรคเขาก็ปรับกรรมการบริหารพรรคมาตลอด ครั้งนี้ก็อย่าลืมว่าเขาจัดตั้งมาก่อนเลือกตั้ง มันก็นานพอสมควรแล้ว ก็เป็นเรื่องของเขาที่จะพิจารณาต่างๆ 
    "อย่าเอาผมไปเกี่ยวเลย ผมไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เป็นเรื่องของพรรค ไม่เกี่ยวกับเรื่อง ครม." นายกฯ กล่าว
    ด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ปฏิเสธ กล่าวว่า “เป็นเรื่องภายในพรรค ไม่จำเป็นต้องเคลียร์”
    ถามย้ำว่า ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ​ เป็นที่ความเคารพนับถือ จำเป็นจะต้องเข้าไปเคลียร์เพื่อให้เกิดความสามัคคีกลมเกลียวหรือไม่​ พล.อ.ประวิตรกล่าวสั้นๆ ว่า “กลมเกลียวอยู่แล้ว”
    เมื่้อถามประเด็นจะเป็นหัวหน้าพรรคหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่รู้ ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ไม่รู้เรื่อง
    นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ในฐานะกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่ทราบ ไม่ได้อยู่ในสถานะที่ต้องไปรับทราบข้อมูล เพราะตนเองก็ไปตามหน้าที่ ส.ส.ของพรรค ที่พรรคเรียกให้มาประชุม เนื่องจากการลงมติ พ.ร.ก.ดังกล่าว เกี่ยวข้องกับสถานภาพของรัฐบาล จึงมุ่งความสนใจที่เรื่องนี้
    ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีที่ปรากฏข่าวภายในพรรคพลังประชารัฐมีการจัดประชุม 2 วงหารือที่อาคารรัฐสภา จนถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นศึกภายใน และเป็นการประลองกำลังระหว่าง 2 ขั้วอำนาจภายในพรรคว่า ไม่เป็นความจริง ตนเพียงชวนเพื่อน ส.ส.ประมาณ 50-60 คนมาหารือถึงแนวทางการช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร หลังสถานการณ์โควิด-19 ก็ขอให้ร้องขอมา ในหน่วยงานที่ตนกำกับดูแล และในห้องก็ไม่มี นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค และนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรค มีตนนำประชุมคนเดียว
      เขากล่าวว่า ที่นายวิรัช​ รัตนเศรษฐ ประธานวิปรัฐบาลเรียกประชุม ส.ส. ถามว่าเรียกประชุมเพื่ออะไร เพราะการเรียกประชุมพรรค ควรดำเนินการโดยใช้ระบบพรรค ไม่ใช่นายวิรัชคิดอยากจะเจอ ส.ส.ก็เรียก คนเขาแอนตี้กันเยอะ ผมมองว่าการเรียกประชุมพรรควานนี้ของนายวิรัชไม่เกิดประโยชน์ ไม่มีเรื่องของชาวบ้านเลย 
    "เมื่อวานที่ผมชวน ส.ส.มาพูดคุย ทั้งหมดคือคนรักพรรค ต้องการเห็นพรรคไปในทิศทางที่ดี ยืนยันว่าผมไม่ได้อยากประลองกำลังกับใคร มีแต่คนอื่นอยากมาประลองกำลังกับผม จริงๆ ส.ส. เขาไม่ตกเป็นเครื่องมือใคร มีแต่ ส.ส.บ้าๆ บอๆ ที่ไร้สาระ ที่ทำแบบนี้"
ไม่เกี่ยวกับลุงป้อม
     ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้สายสัมพันธ์ระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับพล.อ.ประวิตรยังดีอยู่ใช่หรือไม่ ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ไม่เห็นจะเกี่ยว ไม่เกี่ยวกับลุงป้อมเลย เมื่อวานไม่ได้พูดคุยถึงลุงป้อมด้วยซ้ำ คนละประเด็น ไปเขียนกันเรื่อยเปื่อย
     "คนจับประเด็นกันไป ทำให้ลุงป้อมและนายกฯ เขาคิดมาก ซึ่งไม่มี ไม่ใช่การตั้งก๊วนตั้งกลุ่มกัน" ร.อ.ธรรมนัสกล่าว
    นายวิรัช  รัตนเศรษฐ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชารัฐนั้น เชื่อว่าถึงเวลาสามารถพูดคุยกันได้ และตนเองก็ไม่เคยคิดวัดพลังกับใคร เพียงแต่ปฏิบัติตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
    "การประชุม ส.ส.ที่สภา ไม่ได้วัดกำลังกับใคร แต่เป็นการเรียกประชุมปกติ ที่เลื่อนมาเพราะวันอังคารจะงดการประชุม ส่วนวันพุธก็ติดวันหยุดราชการ จึงเลื่อนมาประชุมเมื่อวานนี้ ไม่ได้มีอะไรแปลกประหลาดเลย ผมจึงไม่คิดว่าปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐ จะทำให้รัฐบาลระส่ำระสาย ส่วนจะมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารพรรคหรือไม่นั้น ต้องรอดูผลประชุมใหญ่ แต่ในขณะนี้ยังไม่มีกำหนดว่าจะประชุมใหญ่เมื่อไหร่" นายวิรัชกล่าว
    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เวรกรรมมาไว ความขัดแย้งแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐรอบนี้หนักเกินเยียวยา รัฐธรรมนูญที่เคยทำให้พรรคพลังประชารัฐได้ประโยชน์ ถึงเวลาได้รับโทษ เกิดผลกระทบในทางลบ เพราะระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นหลักฐานสำคัญว่าการปฏิรูปการเมืองไม่มีอยู่จริง แบ่งมุ้ง ตั้งก๊วน แยกก๊ก ประลองกำลัง แย่งชามข้าว ในขณะที่ประชาชนเดือดร้อนจากสารพัดวิกฤติ หากมีโอกาสในครั้งหน้าประชาชนจะให้คำตอบว่าต้องเลือกอย่างไรถึงจะได้พรรคการเมืองที่เป็นที่พึ่งที่หวังแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ในทุกสถานการณ์
    "ปัญหาการเมืองในพรรคพลังประชารัฐอาจทำให้รัฐบาลขาดสมาธิ ออกมาตรการผิดพลาด ขาดประสิทธิภาพ ไร้ประสิทธิผล มุ่งแก้แต่ปัญหาของตัวเอง จนละทิ้งปัญหาของประเทศชาติและประชาชน" นายอนุสรณ์กล่าว.


เมื่อคืนเป็นไงครับ? ได้ดูกันเปล่า......... ประชุมรัฐสภาในนัด "แก้รัฐธรรมนูญ" เพื่อตั้ง ส.ส.ร.ไปร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แทนรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั่นน่ะ

'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน
ใครจะพาประเทศลงเหว!