หลังเลือก กก.บห. พปชร.ไม่แตก-มีแต่จะโต


เพิ่มเพื่อน    

 

ปมร้าว-ชนวนลึก เปลี่ยนแผงอำนาจ

"บิ๊กป้อม" คงเสียสละ ถ้าพวกเราเรียกร้อง 

       ทิศทาง พรรคพลังประชารัฐ พรรคแกนนำรัฐบาล หลังจากนี้จะเป็นอย่างไร เป็นเรื่องที่แวดวงการเมืองให้ความสนใจติดตามกันอย่างมาก หลังเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดแรงกระเพื่อมใหญ่ภายในพรรค เมื่อ 18 กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐยื่นใบลาออกจากการเป็นกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) พร้อมกันรวดเดียว ส่งผลให้ กก.บห.ที่เหลือ ต้องพ้นการเป็น กก.บห.พรรค พปชร.ตามไปด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้มีการมองกันว่าเกิดการแตกหักระหว่างกลุ่มต่างๆ ในพลังประชารัฐ เพื่อยึดอำนาจจากแกนนำพรรค สายอุตตม สาวนายน รมว.การคลัง-หัวหน้าพรรค พปชร. ที่อยู่ในปีกของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รอง นายกฯ 

       ไพบูลย์ นิติตะวัน-รักษาการรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ-ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งเป็นผู้เปิดแถลงข่าวการยื่นใบลาออกของอดีต กก.บห.พรรคพลังประชารัฐพร้อมกัน 18 คน เมื่อ 1 มิ.ย. ได้เปิดเผย ปมลึก-ความเป็นไป ในการบริหารงานพรรคพลังประชารัฐในช่วงที่ผ่านมา ที่สะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจของคนในพรรคพลังประชารัฐที่มีต่อหัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค โดยแสดงความเชื่อมั่นว่า หลังมีการเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ จะไม่ส่งผลทำให้พรรคเกิดความขัดแย้ง-แตกแยกตามมา  เพราะเมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างถือว่าจบ และการปรับเปลี่ยนที่เกิดขึ้นจะยิ่งทำให้พลังประชารัฐแข็งแกร่งและเติบโตมากขึ้นไปอีก

      ยิงคำถามระหว่างสนทนา ถึงเรื่องพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และประธานคณะยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ที่คนในพรรคต่างแสดงท่าทีชัดเจนว่าต้องการให้มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐคนใหม่ คำถามดังกล่าว ไพบูลย์-ทีมกฎหมายพรรคพลังประชารัฐ สายตรงพลเอกประวิตร ตอบถึงเรื่องความเหมาะสมในการมาเป็นหัวหน้าพรรค พปชร.ของพลเอกประวิตรว่า   ส.ส.ของ พปชร.กับสมาชิกพรรคต่างชื่นชมและเคารพพลเอกประวิตรมาก ต่างปรารถนาอยากขอให้ท่านมาเป็นหัวหน้าพรรค พปชร. ซึ่งพลเอกประวิตรเป็นเสาหลักของพรรคอยู่แล้ว หากจะมาเป็นหัวหน้าพรรค ก็ต้องเสียสละ ต้องยอมเหนื่อย ต้องยอมที่จะลงมาเป็นหัวหน้าพรรค

      "ดังนั้น เราต้องขอ โดยเราต้องขอด้วยเหตุเดียว ก็คือ ท่านก็รักพรรคพลังประชารัฐ ถ้าท่านมาแล้วเป็นประโยชน์กับพรรคพลังประชารัฐ พรรคจะได้แข็งแรงขึ้น จะได้ไปสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ เพราะท่านก็รักพลเอกประยุทธ์อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าโดยเหตุผล พูดคุยกันแล้ว หากท่านยอมเสียสละลงมาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มันก็จะเป็นประโยชน์กับพรรค”

.. แต่มันก็ยังไม่ใช่เวลานี้ เพราะตอนนี้พรรคยังไม่ได้มีการนัดประชุมอะไรเลย โดยก่อนจะมีการประชุมใหญ่พรรค ก็ต้องไปขอท่าน ไปพูดคุยกับท่าน ตอนนี้ท่านถึงบอกว่า ไม่เกี่ยว ไม่อะไรทั้งสิ้น ถ้าถึงเวลานั้นมีเสียงเรียกร้องของ ส.ส.พปชร.ทั้งพรรค สมาชิกพรรคทั้งประเทศ แล้วมันเป็นประโยชน์กับพรรค ผมว่าท่านก็ต้องเสียสละ ต้องรับฟัง เพราะสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับพรรคจริงๆ ในเมื่อท่านทำให้กับพรรคมาขนาดไหนแล้ว แล้วท่านจะไม่ทำให้หรือ

“ไม่ใช่ด้วยเหตุว่าท่านอยากได้ตำแหน่งนี้อะไรเลย เพราะตำแหน่งหัวหน้าพรรคมันเล็กมากสำหรับท่าน แต่ตอนนี้เรามีปัญหา มันมีความแตกแยก มันไม่มีใครมือถึงเลย แล้วมีฝักมีฝ่ายแบบนี้ เราต้องการความเป็นเอกภาพ แล้วมันเป็นประโยชน์กับพรรค ซึ่งคนภายนอกอาจไม่เข้าใจ แต่เราคนในพรรคพลังประชารัฐ เรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกับเรา แล้วทั้งหมดที่ทำ ไม่ใช่เพราะความคิดเห็นส่วนตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่จะต้องเกิดจากความคิดเห็นร่วมกันของ ส.ส.ในพรรคแทบจะทั้งหมด รวมถึงสมาชิกพรรค” รักษาการรอง หน.พปชร.กล่าวไว้ 

      ไพบูลย์ กล่าวอีกว่า บทบาทของพลเอกประวิตร ในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรค พปชร.ที่ผ่านมา ถือเป็นเสาหลัก เป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับและเคารพรักจาก ส.ส.ทั้งพรรค ถือว่าเป็นจุดเด่น พรรคการเมืองปัจจุบันนี้ไม่มีใครมีอย่างเรา ไม่มีใครมีอย่างที่ พปชร.มีพลเอกประวิตร ถือว่าเป็นคุณาประโยชน์ยิ่งใหญ่ของพรรค ในเมื่อของเรามี แล้วทำไมไม่ขอให้ท่านมาช่วยดูพวกเราให้ใกล้ชิดขึ้นไปอีก มาช่วยกันแก้ไขปัญหา เราก็ต้องไปขอท่าน แต่ไม่รู้ท่านจะมาหรือเปล่า แต่หากคุยกันถึงประโยชน์จริงๆ คุยกันถึงเหตุถึงผลกันจริงๆ ท่านก็อาจต้องไปตัดสินใจอีกครั้ง

      ...ประชาชน สังคม อาจจะยังไม่เข้าใจถึงปัญหาภายในพรรค อย่างเช่น ปัญหาการบริหารพรรคของเรา ของคณะกรรมการบริหารพรรคเดิม มีปัญหามาก เป็นการบริหารแบบไม่บริหาร มันวุ่นวายไปหมด สังคมยังไม่เข้าใจตรงนี้ แล้วสังคมยังไปดูที่ตัวบุคคลเสียเป็นส่วนใหญ่ ต้องอย่าลืมว่าเจตนารมณ์ของการตั้งพรรคการเมือง หรือข้อบังคับพรรคการเมืองทั้งหลาย องค์กรที่จะบริหารพรรค คือคณะกรรมการบริหารพรรค ไม่ใช่บริหารโดยหัวหน้าพรรคกัเลขาธิการพรรค จะไปทำอะไรก็ได้ มันไม่ใช่ สิ่งเหล่านี้ สังคมไม่รู้ เมื่อไม่รู้เลยมีการไปสร้างความเข้าใจผิด ไปบิดเบือน แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็ค่อยๆ ทำไป สุดท้ายมันอยู่ที่ผลที่จะออกมา ว่าเมื่อพรรคได้กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้ว พลังประชารัฐจะแตกหรือจะโต ก็รอดู แต่ผมมั่นใจ พรรคพลังประชารัฐจะโตยิ่งกว่าเก่ามากมาย แตกจะไม่มี

      จากที่ ไพบูลย์-รักษาการรอง หน.พปชร. บอกไว้ข้างต้น การบริหารงานที่ผ่านมาของ พปชร.มีปัญหา เลยต้องถามเพื่อให้ขยายความให้ชัดว่า ปัญหาดังกล่าวคืออะไร รวมถึงเรื่องกระบวนการขั้นตอนการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ โดยเขาให้ข้อมูลว่า ตามกฎหมายเมื่อ กก.บห.พลังประชารัฐลาออกไป 18 คน โดยมีผลทางกฎหมายทันที สิ่งที่หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐและ กก.บห.ที่รักษาการอยู่ตอนนี้  จะต้องทำต่อจากนี้ 2 เรื่องสำคัญคือ 1.รายงานไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องที่ กก.บห.พลังประชารัฐลาออกไปเมื่อ 1 มิ.ย. จำนวน 18 คน โดยต้องส่งหนังสือไปถึง กกต.ภายในไม่เกิน 15 วัน คือไม่เกิน 15 มิ.ย.

 2.รักษาการหัวหน้าพรรคและ กก.บห.พรรคที่ยังไม่ได้ลาออก ต้องมีการประชุมกันเพื่อให้ที่ประชุมมีมติ กำหนดวันนัดประชุมใหญ่พรรค พปชร. เพื่อเลือก กก.บห.พรรคพลังประชารัฐชุดใหม่ภายในไม่เกิน 45 วัน นับจากวันที่ 1 มิ.ย. ก็คือไม่เกินกลางเดือนกรกฎาคม

      - ตามขั้นตอนแล้ว คงไม่มีปัญหาอะไร หัวหน้าพรรคคงแจ้งเรื่องไปยัง กกต.และเรียกประชุม กก.บห.พรรคเพื่อดำเนินการสองขั้นตอนดังกล่าวให้ทันตามกรอบเวลา?

      เป็นเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมาย หากไม่ทำ ก็ไม่ได้ ถ้ามาอ้างอะไรก็ตามเพื่อจะไม่จัดประชุมใหญ่พรรค ก็ถือว่า ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย ทั้งที่เป็นผู้มีหน้าที่ต้องทำ ซึ่งผมก็ไม่เชื่อว่าท่านจะไม่เรียกประชุมพรรค เพราะหากไม่ทำ ก็ยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงเรื่องในพรรค ซึ่งที่ผ่านมาก็ไม่ค่อยประชุมกรรมการบริหารพรรค ไม่ค่อยมีการประชุมพรรค-ไม่มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคกับ ส.ส. ของพลังประชารัฐ

...หากไปเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอย่าง ประชาธิปัตย์ ทางหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ มีการเรียกประชุมกันเกือบทุกสัปดาห์ในช่วงสมัยประชุมสภา ที่มักจะมีการประชุมกันวันอังคารที่มีการประชุม ส.ส.ของเขา ก็มักจะไปเข้าร่วมประชุมด้วย มีการประชุมกรรมการบริหารพรรคกันเป็นประจำ อันเป็นการดำเนินการที่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น

“แต่พรรคพลังประชารัฐ ไม่เคยมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคกันเลย โดยประชุมกันครั้งสุดท้ายเมื่อ 26 ม.ค.2562 แล้วจากนั้นก็ไม่เคยมีการเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคกันอีกเลย ที่มันก็ผ่านมาร่วม 4-5 เดือนแล้ว มันคือจุดที่เป็นปัญหา”

.... เพราะการที่ไม่เรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค ก็แสดงว่าไม่ได้บริหารพรรค ก็เหมือนกับเทียบกับเช่น คณะรัฐมนตรี ถ้าคณะรัฐมนตรีไม่เรียกประชุม ครม.กันเลย มันจะเกิดอะไรขึ้น การบริหารราชการแผ่นดิน มันก็เดินต่อไปไม่ได้ หรือมีสภา แต่สภาไม่เรียกประชุมกันเลย เพราะว่าเรื่องของการเมือง สิ่งสำคัญคือเรื่องการประชุม กรรมการบริหารพรรคต้องหมั่นมาประชุม ดังนั้น เมื่อพรรคเกิดเหตุแบบตอนนี้ขึ้น แล้วยังไม่เรียกประชุม กก.บห.พรรค มันก็ยิ่งฟ้องตัวเองไปใหญ่ว่า การที่คนลาออกกัน เพื่อขอให้มีการเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ เพื่อปรับโครงสร้างพรรค มันก็เพราะเหตุเหล่านี้

...อย่างไรก็ตาม ผมก็พยายามจะเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอย่างเช่น พรรคประชาธิปัตย์ ที่แม้จะไปเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่ผู้บริหารก็ยังต้องดูแลพรรค เช่น กรณีของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์และ หน.พรรคประชาธิปัตย์ หรือเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และ รมว.เกษตรฯ ที่แม้เขาไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เขาก็ไปร่วมประชุมพรรค ประชุม ส.ส.พรรค ก็มีกิจกรรมของเขา แต่ของเราไม่มี เมื่อไม่มีการประชุม มันก็เกิดความห่างเหินกัน ไม่เชื่อมกัน มันบริหารไม่ได้แบบนั้น จะบริหารพรรคการเมืองขนาดใหญ่อย่างพลังประชารัฐ โดยไม่มีการประชุม มันจะบริหารได้หรือไม่ ก็บริหารไม่ได้

ถามถึงว่า เหตุใดหัวหน้าพรรค พปชร.ถึงไม่เรียกประชุมพรรค มีการให้เหตุผลอย่างไร ไพบูลย์ ตอบว่า ผมก็ไม่ทราบ แต่ผมพูดในฐานะผมเป็นผู้บริหารพรรค รองหัวหน้าพรรค ผมก็คิดว่าพรรคควรต้องมีการประชุมพรรคทุกเดือน อาจจะเดือนละสองครั้ง หรือน้อยสุดอย่างน้อยก็ต้องเดือนละหนึ่งครั้ง ต้องเกิดขึ้น อย่างการประชุม ส.ส.ทุกวันอังคาร ผู้บริหารพรรคก็ต้องมาพบปะคุยกับ ส.ส.ของพรรค มีอะไรจะได้สอบถามกันเป็นประจำ แต่สิ่งเหล่านี้มันไม่เกิดขึ้น ถ้ามีการเปลี่ยนแปลง กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ หลังจากนี้ผมก็จะสะท้อนปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคก่อนหน้านี้ เพื่อที่ กก.บห.ชุดใหม่ต้องทำตามมาตรฐาน ต้องมีการประชุมพรรคเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ต้องหมั่นไปประชุมร่วมกับ ส.ส.ของพรรคก็จะทำให้พรรค พปชร.เข้มแข็ง

      ไพบูลย์ กล่าวต่อไปว่า การประชุมใหญ่พรรค พปชร.ต้องมีองค์ประชุมตามกฎหมายและข้อบังคับพรรคพลังประชารัฐ ที่ตามข้อบังคับพรรค 1.จะต้องมีกรรมการบริหารพรรคมาร่วมประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเท่าที่มี  2.ต้องมีตัวแทนจากสาขาพรรคมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสาขาพรรคพลังประชารัฐเท่าที่มีอยู่ ซึ่งพลังประชารัฐมีอยู่ 4 สาขา ก็ต้องมีมาประชุมอย่างน้อยสองคน 3.ตัวแทนพรรคการเมืองประจำจังหวัดไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของเท่าที่มีอยู่ 4.สมาชิกพรรค ที่มีทั้งที่เป็น ส.ส.และไม่ได้เป็น ส.ส. แต่เป็นสมาชิกพรรคทั้งหมดรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่า 250 คน

      ในความเห็นของผม ผมก็เห็นว่าการประชุมใหญ่ที่จะเลือก กก.บห.พปชร.ชุดใหม่ อยากให้สมาชิกพรรค พปชร.ได้เข้ามามีส่วนร่วม จะเป็นหลักหลายพันคนหรือระดับหมื่นก็ได้ โดยจะใช้ระบบการประชุมใหญ่พรรคแบบประชุมระบบทางไกล ซึ่งตอนนี้ก็มี พ.ร.ก.ว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ.2563 ออกมารับรองแล้ว ทำให้สามารถจัดประชุมทางไกลได้ ก็อาจจะเป็นครั้งใหม่สุดที่อาจจะเกิดขึ้นในการประชุมใหญ่พรรคก็ได้ อาจจะมีสมาชิกเข้ามามีส่วนร่วมในการออกเสียง ลงคะแนน เพื่อลงมติเลือกกรรมการบริหารพรรค อาจจะเป็นหลักหมื่นคน

...ถ้าพรรคใช้วิธีนี้ ก็จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรคทั้งประเทศ ก็จะเป็นมิติใหม่ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของ กก.บห.พรรคชุดใหม่ว่ามาจากการเลือกของสมาชิกพรรคจำนวนมาก ดังนั้นก็จะเสนอให้ใช้วิธีการประชุมตาม พ.ร.ก.ฯ ดังกล่าว ที่ก็จะไม่ติดปัญหาเรื่องโควิด อีกทั้งก็เชื่อว่าการบังคับใช้ พ.ร.ก.สถานการณ์ฉุกเฉิน น่าจะจบภายในไม่เกิน 30 มิ.ย.นี้ ทำให้ต้นเดือนกรกฎาคมที่จะถึงนี้ก็เป็นเวลาที่เหมาะสมในการจัดประชุมใหญ่ พปชร.

ไพบูลย์-รอง หน.พปชร. กล่าวถึงทิศทางพรรคหลังมีการเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่เข้ามาว่า การเปลี่ยนมันเกิดจากเรามีปัญหา ดังนั้นเราก็ต้องถอดบทเรียนจากปัญหาเดิม ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแล้วกรรมการบริหารพรรคที่ยังไม่ทราบว่าจะเป็นบุคคลใดบ้าง ก็ต้องถอดบทเรียนจากอันเดิม อย่าไปทำอย่างเก่า โดยหลักก็คือ กรรมการบริหารพรรคต้องหมั่นมาร่วมประชุม เพราะเมื่อกรรมการบริหารพรรคได้ร่วมประชุมกับ ส.ส.ของพรรคบ่อยๆ มันก็จะทำให้พรรคมีความเข้มแข็งขึ้น เกิดการร่วมไม้ร่วมมือกัน จะทำให้การสนับสนุนรัฐบาล สนับสนุนนายกรัฐมนตรีให้รัฐบาลดำเนินงานต่างๆ ไปได้ด้วยดี ยิ่งเมื่อพลังประชารัฐ เป็นพรรคแกนนำรัฐบาล หากมีความเข้มแข็ง ก็จะทำให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งตามไปด้วย

-การที่คณะผู้บริหารพรรค ไม่ได้จัดประชุมพรรค ไม่มาร่วมประชุมกับ ส.ส.ของพรรค มันทำให้เกิดช่องว่าง ระหว่างผู้บริหารพรรคกับ ส.ส.ของพรรค?

      ก็เกิดทั้งนั้นก็ขนาดประชุม กก.บห.พรรค ยังไม่เรียกประชุมเลย อย่าต้องไปพูดถึงการประชุมร่วมกับ ส.ส.ของ พปชร.เลย มันก็ยิ่งไปกันใหญ่ แต่ผมเชื่อว่าเมื่อเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่แล้ว คงไม่เกิดเหตุแบบนี้ หัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค ก็จะมาพบปะกับ ส.ส.ของ พปชร. ยิ่งหากมีการประชุมร่วมกันทุกสัปดาห์ก็จะทำให้ได้ใกล้ชิดกัน ได้มีการหารือร่วมกันต่างๆ จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคมาก

-กระแสสังคม แม้แต่กองเชียร์พลเอกประยุทธ์ มองสิ่งที่เกิดขึ้นกับการที่ กก.บห. จำนวน 18 คน ลาออกเป็นเรื่องการแย่งชิงเก้าอี้กัน แล้วมาเกิดช่วงตอนนี้ด้วย จนกองเชียร์รัฐบาลและนายกฯ ก็ไม่พอใจ?

      ที่ผมพูดมาทั้งหมด เป็นเรื่องของการเลือก กก.บห.พรรคพลังประชารัฐ ที่จะให้มีการเลือกกันใหม่ อย่างพรรคอื่นๆ ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทยก็มีการเลือกก็ไม่เห็นมีใครไปว่าอะไรเลย ส่วนการวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี เรื่องรัฐบาล เรื่องโควิด ผมไม่เห็นไปเกี่ยวกันตรงไหน ไม่ได้มีผลกระทบอะไรเลย แล้วก็ไปจัดการประชุมใหญ่พรรคกันตอนเดือนกรกฎาคม ซึ่งการประชุมพรรคการเมือง ก็ต้องให้สมาชิกพรรคมีบทบาท ก็เป็นการทำงานในส่วนที่ดี ส่วนการปรับ ครม. ก็เป็นเรื่องของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าส่งชื่ออะไรไปแล้วท่านจะปรับให้แบบนั้น เพราะการจะปรับ ครม.ปรับใครอะไรอย่างไร เป็นดุลยพินิจของนายกรัฐมนตรีทั้งหมด มันจึงเป็นคนละเรื่องกัน

      การที่มาปล่อยข่าวกันอย่างนี้ก็อาจเพื่อมาทำลาย เพื่อไม่อยากให้มีการเปลี่ยนแปลง แต่ว่ามันไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อ กก.บห.ลาออกกันแบบนี้แล้ว มันก็ต้องเดินหน้าไปตามข้อบังคับ ส่วนที่มีใครออกมาต่อว่าอะไรต่างๆ ไปดูก็จะพบว่าไม่ได้อยู่ในเหตุผลไม่ได้อยู่ในข้อบังคับพรรค แต่มันเป็นการจะใส่ร้ายกันหรือเปล่าจะไม่ยอมรับกันบ้างเลยหรือว่า การที่ กก.บห.พรรค ไม่ได้มีการประชุมพรรคกัน แล้วการทำงานที่ผ่านมาของ กก.บห.พรรคก็มีปัญหาการทำงานต่างๆ ที่มันมีปัญหากันจริงๆ ทำไม ไม่สะท้อนภาพนี้ออกมา ผมว่าต้องแยกออกจากการทำหน้าที่ของรัฐมนตรี มันคนละเรื่องไม่เกี่ยวกัน

        -แต่ภาพที่ออกมา ถูกมองว่าคือความขัดแย้ง การแตกหักกันในพรรค พปชร.ซึ่งที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีลักษณะดังกล่าวในพรรคการเมืองไทยที่ทำกับหัวหน้าพรรคเลขาธิการพรรคด้วยวิธีการแบบนี้?

      ไม่เห็นแตกหักอะไรกันเลยก็เลิก แล้วก็ไปเลือกกันใหม่ ไม่ได้มีใครไปปลดหัวหน้าพรรค ถ้าไม่อย่างนั้นก็เท่ากับว่า ผมก็ปลดตัวผมเองด้วยสิ เพราะผมก็เป็นรองหัวหน้าพรรค พปชร. แต่ผลจากการลาออกดังกล่าว ก็ทำให้ผมต้องพ้นจากการเป็นรองหัวหน้าพรรคเช่นกัน เมื่อมีการทำไปตามข้อบังคับ จนทำให้ต้องมีการจัดประชุมใหญ่พรรคเพื่อเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ โดยให้สมาชิกมาออกเสียงเลือก กก.บห.พรรคชุดใหม่ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย ไม่ได้ไปเจาะจงว่าทำเพื่อจะเอาหัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรคออกไปเท่านั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอย่างนั้น อันนี้คนลาออกคือ กก.บห.พรรค 18 คนที่ลาออกเพราะอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แล้วคนที่เหลือก็ต้องพ้นจากการเป็น กก.บห.พรรคกันหมด อย่าง หากเช่นสภาตอนนี้ ถ้ามีการยุบสภา เกิดขึ้น พรรคการเมืองต่างๆ ก็ต้องออกไปหาเสียงให้ประชาชนเลือก แล้วทำไมตรงนั้นไม่บอกว่าคือปัญหา แต่กลับบอกว่าเป็นเรื่องดี ให้ประชาชนตัดสินอีกครั้ง อันนี้ก็คือเลิกกันไป แล้วให้ประชาชนที่คือสมาชิกพรรคได้เลือก กก.บห.พรรค พปชร.ชุดใหม่เข้ามา มันก็คือวิถีทางของประชาธิปไตยอยู่แล้ว

      ดังนั้น ที่มีการไปปล่อยข่าวหรือไปวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ บางครั้งก็เป็นการไม่ถูกต้องกับข้อเท็จจริง และคือเรื่องภายในของพรรค พปชร.ถ้าเราไปชอบท่านใด และเห็นว่าเขาเหมาะสมจะมาเป็นหัวหน้าพรรค-เลขาธิการพรรค-กก.บห.พรรคชุดใหม่ มันเป็นความเห็นภายในพรรค ต้องให้สมาชิกพรรคกว่า 3 หมื่นคนทั่วประเทศได้มาว่ากัน

-หลังการเลือก กก.บห.พรรคเสร็จสิ้นลง ที่คนมองว่าตอนนี้พรรคมีรอยร้าว มีคลื่นใต้น้ำ จะจบเลยหรือจะเกิดปัญหามากขึ้นไปอีก?

      มันก็จบเหมือนกับการเลือกตั้ง ถ้าไปยุบสภา ก็ไปเลือกตั้งใหม่ เลือกแล้วได้รัฐบาลมาใหม่ ทุกคนก็ต้องยอมรับ มันก็เดินหน้าไปได้ ก็เป็นเอกภาพ แล้วก็เอาปัญหาเดิมมา เช่น เหตุที่ทำให้ต้องมีการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ ก็นำมาเป็นประสบการณ์ แล้วก็ต้องมาปรับปรุงมาพัฒนา ดูว่าตรงไหนอะไรที่อย่าไปทำ ก็ทำทุกอย่างให้มันดีขึ้น มันก็จะเป็นประโยชน์กับพรรค เป็นประโยชน์กับสมาชิกพรรค และส่งผลให้เป็นประโยชน์กับรัฐบาล

      พรรคพลังประชารัฐก็มีสิทธิ์ที่จะหาหนทางที่ทำให้ตัวเองมีความเข้มแข็ง ตัวเองดีขึ้น แก้ปัญหาของตัวเองได้ แต่คนที่ไม่ใช่สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ คนที่ไม่เกี่ยวข้อง มันก็ไม่ถูก แล้วท่านบอกว่า ท่านเลือกพลังประชารัฐ เพราะตัวนายกรัฐมนตรี แต่ว่าพลเอกประยุทธ์ก็ยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ก็ไม่เห็นมีปัญหาเลย เราก็สนับสนุนนายกรัฐมนตรีอยู่ มันคนละเรื่องกัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ยิ่งพรรคพลังประชารัฐ หลังมีการปรับปรุง จะยิ่งสนับสนุนพลเอกประยุทธ์มากขึ้นไปอีก

      "ทำไมต้องไปยึดติดกับคนบางคน ว่านั่นคือสัญลักษณ์เลยหรือ ที่เป็นหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค ขาดไม่ได้เลยทีเดียวหรือ การไปแตะเขาขึ้นมา เป็นเรื่องที่เลวร้ายมากเลยหรือ ในพรรคไม่มีใครดีเลยหรือ มีดีอยู่แค่สองคนนี้เองหรือ จะเท่ากับเป็นการดูถูกพรรคพลังประชารัฐที่เป็นพรรคแกนนำรัฐบาลว่าเป็นพรรคที่ไม่มีคนในพรรคเลยหรือ มีแค่สองคนนี้ มันไม่ใช่”

....หลังการเลือกกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ จะทำให้พรรคเข้มแข็งขึ้น จะเดินหน้าไปอย่างมีเอกภาพ สังคมต้องเข้าใจว่า อันนี้เป็นเรื่องภายในพลังประชารัฐ พวกเราที่เป็นสมาชิกพรรคมีสิทธิ์ที่จะหาหนทางที่ดีที่สุดให้กับพรรคหนทางที่จะทำให้พรรคเข้มแข็ง หาคนที่จะมาเป็นผู้นำพรรคพลังประชารัฐให้กับเรา มาช่วยให้เราเดินหน้าสู่ความเข้มแข็ง ก็รอดูเราไป เราก็มีฝีมือ เราก็ทำของเราได้ และเราดูแล้ว เราจะกลับมาด้วยความเข้มแข็ง กลับมาเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งในการเลือกตั้งคราวหน้าเมื่อมีการปรับเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่แล้ว

 

ตอนนี้เรามีปัญหา มันมีความแตกแยก มันไม่มีใครมือถึงเลย แล้วมีฝักมีฝ่ายแบบนี้ เราต้องการความเป็นเอกภาพ สังคม อาจจะยังไม่เข้าใจถึงปัญหาภายในพรรค อย่างเช่น ปัญหาการบริหารพรรคของเรา ของคณะกรรมการบริหารพรรคเดิม มีปัญหามาก เป็นการบริหารแบบไม่บริหาร มันวุ่นวายไปหมด....


ก็น่าตกใจอยู่หรอก... จู่ๆ ทหารอเมริกันนับร้อยมานอนโรงแรมกลางกรุง แถมข่าวสารยังสับสน

'คำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ'
บันทึกช่วย 'อัยการ-ตำรวจ' จำ
นิมิตหมายจาก 'ไฟในเมือง'
"บอส-เรดบูล" เมาหลังขับ?
ยิ่งกว่าสงครามเหลือง-แดง
'ข้อมูลใหม่กับคนเหนือดวง'